Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ป
ปกรณ์ ปราสาททอง
•
ติดตาม
22 ธ.ค. 2022 เวลา 07:59 • ปรัชญา
๑/๒ จิตของข้าพเจ้า..ขอนำธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา มาประพฤติปฏิบัติธรรมตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หลังจากสวดมนต์เย็น ก็ปฏิบัติธรรมเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา
ปฏิบัติธรรม บูชาไปก่อน ตามขั้นตอนที่เค้าอยากรู้
(นั่งพับเพียบ)
สาธุ ..ยกมือพนมขึ้น ..
ณ.สถานสักการะนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์ ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ข้าพเจ้า ขอถวายสัจจะ จะประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วย กายวาจาใจ โดยเรือนกายของคุณบิดามารดาของข้าพเจ้า
เพื่อน้อมถวายเป็น พุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา ต่อองค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยกายวาจาใจเป็นเวลา สามสิบ นาที ขอดินฟ้าอากาศ โปรดรับรู้ รับแจ้วชง เป็นสักขีพยาน แก่ข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าขออาราธนา แสงรัตนะธรรม ธรรมขององค์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดหนุนจิตของข้าพเจ้า ให้รู้แจ้งเห็นจริง ตามคำสอนของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยกายวาจาใจ
ข้าพเจ้าปรารถนาขอให้กายเป็นบุญ จิตมีธรรม จิตมีแสงรัตนะธรรม ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้มีจิตเข้มแข็ง ให้มีสติปัญญา และความจำ ให้มีองค์สมาธิ ปัญญาเป็นธรรม ให้มีความเฉลียวฉลาด รู้แจ้งเห็นจริง ทางโลก และ ทางธรรม เกิดจากจิตของข้าพเจ้า ด้วย มรรค ๔ ผล ๔ พระนิพพาน ๑
สาธุ พุทธัง วันทามิ สาธุ ธัมมัง วันทามิ สาธุ สังฆัง วันทามิ
พุทธัง วันทามิ (กราบ) ธัมมัง วันทามิ (กราบ) สังฆัง วันทามิ (กราบ)
(นั่งพับเพียบ ไม่ขยับเขยื้อน)
แล้วพนมมือขึ้น (ตามองจ้องที่มือ )
ณ..สถานสักการะนี้ ต่อเบื้องพระพักตร์ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้นำธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา มาประพฤติปฏิบัติธรรม ถวายเป็น พุทธะบูชา ธัมมะบูชา สังฆบูชา ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า..
..จิตของข้าพเจ้า อยู่ในเรือนกายของคุณบิดามารดา ของข้าพเจ้า ..
..วางมือซ้าย ลงมาที่ตัก ..มารดา
..วางมือขวา ลงมาที่ตัด ..บิดา
..ดึงลมหายใจลึก ๆๆ..บอกตัวเอง ..กายนิ่ง….จิตเฉย…. แล้วภาวนา ..พุทโธ..ขึ้นมา
..เมื่อจิตเถลไถลไปกับอารมณ์ ..ก็ทำให้นิ่วมือ มันแข็งๆไว้ พอจิตจะไปกับอารมณ์ ก็ให้นึกถึงนิ่ว ทำนิ้วให้แข็ง จิตจะอยู่ที่นิ่ง เรียกว่า ..ไม่ออกจากกายของเรา ..พอสงบดีแล้ว เราก็นำจิตมาอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก …พุทโธ ..อย่างนี้ กลับไปกลับมา จนกว่าจะมีความชำนาญ คือ กายก็นิ่ง จิตก็นิ่ง เหมือนกับไม่มีตัวตนเกิดขึ้น นั่นแหละ ..จิตที่เข้าพระนิพพาน …ไม่มีตัวตน …นิ่ง
การที่นำธาตุทั้งสอง ที่พูดขึ้นมา กล่าวขึ้นมา ก็เป็นสักขีพยานให้แก่จิตของเราว่า เราจะไม่ใช้ธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา ..ที่ท่านให้มา ..ไปในเรื่องราวของโลภโกรธหลง เรื่องราวของอารมณ์กรรมต่างๆ จะนำมา.เพื่อสร้างเป็นบุญ สร้างเป็นบารมี หนีเวรกรรม ให้แก่จิตของตัวเอง แล้วก็หนุนนำให้ธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา เป็นธาตุของบุญเกิดขึ้น ส่งต้นสังกัด
ถ้าชาตินี้ ..เราไม่สามารถจะปลดเปลื้องเรื่องราวของอารมณ์กรรมได้ ชาติต่อไป เราก็ยังมีสังขารที่มีธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดามารับรองจิตของเรา ที่มีความแข็งแรงปกติ ที่ดีที่งามเกิดขึ้น เพราะวาจาที่เปล่งออกไป การกระทำของเราก็เป็นหลักฐานฝากไว้กับดินฟ้าอากาศ
คนที่ง่อยเปลี้ยเสียขาหูหนวกตาบอด มาทำอย่างเราได้มั้ย ..ก็ไม่ได้ มาทำให้กายนิ่ง..จิตเฉยก็ไม่ได้ แล้วก็ไม่สามารถจะกล่าวคำว่า นำเรือนกายคุณบิดามารดา มาสร้างเป็น บุญกุศลได้ หรือ ปฏิบัติเป็นพุทธบูชาได้ นั่นจะเห็นว่า เราได้นำธาตุทั้งสองของคุณบิดามารดา มาใช้เป็นประโยชน์ให้แก่จิตที่แท้จริง แล้วยังมีการเรื่องราวต่างๆ เพื่อจะนำเรือนกายนี้ ไปสลัดทุกข์ต่างๆ ที่เราไปเอามา
เช่น วัตถุธาตุต่างๆ แก้วแหวนเงินทอง หรือ วัตถุต่างๆ ที่มีชีวิต และ ไม่มีชีวิต บริจาคออกจากจิตของเรา คือ ฝากไว้กับดินฟ้าอากาศ
นั่นเป็นเรื่องราวที่ ธาตุทั้งสองของบิดามารดา เป็นผู้ที่กระทำให้แก่จิตของเรา จิตของเราจึงมีบุญกุศล มีบารมีเกิดขึ้น กรรมที่อารมณ์พามาสู่กายสู่จิต ก็จะเปลี่ยนเป็นธาตุของบุญเกิดขึ้น ธาตุของบารมี ให้เกิดมีสติปัญญา รู้จักที่มาที่ไป ว่าสิ่งนี้ ..ไม่ใช่..เป็นสิ่งที่เป็นของจริง เป็นมายาที่คอยส่งเสริม ให้สังขารของเรา..มีสุขภาพที่แข็งแรง แต่นำสังขารนี้ หนุนนำไปในเรื่องราว แก้ไข ความทุกข์ให้แก่ตัวเอง ไม่ใช่นำมาเพื่อจะสร้างความทุกข์
คราวนี้ไปดู..เรื่องราวต่างๆของเรา มันมีมากมายก่ายกอง ที่วาจาของเรา อยากได้เงินได้ทอง เห็นคนโน้นดี คนนี้ไม่ดีอะไรต่างๆ ก็เกิดจากวาจาของเรา เราก็ต้องระมัดระวัง วาจาของเราเหมือนกัน เพราะ..การที่เปล่งออกไป มันเป็นของเราทั้งหมด เราโกรธเค้า ก็เป็นของเรา ไม่ใช่เป็นของ นาย ก นาย ข. เพราะฉะนั้นต้องระวัง เรื่องราวของธาตุทั้งสอง ไม่ให้เกิดกระกระทั่งเรื่องราวของกรรมเกิดขึ้น
การที่จะไปทำมาหากินก็เพื่อ หาสิ่งนั่นมาประทังสังขาร ไม่ใช่กอบโกยมาเพื่อมายึด มาโลภอยู่กับตัว ให้จิตเราไปอยู่ตรงนั้น แต่จิตเราไม่มีอยู่หรอก อารมณ์นั่นแหละ สั่งให้จิต..พากายเราไปเฝ้า ไปเฝ้าวัตถุต่างๆ ที่เราหามา มันก็เลย เกิดเป็นกรรมเกิดขึ้น
เกิดมาเท่าไหร่ๆ ก็มานั่งยึดกันอยู่เนี่ย ยึดหม้อข้าวหม้อแกง ยึดยศฐานบรรดาศักดิ์ แม้แต่กายก็ยึด ทั้งที่กายนั้น ก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เดี๋ยว..เป็นเด็ก เดี๋ยว..เป็นหนุ่มสาว เป็นผู้ใหญ่ แล้วก็แก่เฒ่าชรา แล้วเจ็บป่วย ไม่มีหยุด ไม่มีหย่อน
คราวนี้ ทุกผู้ทุกนาม ก็จะมีอากรต่างๆอะไรเกิดขึ้น เช่น มีการป่วยต่างๆ นั่นก็เป็นเศษของกรรม ที่เราไปทำเรื่องราวต่างๆไว้ ก็ต้องไปขดใช้ มันเป็นเศษของกรรม แต่กรรมหนักๆ นั่นมันก็.อย่าไปพูดถึงเลย เพราะว่า จะเห็นพวก ง่อยเปลี้ยเสียขา หรือ ว่าวิกลจริตพวกนี้ ..พวกนี้กรรมหนักทั้งนั้น
ฉะนั้น..เราก็..อย่าไปกล่าวถึงเค้า เอาเฉพาะสิ่งที่..พอเป็นไปได้ คือ นำเรือนกายนี้ มาสะสมบุญที่แท้จริงเกิดขึ้น
การที่ระลึกได้ อย่างนี้ ได้มาทำเรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้น มานั่งกายนิ่งๆ จิตนั่งๆระลึกได้แล้ว ก็เป็นการทีระลึกถึง คำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าจะติดตาม เรื่องราวที่เราได้รู้ ได้ประจักษ์มานี่ มาประพฤติปฏิบัติ มากล่าวคำ สูงๆ และปฏิบัติในสิ่งที่สูงๆขึ้น คือ ปฏิบัติสูง คือ กายนิ่ง จิตเฉย ปฏิบัที่สูง นอกนั่น ไปทำเรื่องอื่น ก็มีแต่เรื่องราว สร้างเวร สร้างกรรมทั้งนั่น
ฉะนั้น..เกิดมานี่ รู้แล้วว่า บางคนก็สบาย บางคนก็ไม่สบาย แต่รับรองว่า ไม่มีใครสบาย เพราะ เดี๋ยว..มันก็ป่วยโน้น ป่วยนี้ ..เจ็บโน้น เจ็บนี่ อยู่ตลอดเวลา เรื่องราวของกายที่ ไม่ใช่เป็นของเรา กายเป็นของโลก เพราะฉะนั้น ทรัพย์สินเงินทอง ยศฐานบรรดาศักดิ์ก็เป็นของโลก เราไปยึดถือทำไม ก็ปล่อยวางเข้าไว้ เมื่อมีมา เราก็สามารถ ที่จะปรุงแต่ง ให้จิตนี่ สร้างเป็นกุศลเกิดขึ้น เพื่อให้จิตขยายตัว .ให้นึก ..เช่น ทำปัจจัยมาทำบุญ วัตถุมาทำบุญอะไรต่างๆ เนี่ย
เมื่อเราไม่ยึดวัตถุ สิ่งที่เราหามาได้ ต่อไป เราก็ไม่ยึดกาย ไม่ยึดอารมณ์ เพราะนั่นมันคือการปรุงแต่งไม่ใช่ของเรา เมื่อไม่ใช่ของเรา ก็พยายามปล่อยออกไป ปล่อยออกไปทีละเล็กทีละน้อย แล้วจิตของเรา มันก็กว้างขวางเพิ่มขึ้นๆ ในที่สุดเราก็ ไม่ยึดกายของตัวเอง
บันทึก
2
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย