7 ธ.ค. 2022 เวลา 07:10 • กีฬา
Andres Escobar "อันเดรส เอสโคบาร์" กับประตูแห่ง "ความตาย"
ฟุตบอลโลกปี 1994 คือครั้งแรกที่มีการจัดการแข่งขันบนแผ่นดินประเทศที่เรียกกีฬา ‘ฟุตบอล’ ว่า ‘ซอคเกอร์’ อย่างประเทศสหรัฐอเมริกา ปีดังกล่าว ทีมชาติบราซิลที่ได้เถลิงบัลลังก์แชมป์อย่างยิ่งใหญ่ เป็นชาติแรกที่ได้ครองแชมป์โลก 4 สมัย
ทีมชาติโคลอมเบียเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกในปีนั้น ในฐานะทีมที่น่าจับตามอง จากผลงานถล่มทีมชาติอาร์เจนตินาถึง 0-5 และพ่ายแพ้เพียงนัดเดียวจากการลงเล่น 34 นัดในรอบคัดเลือก นำโดยนักฟุตบอลชื่อดังหลายคนที่เล่นอยู่ในสโมสรชั้นนำของทวีปยุโรปอย่าง คาร์ลอส วันเดอร์รามา, เฟรดดี ลินคอร์น, ฟาอุสติโน อัสปรีญา ขาดแค่เพียง เรเน ฮิกิตา นายทวารเจ้าของท่าแมงป่อง ที่ถูกจำคุก 7 เดือน ข้อหาพัวพันกับราชายาเสพติดของโลกอย่าง พาโบล เอสโคบาร์ จึงไม่สามารถร่วมทีมได้
แต่เมื่อการแข่งขันรอบสุดผ่านไปเพียงสองนัดโคลอมเบียก็ตกรอบไปแบบไม่เป็นทางการจากความพ่ายแพ้ต่อโรมาเนีย ตามด้วยสหรัฐฯ เจ้าภาพ แม้จะกลับมาชนะได้ในนัดสุดท้ายกับสวิตเซอร์แลนด์ก็ไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาหนีอันดับบ๊วยไปได้
และคนที่ถูกชี้นิ้วกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้โคลอมเบียต้องตกรอบมากที่สุดก็คือ อันเดรส เอสโคบาร์ (Andres Escobar) กองหลังที่เคยเป็นที่รักของแฟนๆ จนกระทั่งทำเข้าประตูตนเองจนทีมต้องแพ้ให้กับสหรัฐฯ
"อันเดรส เอสโคบาร์" หรือชื่อเต็มคือ "อันเดรส เอสโกบาร์ ซัลดาร์เรียกา" (Andres Escobar Saldarriaga) เกิดเมื่อวันที่ 13 มีนาคม ค.ศ. 1967 ณ เมเดยิน โคลอมเบีย ซึ่งถือว่าเป็นนักฟุตบอลฝีมือเยี่ยมประจำตำแหน่งกองหลัง ของสังกัดอัตเลติโกนาซิอองนาล, ยังบอยส์ และทีมชาติโคลอมเบีย
อันเดรส เอสโคบาร์
การที่พวกเขาต้องตกรอบแรกอย่างเหนือความคาดหมายโดยเฉพาะการแพ้ให้กับสหรัฐฯ ซึ่งแม้จะเป็นเจ้าบ้านแต่ก็ไม่มีชื่อในเชิงฟุตบอลในสมัยนั้น ทำให้การเดินทางกลับโคลัมเบียคราวนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ ที่แฟนๆ จะมาคอยให้กำลังใจนักฟุตบอลกันอย่างอบอุ่น กลับกันหลายคนรู้สึกโกรธแค้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ อันเดรส เอสโคบาร์
กีฬาที่มีเจ้าพ่อค้ายาเสพติดสนับสนุนเงิน
และหนึ่งในนั้นที่มีอิทธิพลในยุคนนั้นก็คือ "พาโบล เอสโคบาร์" (Pablo Escobar) เขาเป็นคนที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเป็นอย่างมาก และเขาเป็นเจ้าพ่อยาเสพติดแห่งยุค 80-90 (พ.ศ. 2523-2532) หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ทรงอำนาจในโคลอมเบียในเวลานั้นเลยก็ว่าได้
เขาร่ำรวยจากการค้ายาเสพติดมีเงินมหาศาล ขึ้นชื่อว่าเป็นเศรษฐีโลกก็ว่าได้และยังเป็นที่หวาดกลัวของผู้คน แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่กล้ายุ่งจนต้องหนักใจ ด้วยใจรักในกีฬาฟุตบอลเขาได้ร่วมลงเงินสร้างสนามฟุตบอลหลายแห่งในโคลัมเบีย และยังได้สนับสนุนเงินทุนแก่ทีมฟุตบอลในโคลอมเบียด้วย แม้ว่าเขาจะเสียชีวิตแต่เรื่องราวการสนับสนุนฟุตบอลของเขาก็ยังเป็นที่ร่ำลือมาถึงทุกวันนี้
*** "อันเดรส เอสโคบาร์" เขาไม่ได้เกี่ยวข้องกับพ่อค้ายาเสพติด..แค่มีนามสกุลเหมือนกันเท่านั้น ***
พาโบล เอสโคบาร์
มีชาวโคลอมเบียอีกนับไม่น้อยที่ยากจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เลือดความรักชาติเข้มข้น แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด เมื่อเม็ดเงินมหาศาลหมุนเวียนในโลกของการพนันขันต่อ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจำเป็นต้องหาผู้รับผิดชอบ
แน่นอน ทุกสายตาจับจ้องไปที่การสกัดบอลเข้าประตูตัวเองของ อันเดรส เอสโคบาร์ ในกรอบเขตโทษ เสมือนเป็นความผิดพลาดที่ผลักรุนให้ทีมชาติโคลอมเบียดิ่งลงสู่ปากเหวแห่งหายนะ โดยที่ไม่มีใครคาดคิดว่าความผิดนั้นจะมีโทษร้ายแรงแค่ไหน
"ชีวิตไม่ได้จบลงตรงนี้ เราต้องไปต่อ ชีวิตจะมายุติลงตรงนี้ไม่ได้ ไม่ว่ามันจะยากแค่ไหน เราจะต้องลุกขึ้นยืน เรามีทางเลือกแค่สองทาง คือปล่อยให้ความโกรธแค้นทำให้เราก้าวต่อไม่ได้และให้ความรุนแรงมันดำเนินต่อไป หรือเราจะก้าวข้ามมันไปแล้วพยายามให้ดีที่สุดช่วยเหลือกันและกัน นี่เป็นสิ่งที่เราเลือกได้ ขอให้เรารู้จักให้เกียรติกันและกัน
ผมขอส่งความปรารถนาดีไปถึงทุกๆ คน มันเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดที่หาได้ยาก เราคงจะได้เจอกันอีกเร็วๆ นี้ เพราะชีวิตมันไม่ได้จบลงตรงนี้" เอสโคบาร์แสดงความคิดเห็นของเขาลงสื่อท้องถิ่นหลังการตกรอบของโคลอมเบีย
อันเดรส เอสโคบาร์ วางแผนไว้ว่าหลังจากจบการแข่งขันฟุตบอลโลกจะเข้าพิธีวิวาห์กับคู่หมั้น พร้อมทั้งพาครอบครัวไปประเทศอิตาลี หลังพูดคุยในรายละเอียดเพื่อเซ็นสัญญาย้ายจากแอตแลนติโก นาซิอองนาล สโมสรชั้นนำในลีกโคลอมเบีย ไปอยู่กับสโมสร เอซี มิลาน
เย็นวันที่ 1 กรกฎาคม 1994 เขาโทรนัดหมายเพื่อนที่บาร์แห่งหนึ่งชื่อ El Poblado ในละแวกใกล้เคียงกับเมเดลยิน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาออกจากบ้านหลังจากกลับมาถึง
เขาเต้นรำอย่างสนุกสนานกับกลุ่มเพื่อนหลังจากดื่มได้เพียงเล็กน้อย ทุกคนมีความสุขที่ได้เห็นรอยยิ้มของเขากลับคืนมาอีกครั้ง
แล้วจู่ๆ ช่วงเวลาแห่งความสนุกสนานในไนท์คลับ กลับมีเสียงตะโกนขึ้นว่า “อันเดรส ทำเข้าประตูตัวเอง” “อันเดรส ทำเข้าประตูตัวเอง” ดังขึ้นเป็นระยะๆ
ตี 3 คืนนั้น อันเดรส เอสโคบาร์ แยกกับเพื่อน หลังจากตกลงกันว่าจะไปหาอะไรกินก่อนกลับ เขาเดินไปขึ้นรถเพียงลำพังที่ลานจอดรถของไนท์คลับ มีชาย 3 คน (บางแหล่งข่าวบอกมี2คน) เข้ามารุมทำร้ายเขาและได้ยิงใส่เอสโคบาร์หกนัดขณะที่เขายังนั่งอยู่ในรถ กว่าที่รถพยาบาลจะเดินทางมาถึงมันก็สายเกินไป เพียงไม่ถึง 30 นาทีหลังเกิดเหตุเขาก็ถูกประกาศว่าเสียชีวิต
หลังเกิดเหตุหลายคนเชื่อว่า ความตายของเอสโคบาร์น่าจะมาจากฝีมือของพวกแก๊งอันธพาลที่เสียผลประโยชน์จากการพนันบอลเพราะคงไปเดิมพันข้างโคลอมเบียไว้เยอะ แต่จอน ไจโร เวลาสเกซ วาสเกซ (Jhon Jairo Velásquez Vásquez) อดีตมือขวาของ "พาโบล เอสโคบาร์" เจ้าพ่อยาเสพติดชื่อดังของประเทศ (ซึ่งแม้จะนามสกุลเดียวกันแต่ไม่ได้เกี่ยวพันเป็นญาติกับ อันเดรส เอสโคบาร์) ซึ่งติดคุกจากคดีฆาตกรรมนับร้อยรายบอกว่า เรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องของ "การพนัน" อย่างที่คนเข้าใจกัน
ในทางคดีเจ้าหน้าที่พบว่า รถยนต์ที่คนร้ายใช้หลบหนีถูกจดทะเบียนในชื่อของสองพี่น้องนักค้ายาตระกูลกัลลอน (Gallón) เปโดร (Pedro) และฮวน (Juan) ซึ่งเคยเป็นสมุนให้กับพาโบล เอสโคบาร์ ก่อนย้ายไปเข้าสังกัดของเปเปส (Pepes กลุ่มติดอาวุธต่อต้านพาโบล เอสโคบาร์) วาสเกซอ้างว่า หลังเกิดเหตุสองพี่น้องกัลลอนได้ใช้เงินกว่า 3 ล้านดอลลาร์ซื้ออัยการเพื่อให้มุ่งเป้าหมายไปที่ อุมแบร์โต คาสโตร มูยอซ (Humberto Castro Muñoz) บอดีการ์ดของทั้งคู่ซึ่งอยู่ในที่เกิดเหตุแทน
มูยอซให้การรับสารภาพ ศาลตัดสินให้จำคุก 43 ปี แต่รับโทษจริงเพียง 11 ปีก็ได้รับการปล่อยตัวด้วยความประพฤติดี ส่วนสองพี่น้องมาเฟียไม่ถูกดำเนินคดีแต่อย่างใด
วาสเกซพยายามอธิบายเหตุที่เกิดขึ้นว่า ตอนนั้นพาโบล เอสโคบาร์ เพิ่งถูกโค่นจากบัลลังก์มาเฟียมาแบบหมาดๆ (เจ้าพ่อยาเสพติดจากโคลอมเบียเสียชีวิตลงเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 1993) สองพี่น้องกัลลอนจึงเกิดความผยองพองขนเป็นพิเศษจนไม่ยอมให้ใครมาต่อปากต่อคำ การที่อันเดรส เอสโคบาร์เข้าไปโต้เถียงกับสองพี่น้องรายนี้จึงกลายเป็นชนวนที่ทำให้เกิดความขัดแย้งซึ่งจบลงด้วยความตายของเอสโคบาร์มากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการพนัน
โลกของกีฬาฟุตบอล ฉากหน้าคือความสวยงาม แต่เบื้องหลังมิอาจแยกจากกลเกมอิทธิพลต่างๆ แม้ว่าการเสียชีวิตของเจ้าพ่ออย่าง พาโบล เอสโคบาร์ จะทำให้รัฐบาลโคลอมเบียคาดหวังว่าประเทศกลับมาสู่ความสงบ ความรุนแรงและอาชญากรรมจะลดน้อยลงหากปราศจากชายนามสกุล ‘เอสโคบาร์’
แต่โชคชะตาเขียนบทให้ตลกร้ายยิ่งกว่านั้น เมื่อคนที่ทำให้เห็นว่าฟุตบอลโคลอมเบียถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งผิดกฎหมายปรากฏขึ้น กลับกลายเป็นชายอีกคนที่ลงท้ายชื่อด้วย ‘เอสโคบาร์’ เหมือนกัน
ความสับสนในความโศกเศร้าไปกับความตายของ อันเดรส เอสโคบาร์ ยังคงดูเหมือนติดค้างอยู่ในกึ่งกลางความคลุมเครือ ด้วยข้อสงสัยที่ว่า การฆาตกรรมเป็นการแก้แค้นที่สูญเสียพนัน หรือเป็นความโกรธแค้นจากความรักชาติ แต่เบื้องลึกเบื้องหลังคงไม่มีใครล่วงรู้มากไปกว่าผู้ลงมือสังหาร ซ้ำร้ายเหตุการณ์ผ่านพ้นยังคงทอดทิ้งความจริง และบางความจริงกลับถูกความลับเมินเฉยอย่างไม่ไยดี
ความงดงามของฟุตบอลโลกวันนี้ เคยเปื้อนเลือดจากประวัติศาสตร์ความตายของนักฟุตบอลโลกที่ชื่อ อันเดรส เอสโคบาร์
ขอบคุณครับ :)
โฆษณา