13 ธ.ค. 2022 เวลา 07:23 • หุ้น & เศรษฐกิจ
ความจริงเรื่องกรีนชู (Greenshoe Option)
ในทุก ๆ ครั้งที่มีการทำ IPO แล้วราคาหุ้นไม่สูงกว่าราคาจอง ผู้ซื้อหุ้นจองก็มักจะออกมากล่าวโทษผู้ออกหลักทรัพย์ และบริษัทหลักทรัพย์อยู่เสมอว่าตั้งราคาสูงเกินไป บางครั้งก็โทษว่าเป็นเพราะกรีนชู หรือการจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่จัดจำหน่าย ในวันนี้จึงขออนุญาตนำข้อเท็จจริงมาเล่าให้ฟัง เพราะผมเห็นคนมาพูดถึงเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหลายประการ
กรีนชูคืออะไร?
กรีนชู หรือการจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่จัดจำหน่ายเป็นกลไกหนึ่งในการช่วยลดความผันผวนและช่วยทำให้เกิดเสถียรภาพของราคาหุ้น โดยเฉพาะในช่วงแรกของการเข้าตลาด เนื่องจากหุ้นมีการซื้อขายเปลี่ยนมือมาก รวมทั้งผลกระทบจากสภาวการณ์ตลาดหลักทรัพย์ในช่วงดังกล่าวด้วย
กรีนชูเป็นสิทธิ์ที่ให้ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายสามารถเสนอขายและจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่จะจัดจำหน่ายได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทตั้งจะจะออกหุ้นเพิ่มทุน 100 หุ้น ที่ราคา 10 บาท บริษัทอาจให้สิทธิ์ผู้จัดจำหน่ายเพื่อไปเสนอขายและจัดสรรหุ้นให้นักลงทุนได้เพิ่มเติมอีก 10 หุ้น โดยเงินที่ได้จากการขายหุ้น 10 หุ้นดังกล่าว จะนำไปเก็บไว้ในบัญชีรักษาทรัพย์สิน เพื่อใช้ในการซื้อหุ้นจากตลาด ในกรณีที่ราคาหุ้นต่ำกว่าราคา IPO
สิ่งที่หลายคนคงสงสัย คือเมื่อเป็นสิทธิ์และยังไม่เกิดขึ้นจริง แล้วผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายเอาหุ้น 10 หุ้นนั้นมาจากไหน เพื่อส่งมอบให้ผู้ลงทุน คำตอบก็คือ ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายจะยืมหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิมของบริษัทเพื่อไปส่งมอบในตลาดแรกนั่นเอง
ความหมายของ “การใช้สิทธิ์” ที่พูดถึง ก็คือการที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายไปขอให้ผู้ที่ให้สิทธิ์ออกหรือขายหุ้นให้กับผู้จัดจำหน่ายตามสิทธิ์นั้น จากตัวอย่าง คือถ้าผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายขอใช้สิทธิ์ทั้งจำนวนกับบริษัท บริษัทก็จะมีการออกหุ้นเพิ่มทุนให้อีก 10 หุ้น ถ้าผู้ให้สิทธิ์คือผู้ถือหุ้นเดิม
จะหมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิมขายหุ้นออก 10 หุ้นนั่นเอง โดยหุ้น10 หุ้นที่ผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายได้มา ก็จะเอาไปคืนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมที่ให้ยืมหุ้นมาในตอนแรก
ส่วนกลไกของรักษาเสถียรภาพของราคา ก็คือ ในกรณีที่ราคาหุ้นมีความผันผวนผิดปกติในช่วงแรกของการเข้าตลาด โดยหากความต้องการซื้อสูงกว่าจำนวนหุ้นที่จัดสรรไว้ ผู้รับประกันการจัดจำหน่ายมีสิทธิ์ที่จะทำการจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่จัดจำหน่าย โดยเพื่อส่งมอบหุ้นส่วนเกิน อาจจะยืมหุ้นจากผู้ถือหุ้นเดิม หรือให้บริษัทออกหุ้นใหม่เพิ่มก็ได้ โดยจะต้องมีจำนวนหุ้นไม่เกินกว่า 15% ของจำนวนที่วางแผนจัดจำหน่าย
ประวัติของกรีนชู
กรีนชูได้ถูกนำมาใช้ครั้งแรกกับบริษัท Green Shoe Manufacturing (หรือ Stride Rite Corporation ในปัจจุบัน) ในปี 1960 เมื่อบริษัทยินยอมให้ผู้รับประกันการจัดจำหน่ายทำกระบวนการนี้ขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมา คนในวงการการเงินจึงเรียกจัดสรรหุ้นเกินกว่าจำนวนที่จัดจำหน่ายว่า Greenshoe Option (กรีนชู) กันมาตลอดตามชื่อของบริษัทนี้
ส่วนในประเทศไทยนั้น ไม่ได้มีการอนุญาตให้ทำกรีนชูมาตั้งแต่แรก แต่ด้วยความร่วมมือในภาคตลาดทุน เพื่อทำให้การระดมทุนช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวหลังจากวิกฤติการณ์ค่าเงินบาท ทาง ก.ล.ต. จึงได้พิจารณาอนุญาตให้ทำกรีนชูได้ ภายใต้ประกาศคณะกรรมการหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ กธ 19/2541, กธ 9/2542, กธ 57/2545 และ กธ 60/2547
จึงทำให้หุ้นบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) ที่ระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์เมื่อปี พ.ศ. 2544 กลายเป็นหุ้นแรกที่มีการใช้ Greenshoe Option เพื่อลดความผันผวนของราคา
และต่อมาในภายหลังที่ได้มีแก้ไข พ.ร.บ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ครั้งที่ 4 พ.ศ. 2551 ซึ่งได้กำหนดให้อำนาจหน้าที่นี้เป็นของคณะกรรมการกำกับตลาดทุน จึงได้มีการออกประกาศคณะกรรมการกำกับตลาดทุนที่ ทธ. 72/2552, ทธ. 45/2555, ทธ. 26/2559 มาทดแทน
กรีนชูทำงานอย่างไร?
หลาย ๆ คนอาจจะงงว่า แล้วมันจะช่วยลดความผันผวนของราคาได้อย่างไร ในเมื่อมีจำนวนหุ้นที่ออกขายมากกว่าที่ตั้งใจไว้แต่แรก คำตอบก็คือ ตามข้อตกลง เมื่อผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ได้จัดสรรหุ้นส่วนเกินไปแล้ว ก็มีหน้าที่ที่ต้องซื้อหุ้นตามจำนวนที่จัดสรรเกินมาคืน
โดยกำหนดให้ต้องส่งมอบหุ้นคืนให้กับผู้ที่ให้ยืมหุ้น ภายใน 30 วันนับจากวันแรกที่หุ้นตัวนั้นเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งก็เปรียบเสมือนเป็นการยืมหุ้น เพื่อสร้างสถานะชอร์ต (ไม่ใช่การขายชอร์ต) ให้กับผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินนั่นเอง โดยเพื่อปิดสถานะชอร์ต ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินมีสองทางเลือกคือ
  • 1.
    ซื้อคืนจากในตลาด
  • 2.
    การขอใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นจากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์หรือผู้ถือหุ้นเดิม ในราคาเดียวกันกับราคา IPO
ซึ่งหากราคาตลาดลดต่ำลงกว่าราคา IPO ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินก็จะสามารถเข้าไปซื้อหุ้นในตลาดได้ ส่งผลให้เกิดการพยุงราคาหุ้นนั่นเอง
อย่างไรก็ตาม กระบวนการนี้ไม่ได้สามารถรับประกันว่า ราคาของหุ้นหลังจากเข้าตลาดจะไม่ตกต่ำกว่าราคาจองได้ 100% เพราะเงื่อนไขหลายประการ เช่น
  • จำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินยืมมามีเพียง 15% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งในหลาย ๆ เคส ยอดซื้อขายเพียงวันแรกวันเดียวก็เกินจำนวนหุ้นที่จัดจำหน่ายแล้ว แต่ช่วงการรักษาเสถียรภาพของราคา (Stabilization Period) มีระยะเวลานานถึง 30 วัน
  • ราคาเสนอซื้อโดยผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินจะต้องส่งเป็นราคาเดียว ซึ่งไม่สูงกว่าราคาเสนอซื้อสูงสุดในขณะนั้น หรือราคาซื้อขายครั้งสุดท้ายในขณะนั้น หรือราคาเสนอขายครั้งแรก (IPO Price) ทั้งนี้ แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า ตามประกาศของตลาดหลักทรัพย์ฯ
ดังนัันด้วยเงื่อนไขทั้งสองข้อ กลไกนี้สามารถช่วยพยุงราคาหุ้นไม่ให้ตกต่ำลงได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ในกรณีที่ราคาตกต่ำกว่าราคา IPO แต่หากราคาต่ำลงแล้วไปกว่าเดิมแล้ว ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินไม่สามารถไล่ราคาหุ้นขึ้นได้
แต่ถ้าหากมีผู้สนใจซื้อ จนทำให้ราคาตลาดสูงกว่าราคาจอง ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินก็จะไม่สามารถเข้าไปซื้อในตลาด และนำส่งเงินค่าหุ้นส่วนเกินที่เก็บไว้ไปใช้สิทธิ์ซื้อหุ้นจากบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ หรือผู้ถือหุ้นเดิม เพื่อนำหุ้นไปส่งมอบคืนให้กับผู้ที่ให้ยืมหุ้นมานั่นเอง
อย่างนี้ ผู้ประกันการจัดจำหน่ายก็มีแรงจูงใจให้ปล่อยให้หุ้นราคาตกสิ แล้วค่อยไปรอซื้อตอนถูก ๆ สิ เพราะจะได้กำไรจากการซื้อคืนมาก ๆ?
ไม่ใช่เลย เพราะ...
  • ส่วนเกินทุนที่ได้จากการซื้อหุ้นคืน โดยธรรมเนียมของตลาดทุนไทยแล้ว มักจะส่งมอบให้ผู้ที่ให้ยืมหุ้น บริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ หรือไม่ก็บริจาคเพื่อการกุศล เสมอ ๆ ซึ่งการกระทำแบบนี้มีข้อดี เพราะช่วยแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict Of Interest) ของผู้รับประกันการจัดจำหน่าย และยังช่วยรักษาชื่อเสียงของบริษัทผู้รับประกันการจัดจำหน่ายอีกด้วย
  • การตั้งราคา IPO เป็นกระบวนการที่มีความชัดเจน และเป็นไปตามกลไกของตลาด ผ่านการสำรวจความต้องการซื้อหลักทรัพย์ (Book Building)
  • บริษัทหลักทรัพย์ต้องใส่ใจมาก ๆ กับการตั้งราคา IPO ให้เหมาะสม เพราะบริษัทหลักทรัพย์ถูกประเมินจาก ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต. รวมถึงมีการเก็บสถิติข้อมูลแบบเปิดเผยสาธารณะ และยังต้องถูกประเมินจากลูกค้า และผู้ถือหุ้นอีกด้วย
  • การซื้อหุ้นคืนในช่วงการรักษาเสถียรภาพของราคานั้น บริษัทหลักทรัพย์ที่เป็นผู้ซื้อเพื่อส่งมอบหุ้นที่จัดสรรเกินต้องรายงานการซื้อหุ้นให้กับตลาดหลักทรัพย์ และห้ามขายหุ้นดังกล่าวในช่วงเวลาดังกล่าวอีกด้วย
อย่างนี้ แล้วทำไมไม่ตั้งราคา IPO ให้ต่ำ ๆ ไปเลย?
วัตถุประสงค์ของ IPO ก็เป็นไปเพื่อการระดมทุนจากตลาดทุน บริษัทย่อมต้องการที่ได้เงินทุนจำนวนที่เหมาะสม เพื่อไปลงทุนตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ โดยไม่ได้ทำให้เกิด dilution มากเกินไป
เมื่อไรก็ตามที่ราคาหุ้น IPO ต่ำเกินกว่ามูลค่าที่แท้จริง (ณntrinsic value) ราคาหุ้นหลังเข้าตลาดเพิ่มขึ้นสูงกว่าราคา IPO มาก ก็แปลว่า ที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้รับประกันการจัดจำหน่ายไม่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ จนทำให้ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดก็คือบริษัทผู้ออกหลักทรัพย์ เพราะไม่สามารถระดมทุนได้มากตามที่สมควรจะระดมทุนได้
แล้วทำไมราคาหุ้นต่ำกว่าราคา IPO ได้?
ถ้าให้ตอบง่าย ๆ ก็คือ มีคนขายมากกว่าคนซื้อนั่นเอง นักลงทุนจำนวนมากที่ซื้อหุ้น IPO มักจะหวังว่าจะได้กำไรในวันที่ซื้อขายวันแรก ๆ จึงมักจะทำการเทขาย สังเกตได้จากวันแรก ๆ ที่มักมีการซื้อขายจำนวนมาก หากไม่มีแรงซื้อเข้ามาที่มากพอ ราคาก็จะตกลงได้
ซึ่งหุ้นบางตัว จำเป็นต้องพึ่งเม็ดเงินจากนักลงทุนรายย่อย และนักลงทุนแบบ hedge fund มาก ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้มักมีเป้าหมายในการลงทุนระยะสั้น และไม่ได้มีนโยบายที่จะถือหุ้นในระยะยาว จึงพร้อมที่จะเทขายหุ้นในวันแรก ๆ ซึ่งมีส่วนทำให้หุ้น IPO มีความผันผวนสูงในช่วงวันแรก ๆ ที่เข้าทำการซื้อขาย
ทำไมถึงต้องมีกฎห้ามการไล่ราคา?
เรื่องนี้เป็นเรื่องนี้ ก.ล.ต. ทั่วโลกค่อนข้างให้ความสำคัญมาก เพราะหากปล่อยให้ผู้จัดสรรหุ้นเกินสามารถตั้งราคาซื้อที่ใดก็ได้ ก็ไม่ได้ต่างกับการปั่นหุ้นเลย และอาจจะทำให้นักลงทุนที่เข้ามาซื้อในตลาดรองเข้าใจผิดได้ ดังนั้นในหลาย ๆ ประเทศจึงกำหนดเงื่อนไขในการตั้งราคาที่เข้มงวด
อย่างในประเทศไทยมีการกำหนดเงื่อนไขที่เข้มเป็นพิเศษ คือ ต้องไม่สูงกว่าราคา IPO ราคาซื้อขายครั้งสุดท้าย หรือราคาเสนอซื้อสูงสุด แล้วแต่ราคาใดจะต่ำกว่า และยังต้องมีการประกาศในหนังสือชี้ชวนให้ชัดเจน และมีการขึ้นเครื่องหมาย ST ตลาดช่วงการรักษาเสถียรภาพของราคา
ท้ายสุดนี้ เรื่องกรีนชูเป็นเรื่องที่ยากพอสมควร ผมหวังว่าข้อมูลเหล่านี้น่าจะช่วยทำให้ท่านผู้อ่านมีความเข้าใจเกี่ยวกับกรีนชูบ้างไม่มากก็น้อยครับ และขอเน้นย้ำไว้ว่า กรีนชูเพียงแค่ช่วยลดความผันผวนของราคาหุ้นในช่วงแรกของการเข้าทำการซื้อขาย ไม่ใช่เครื่องมือในการรับประกันว่าราคาหุ้นจะไม่ต่ำกว่าราคา IPO ครับ
อ้างอิง :
โฆษณา