4 ธ.ค. 2022 เวลา 04:00 • ความคิดเห็น
สามคำตอบแห่งชีวิต
ผมเคยได้ฟังและได้อ่านสามเรื่องราวที่เกิดจากสามคำถามและมีสามคำตอบ จากสามคน สามวาระ มาเล่าสู่กันฟังครับ…
10
ผมมีโอกาสได้คุยกับซีอีโอที่เก่งมากๆคนหนึ่งของบริษัทใหญ่อันดับต้นๆของไทย ซีอีโอท่านนั้นเล่าถึงจุดเปลี่ยนชีวิตที่มาจากคำถามง่ายๆ ของคนแปลกหน้าคนหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน
17
ซีอีโอท่านนี้ เดิมก็เป็นคนเก่งแต่เป็นคนที่บ้างาน จะเอาชนะทุกคนในโลกให้ได้ ทำงานหนักแบบวันชนวัน กลับบ้านเที่ยงคืน ตื่นมาก็มาทำงาน ชีวิตไม่มีอะไรนอกจากงานและการแข่งขัน ตำแหน่งหน้าที่การงานก็ไปได้ดีมาก แต่ไม่ได้ดูแลร่างกาย ทรุดโทรมและอ้วนเกือบร้อยโล ไม่สนอะไรใครทั้งนั้น
3
อยู่มาวันหนึ่ง เจ้านายซึ่งทนเห็นสภาพทรุดโทรม ทำงานหนักแต่ไม่เอาอะไรกับใครทั้งนั้นไม่ไหว ก็เลยบังคับให้ซีอีโอท่านนี้ไปสัมมนาที่ฝรั่งเศส เอาจริงๆก็คือคงอยากให้ไปพักผ่อนบ้าง ไปสถานที่สงบๆสวยๆ ที่สอนที่ฟังก็ไม่ใช่เรื่องธุรกิจเรื่องงาน เขาก็ไปอย่างเสียไม่ได้ ไปถึงก็เบื่อๆรอวันกลับ
11
ระหว่างนั่งพัก มีโค้ชที่สอนสัมมนานั้นคงสังเกตเห็นหน้าตาบอกบุญไม่รับ ก็เลยมานั่งคุยด้วย แล้วชวนคุย ขอเวลาซีอีโอซักหนึ่งนาที ซีอีโอก็ยอมแบบไม่เต็มใจนัก โค้ชคนนั้นตั้งคำถามและให้ซีอีโอเขียนลงกระดาษสั้นๆว่า ถ้าเหลือเวลาอีกซักเดือนหนึ่งในชีวิตนี้มีอะไรที่อยากทำแล้วยังไม่ได้ทำบ้าง
9
พอเริ่มเขียน ยิ่งเขียนยิ่งแปลกใจ ต้องขอเวลาเพิ่ม เพราะลิสต์สิ่งที่อยากเป็นอยากทำนั้นยาวเหลือเกิน และยังไม่ได้ทำอะไรซักอย่าง อยากผอม อยากขับรถแข่ง อยากปีนเขา ฯลฯ พอเขียนเสร็จก็ตกใจกับตัวเอง ตั้งคำถามมากมายเต็มในหัวว่ากลับไปจะใช้ชีวิตแบบบ้าแต่งานอย่างเดิมหรือไม่ ทำไปแล้วได้อะไร มีอะไรหลายอย่างที่ยังไม่ได้ทำ เป็นคำตอบของตัวเองที่ช็อคตัวเองมาก
10
พอกลับมา ซีอีโอคนนี้ก็ตัดสินใจเริ่มทำตามในลิสต์ที่มี ข้อแรกคืออยากผอมดูดี เปลี่ยนวิถีการกินจนลดไปยี่สิบโลในเวลาไม่กี่เดือน และก็ตั้งใจกับตัวเองว่าจะทำงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมแต่จะเลิกงานหกโมงเย็นให้ได้ และก็ทำได้จริงๆ ชีวิตหลังจากคำถามง่ายๆของโค้ชคนนั้นก็เปลี่ยนซีอีโอคนนี้ไปตลอดกาล
12
ผมถามต่อว่าแล้วยังเหลืออะไรที่ยังไม่ทำในลิสต์อีกหรือไม่ ซีอีโอท่านนี้ก็ตอบยิ้มๆว่ายังเหลืออีกเยอะทีเดียว..
8
Tuesday with morrie เป็นหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของคุณครูมอร์รี่กับมิตช์ อัลบอม นักข่าวที่มัวแต่มุ่งมั่นทำแต่งานจนมาพบว่าคุณครูที่รักและเคารพในวัยเด็กกำลังจะตาย เลยมีโอกาสได้ไปเยี่ยมและสนทนากับคุณครูทุกวันอังคาร ได้เรียนรู้วิธีคิด วิธีมองโลกของคุณครูที่เรียบง่ายและเข้าใจโลก เป็นหนังสือที่สวยงามและได้ข้อคิดเรื่องการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก
7
มีบทหนึ่งในหนังสือตอนที่ครูมอร์รี่ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิต กินอะไรก็แทบไม่ได้ ขยับร่างกายอะไรก็แทบจะไม่ได้แล้ว มิตช์ได้ถามครูมอร์รี่ระหว่างการสนทนาที่เป็นไปด้วยความยากลำบาก ผมขอยกคำถามและคำตอบนั้นมาจากฉบับแปล สำนวนของคุณอมรรัตน์ โรเก้ ไว้ดังนี้
2
“ถ้าครูมีเวลาสักวันหนึ่งที่ครูมีสุขภาพสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ครูจะทำอะไรบ้างครับ”
7
“ยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยหรือ”
2
“ครับ ยี่สิบสี่ชั่วโมงเลยครับ”
3
“ขอคิดดูก่อนนะ… ครูจะตื่นนอนแต่เช้า ออกกำลังกาย กินอาหารเช้าที่มีขนมปังหวานกับน้ำชาให้อร่อยไปเลย ไปว่ายน้ำ แล้วเชิญเพื่อนฝูงมาที่บ้านเพื่อกินอาหารกลางวันแสนอร่อย ครูจะเชิญเพื่อนมาคราวละคนสองคน จะได้มีเวลาคุยเรื่องครอบครัว เรื่องที่เขาสนใจและคุยกันว่าเรามีความหมายต่อกันและกันมากเพียงใด
8
แล้วครูก็ออกไปเดินเล่นในสวนสักแห่งที่มีต้นไม้ร่มรื่น นั่งดูสีสันของต้นไม้ใบหญ้าและเฝ้าดูนกเพื่อซึมซับธรรมชาติที่ครูไม่ได้เห็นมานานเหลือเกิน
2
พอตกเย็น เราจะพากันไปกินอาหารอิตาเลียน อาจจะสั่งเป็ดมากินสักหน่อยเพราะครูชอบกินเป็ดมากเลย อิ่มแล้วเราก็ไปเต้นรำกันตลอดคืน ครูจะหาคู่เต้นรำเก่งๆที่นั่น และเต้นให้ครบทุกคนจนหมดแรง จากนั้นครูก็กลับบ้านไปเข้านอนและหลับให้สบาย”
3
“เท่านี้เองหรือครับ”
1
“ก็เท่านี้ล่ะ”
2
เป็นวันที่สมบูรณ์แบบในชีวิตที่เรียบง่ายของครูมอร์รี่ ถ้าครูได้มีโอกาสอีกซักวันในชีวิต ความสุขที่ใฝ่หาที่ทำไม่ได้อีกแล้วมีแค่นี้เอง ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่หรือซับซ้อนเลย…
คุณยายลิลลี่ เอ๊บเบิร์ด เป็นผู้รอดชีวิตไม่กี่คนจากค่ายกักกันออทชวิทช์ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ค่ายกักกันออทชวิทช์เป็นค่ายที่นาซีใช้ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวด้วยความหฤโหด เจ็ดสิบปีผ่านไป บาดแผลและความทรงจำอันเลวร้ายยังอยู่กับคุณยาย
3
คุณยายเล่าถึงการถูกจับใส่รถไปค่ายกักกันในช่วงหน้าร้อนที่ร้อนระอุ ไม่มีน้ำหรืออาหารเป็นเวลาห้าวัน ผู้คนจำนวนมากล้มตายก่อนถึงค่าย พอถึงแล้วก็ถูกแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกไปถูกรมควันพิษให้ตาย อีกกลุ่มแยกไปปล่อยให้อดตายที่ค่ายอย่างช้าๆ ญาติๆของคุณยายถูกส่งไปรมควันเกือบทั้งหมด คุณยายถูกส่งไปค่ายที่แออัด แต่ละวันคนที่ทำงานไม่ได้ก็จะถูกสังหารทิ้งเพราะมีคนยัดกันอยู่มากกว่าพื้นที่หลายเท่า
4
คุณยายเอาตัวรอดอย่างทรหดจนเป็นผู้รอดชีวิตไม่กี่คนหลังสงคราม คุณยายบอกว่า คุณยายลงนรกจนสุดเท่าที่มนุษย์จะเจอได้ แต่ก็ยังรอดมาได้ ไม่ว่าจะเลวร้ายแค่ไหน ต้องหาทางทำเท่าที่ทำได้และไม่สิ้นหวังที่จะมีชีวิต
5
คุณยายเล่าถึงช่วงเวลาที่ได้แค่ขนมปังหนึ่งชิ้นต่อวันเพื่อประทังชีวิต “ บางคนในค่ายกักกันไม่สามารถใช้ขนมปังที่ได้อย่างเต็มที่ พอได้ปั๊บก็รีบกินเลยและหวังว่าจะได้อีก แต่มันก็ไม่มีแล้ว คนเหล่านั้นเป็นคนที่อยู่ไม่รอด ฉันเองพยายามกินขนมปังก้อนเดียวนั้นอย่างช้าๆ ช้าที่สุดเท่าที่ทำได้และพยายามเก็บบางส่วนที่เหลือโดยเอาแขนทับไว้ วิธีนี้แหละที่ทำให้ฉันรอดมาได้จนวันนี้“
9
เมื่อมีคนถามคุณยายว่า ถ้ามีคำแนะนำได้หนึ่งอย่าง มีอะไรจากเรื่องราวโหดร้ายที่คุณยายต้องเจอมาที่จะบอกคนรุ่นหลังได้บ้าง
4
คุณยายตอบว่า “ ให้พยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดจากเท่าที่เรามีอยู่ ไม่ว่าที่เรามีนั้นมันจะน้อยแค่ไหนก็ตาม”……
7
หลังตอบคำถาม คุณยายโชว์จี้ทองเล็กๆที่ห้อยคออยู่แล้วเล่าว่าเป็นจี้ที่แม่ให้ไว้ก่อนถูกแยกจากกัน คุณยายซ่อนไว้ในรองเท้าตลอดเวลา แต่ผู้สัมภาษณ์คุณยายสงสัยว่าแล้วตอนกลางคืนล่ะ
4
“ ที่ตอบไปว่าต้องหาสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามีแล้วใช้มันให้เต็มที่ ที่ยายมีตอนนั้นอย่างเดียวคือขนมปังก้อนเล็กๆที่อดทนกินไม่หมด ยายซ่อนจี้ไว้ในขนมปังแล้วเอาแขนทับไว้ พวกมันเลยหาไม่เจอ “ ยายตอบด้วยรอยยิ้ม
2
ผมมองโลกมีความสุขขึ้นมากหลังจากได้ฟังได้อ่านเรื่องราวทั้งสาม ในวันที่ควรจะเซ็งก็กลายวันธรรมดาๆที่ดี ไม่มีลมพิษขึ้นตามตัว ไม่เจ็บไม่ป่วยอะไร ถึงเวลาอาหารก็ค่อยๆกินข้าวช้าๆ รู้สึกกับข้าวอร่อยกว่าทุกวัน ได้เดินชมนกชมไม้ วันนี้ก็น่าจะเป็นวันที่มีความสุขมากๆสำหรับผมวันหนึ่งเลยทีเดียว
7
ขอบคุณคำตอบของซีอีโอท่านนั้น คุณครูมอร์รี่และคุณยายลิลลี่มากครับ…
2
โฆษณา