30 ม.ค. เวลา 11:19 • ไลฟ์สไตล์
เกาะเกร็ด

เพลงฝรั่งพาใจผมล่องลอยไป..

🚙 โดยปกติช่วงเวลาที่ขับรถไปไหน มาไหน ผมมักเลือกที่จะฟังข่าวสารจากคลื่นวิทยุเป็นหลักมากกว่าที่จะฟังเพลง
แต่มีอยู่วันหนึ่งในช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา ไม่รู้จะด้วยเหตุบังเอิญ หรืออย่างไร มิอาจทราบได้
มือข้างซ้ายของผมกลับไปกดถูกตรงปุ่มเล่นเพลงจากแผ่นซีดีที่ค้างอยู่ในช่องเล่นซีดีมานานหลายเดือน 💽
เท่านั้นล่ะ..
เพลงสากลเก่า ๆ ยุคเซเว่นตี้ ทยอยมาเป็นชุด
เกือบทุกเพลง เป็นเพลงที่พี่ชาย(คนรอง)เคยชื่นชอบ ทั้งร้อง ทั้งเล่น ในฐานะมือกลองของวงดนตรีที่ตั้งกันเองในหมู่เพื่อน ๆ
เริ่มตั้งแต่ Yellow River, Crocodile Rock, Call me round, Make up your mind
ด้วยทำนองของเพลงเหล่านี้ ที่มีจังหวะสนุก คึกคัก จึงพาใจผมให้เพลิดเพลินระหว่างขับรถไป🥁
ฟังไป ขับไป
จนมาสะดุดตรงเพลง Tie a yellow ribbon round the old oak tree ที่มีจังหวะช้าลง และมีความหมายที่ดี
ซึ่งผมพอจะทราบเลา ๆ มาบ้างว่า.. เป็นเพลงที่บอกเล่าเรื่องราวความรักของฝ่ายชายที่ใกล้จะเป็นอิสระ พ้นโทษ แล้วเขียนจดหมายไปยังคนรัก
มีใจความว่า..หากยังรักเขาอยู่ให้ผูกริบบิ้นสีเหลืองไว้ที่ต้นโอ้คหน้าบ้าน 🌳
ซึ่งเมื่อถึงเวลาพ้นโทษ ฝ่ายชายกลับไปเห็นริบบิ้นผูกอยู่ ความรักก็ก่อเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง 💝
คล้ายเรื่องราวความรักของผู้ต้องขังในเรือนจำเมืองไทยที่ผมมีโอกาสได้สัมผัสอยู่บ้างราว 30 ปีมาแล้ว
เมื่อครั้งที่เคยทำโครงการนำร่อง นำผู้พ้นโทษที่เคยติดยาเสพติดไปพักอยู่บ้านกึ่งวิถี(Halfway House)เพื่อปรับตัว การใช้ชีวิตในสังคมใหม่อีกครั้งให้รอดพ้นจากวิถีเดิม ๆ
จึงพอคุ้นเคยกับวิถีชีวิตของผู้ต้องขัง
ที่อยู่ในเรือนจำอยู่บ้าง ซึ่งหนีไม่พ้นการต่อสู้ทางความคิดที่เข้ามาหลากหลายเรื่อง
ล้วนเกี่ยวพันกับอดีต และกังวลถึงอนาคต
โดยเฉพาะเรื่องคนรักจะยังอยู่รอคอยเราหรือไม่ เกิดขึ้นกับผู้ต้องขังเกือบ
ทุกคน
ภาพจำที่ผมเห็นผู้ต้องโทษคดียาเสพติดรายหนึ่ง สะท้อนถึงเรื่องนี้เป็นอย่างดี
เพราะสังเกตเห็นรอยสักเป็นตัวหนังสือสื่อสารความในใจ อยู่ที่บริเวณแก้มทั้ง 2 ข้าง 🤔
โดยแก้มข้างซ้าย สักถ้อยคำสั้น ๆ ว่า...
"เมียกู"
ส่วนแก้มขวา สักถ้อยคำยาว เป็นประโยค ว่า
"หมาคาบเอาไปแดก"
หากอ่านต่อเนื่องจากแก้มซ้ายมาแก้มขวา จะรวมกันเป็นข้อความว่า...
"เมียกู หมาคาบเอาไปแดก"
จนถึงวันนี้ ไม่รู้ว่าผู้ต้องขังหนุ่มรายนั้น จะโชคดี เหมือนหนุ่มฝรั่งในบทเพลงที่ชื่อว่า Tie a yellow ribbon round the old oak tree หรือไม่
แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ฝ่ายหญิงมารอรับถึงเรือนจำในวันพ้นโทษ แม้จะต้องเจออุปสรรคจากคนในครอบครัวซึ่งไม่เห็นด้วยที่จะใช้ชีวิตด้วยกันอีกต่อไป 💕
จากนั้นใจของผมก็เตลิด...
กลับไปคิดถึงเรื่องราวชีวิตวัยเด็กที่สัมพันธ์กับเพลงฝรั่งในหลายแง่มุม และมีส่วนสร้างเสริมชีวิตบางอย่างมาจนถึงทุกวันนี้ เป็นต้นว่า...
🎸เพลงกับการก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในสังคม
 
ซึ่งหากนับถอยหลังกลับไปในช่วงที่เรียนชั้นมัธยมศึกษา
เป็นยุคที่เพลงสากล หรือเพลงฝรั่ง เริ่มเข้ามามีอิทธิพลต่อสังคมไทยเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ.2518-2519 เป็นต้นมา หรือตรงกับ ปี ค.ศ.1975-1976
คลื่นวิทยุหลายสถานี มีผู้ฟังรอฟังเพลงที่ตนเองชื่นชอบจากผู้จัดรายการ หรือต่อมาเรียกกันว่า ดีเจ อย่างมากมาย
ทั้งแนวเพลงช้า เร็ว แนวแสวงหา และเฮฟวี่เมทัล เป็นต้น
เกิดธุรกิจสิ่งพิมพ์ ผลิตหนังสือเพลงออกมารองรับ ขายดี หมดแผงในเวลาอันสั้น เพื่อเป็นตัวช่วยในการฟังและเล่นดนตรี
อย่างที่เรารู้จักกันดี อาทิ I.S. Song Hit และ Savvy Song Hit
และในมหาวิทยาลัยบางแห่งก็จัดทำหนังสือรวบรวมเพลงสากลยอดฮิต ออกมาเผยแพร่ด้วย
ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะมีหนังสือเพลง Skylight ของ สโมสรนิสิตคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กระแสที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น หากพี่ชายไม่มีวิญญาณความเป็นศิลปิน หลงไหลในเพลง และดนตรี ผมก็คงพลาดการเกาะกระแสครั้งสำคัญตามพี่ชายไปด้วย
ซึ่งได้ใช้เป็นต้นทุนต่อมาในการเข้าสังคมเพื่อนฝูง พูดคุยกันถึงเรื่องเพลง พร้อมกับฝึกจำเนื้อร้องภาษาอังกฤษบางคำ บางประโยคไว้ใช้ร้องฮัมเบา ๆ
และร้องตามเพื่อนในบางท่อน พอให้เข้ากับเพลงที่เพื่อน ๆ ร้อง และเล่นกีต้าร์ แถมเอาไว้ร้องอวดสาวนิด ๆ 🥰
นอกจากนี้ ยังช่วยให้เข้าใจบริบทของสังคมไทยที่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกระแสตะวันตกหลาย ๆ เรื่อง
ตลอดจนเข้าใจไกลไปถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นบนโลกในห้วงเวลานั้น
เพราะเพลงเป็นประตูบานหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงวิธีคิด ค่านิยม วัฒนธรรม แรงผลักดัน รวมทั้งไปไกลถึงการเรียกร้องสันติภาพให้เกิดขึ้นในโลก
ที่ซ่อนอยู่ในความหมาย ความลึกซึ้งของเพลงที่สื่อสารออกมา ดังเช่น เพลง imagine อันโด่งดังของวง The Beatles
รวมถึงมูลค่าทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจากวงการเพลง🎷
นอกจากนี้ ผลพลอยได้ที่ตามมาอย่างคาดไม่ถึง คือ ทำให้ผมมีโอกาสได้ฟังเพลงไทย แนวสุนทราภรณ์ ไทยสากล แนวสุเทพ วงศ์กำแหง ชรินทร์ นันทนาคร ธานินทร์ อินทรเทพ และทนงศักดิ์ ภักดีเทวา
พร้อมไปด้วย...
เพราะสาเหตุ...
มาจากพี่ชายคนโตชอบเพลงไทยแนวนี้ จึงผลัดกันฟังวิทยุที่มีอยู่เครื่องเดียวกับพี่ชายคนรองที่ชอบเพลงฝรั่ง 📻
โดยมีอยู่บ่อยครั้งที่แย่งคลื่นกันฟัง เพราะเวลาตรงกันพอดี
ผมก็เลยได้ฟังเพลงไทยแนวดังกล่าวไปด้วย ซึ่งเป็นพื้นฐานการเข้าถึงอารมณ์เพลง ผ่านท่วงทำนอง และเนื้อหาที่บรรจงแต่งอย่างไพเราะ เพราะพริ้ง ไม่แพ้กัน
หลายเพลง ผมยังจดจำได้บางท่อนถึงทุกวันนี้ เช่น เพลง "ไม่รักไม่ว่า" ของคุณอาทนงศักดิ์ฯ ตัดพ้อถึงความรักไว้อย่างเห็นภาพว่า...
รู้ รู้อยู่มิควรคู่กับจอมใจ
วาสนาเราแสนไกลนักหนา
แต่ความรักหักฉันใดไม่เลือนลา
แค่เพียงไม่เห็นวงหน้า
เหมือนว่าจะบ้าตาย
ภาพติดตาของผมที่มีต่อเพลงนี้ เป็นภาพของพี่ที่เคารพคนหนึ่ง นั่งทอดอารมณ์ร้องเพลงนี้บนเวทีที่ยื่นลงไปในบ่อน้ำหน้าบ้าน พร้อมหย่อนขาลงไปในบ่อน้ำ
ในงานแต่งงานเพื่อนบ้านที่จัดเลี้ยงกันตอนค่ำบริเวณเรือนหอของเจ้าบ่าว เจ้าสาว ช่วงฤดูหนาวมาเยือน ราว ๆ 50 ปีก่อน 👩‍❤️‍👨
แต่ละท่อนที่ร้องออกมา บ่งบอกบางอย่างถึงความหลังซึ่งฝังอยู่ในใจ ราวจะคล้าย ๆ ผู้ชายอกหัก
ทั้งหมด คือ บางส่วนที่เกิดขึ้นกับชีวิตของผมในช่วงหนึ่ง ซึ่งฉายภาพสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกันระหว่างเพลงฝรั่งกับบริบทรอบข้าง
ที่น่าจะคล้ายคลึงกับผู้อ่านหรือผู้คนอีกไม่น้อยที่ใช้ชีวิตผ่านห้วงเวลาเหล่านั้นมา🎺
อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นควบคู่กันในห้วงเวลานั้น คือ การมีทางเลือกเพิ่มขึ้นของการฟังเพลงไทยสากลอีกแนว ที่เรียกกันว่า แนวสตริงคอมโบ (String Combo) และโฟล์คซอง (Folk Song)
มีวงดนตรีไทยหลายวงเป็นจุดเริ่มต้นสร้างสรรค์บทเพลงแนวนี้ให้ผู้ฟังในยุคนั้นได้ฟัง อาทิ วง P.M.5 วง ดิอิมพอสซิเบิ้ล และวงชาตรี เป็นต้น
เพลงหลายเพลง เป็น เพลงติดหูผู้ฟัง เช่น
"สวรรค์ปิด" ของวง P.M.5 ขับร้องโดย ดอน สอนระเบียบ
เป็นไปไม่ได้" และ "ทะเลไม่เคยหลับ" ของวง ดิอิมพอสซิเบิ้ล ขับร้องโดย เศรษฐา ศิระฉายา
"จากไปลอนดอน" และ "แฟนฉัน" ของ วงชาตรี
(ผู้อ่านหลายท่านที่ผ่านยุคนั้นมา คงนึกถึง และร้องฮัมบางท่อนที่อยู่ในบางเพลงตามไปด้วย นะครับ)
ว่ากันว่า วงดนตรีรุ่นบุกเบิกเพลงไทยแนวสตริง เหล่านี้ เป็นดั่งต้นธารของวงดนตรีอีกหลายวงต่อมา
ที่นำดนตรีตะวันตกมาผสมผสานกับเนื้อเพลงไทย จนเป็นที่นิยมแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน
ซึ่งนับว่าเป็น "ความโชคดี" อย่างหนึ่งของสังคมไทยในเวลานั้น ที่เปิดรับความต่างจากภายนอก ขณะเดียวกันก็มีวิธีการพัฒนา ปรับแต่งกับสิ่งที่มีอยู่ภายใน
ให้ลงตัวเป็นแบบฉบับของเราเอง
เพลงไทยร่วมสมัย ฟังได้หลายวัย
เขียนเล่ามาถึงตรงนี้...
ไม่น่าเชื่อว่า เพลงฝรั่งจะพาผมรำลึกถึงการเดินทางผ่านมาหลายบริบทแวดล้อม
โดยยังมีอีกบทบาทหนึ่งของเพลงฝรั่งที่มอบบทเรียนอันมีคุณค่าให้ผมที่ว่าด้วย...
🎄 เพลงกับการพัฒนาภาษาอังกฤษ
ผมได้คำศัพท์ใหม่ ๆ และประโยคเพราะ ๆ ในช่วงเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากเพลงฝรั่งที่พี่ชายชอบร้องเป็นประจำมาหลายคำ หลายท่อน
เช่น pillow ที่แปลว่า หมอน ในท่อนที่ว่า Lay your head
Upon my pillow
Hold your warm
And tender body close to mine
ซึ่งมาจากเพลงโปรดของพี่ชาย For the good time ของนักร้องเสียงทุ่มใหญ่ Perry Cumo
และประโยคกินใจเรื่องราวของความรัก ซึ่งใช้เป็นชื่อเพลงด้วย ในเพลง Killing me softly with her song จากนักร้องคนเดียวกัน Perry Cumo
ที่นอกจากได้คำศัพท์เพิ่มแล้ว ยังได้เรียนรู้การใช้คำขยายกิริยา(adverb) และการถอดความหมายของเพลงโดยรวมไปด้วย
จึงอาจกล่าวได้ว่า เพลงสากลเป็นเสมือนสื่อการสอนหนึ่งที่ช่วยเสริม ช่วยสร้างความคุ้นเคยให้กับการเรียนวิชาภาษาอังกฤษท่ามกลางความขาดแคลนในยุคนั้น🧑‍💻
พร้อมกับช่วยให้เราได้ซึมซับท่วงทำนองที่สอดคล้องกับเนื้อเพลงอย่างมีความสุข และเพลิดเพลินกับการร้องตามไปด้วย
ที่สำคัญทำให้เราเกิดความรักในวิชาภาษาอังกฤษซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จำเป็นและไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้น
ทั้งนี้ ผมยังนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งในชั่วโมงเรียนภาษาอังกฤษที่คุณครูเดินตรงมาที่โต๊ะ ระหว่างที่ผมกับเพื่อนซึ่งนั่งติดกัน กำลังก้มหน้าก้มตาร้องเพลง
ดูเนื้อร้องจากหนังสือเพลงที่วางอยู่ในโต๊ะ
ครูเดินมาด้วยสีหน้าดุ ไม่พอใจ
แต่แทนที่จะลงโทษด้วยไม้เรียว กลับให้เราออกไปร้องเพลงหน้าห้องด้วยกัน ด้วยอาจจะเห็นว่าพวกเราร้องเพลงฝรั่งซึ่งเข้ากันได้กับวิชาที่เรียนอยู่
ตอนออกไปร้อง...ผมจำได้ว่า เพื่อนเป็นคนร้องหลัก ส่วนผมนั้น ได้แต่ร้องพึมพำตามเพื่อนไป😀
ดูเหมือนว่าเพลงนั้น ชื่อ Lady of the night ที่ขับร้องโดยนักร้องเสียงทุ้ม นุ่ม ชื่อ Angelberg Humperdink (นักร้องคนโปรดอีกคนหนึ่งของพี่ชายผม)
โดยมีอีกหลายเพลงที่นักร้องผู้นี้ร้องแล้วติดหูคนฟังในยุคนั้น จนเป็นเพลงอมตะมาถึงยุคนี้ เช่น Release me
ความที่ได้ฟังเพลงเหล่านี้มาบ้าง ช่วยให้ผมเอาตัวรอดได้อีกครั้ง ในโอกาสที่เข้าอบรมในหลักสูตรที่มีชาวต่างชาติร่วมอบรมด้วย
โดยช่วงท้ายหลักสูตรเปิดโอกาสให้มีการพูดหน้าห้อง คนละประมาณ 10 นาที
ผมเลยวางแผนนำเอาเพลงที่พอหาได้จากหนังสือภายในสถานที่อบรม (ยุคที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ และแอพลิเคชั่นช่วยการค้นหา) มาร้องควบคู่ไปด้วย เพื่อดึงดูดความสนใจ
โชคดีที่เจอเพลง Release me ในหนังสือเพลง ซึ่งพอคุ้นหูอยู่บ้างกับท่วงทำนอง และแนวการร้อง
เลยร้องเพลงนี้พออ้อม แอ้ม จนจบลงได้ แม้ไม่ถึงกับไพเราะเท่าต้นฉบับ
แต่ก็ไม่ออกอาการตื่นเต้นมากนัก ซึ่งอาจเป็นผลพวงของการได้ฟังมาบ้าง และเคยถูกลงโทษจากคุณครูให้ออกไปร้องด้วยก็เป็นได้
เพลงจึงมีอีกบทบาทหนึ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจ และเสริมการเข้าสังคมไปในตัว🪇
ทุกวันนี้ ในวันที่บรรยากาศต่าง ๆเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม...
แม้จะไม่ได้ติดตามฟังเพลงสากลยุคใหม่ ซึ่งก้าวไปไกลเกินกว่าที่เราจะ
เกาะกระแสที่เกิดขึ้นว่า กำลังมุ่งไปสู่ทิศทางใด
แต่ก็ยังฟังเพลงเก่า ยุค ซิกตี้ ไปจนถึงไนน์ตี้ เป็นระยะ
ฟังครั้งใด แม้จะฟังออกบ้าง ไม่ออกบ้าง
ภาพเก่า ๆ ที่เคยแวดล้อมในขณะนั้น
ก็ลอยมาให้คิดถึง..
เหมือนหวลกลับไปเปิดดูอัลบั้มภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหวในอดีตที่เต็มไปด้วยคุณค่าในฉากชีวิตจริง
โดยมีผู้คนที่เกี่ยวข้องร่วมแสดง ร้อยเรียงเป็นเรื่องราวประกอบเพลง
ราวกับมิวสิควีดีโอที่ถ่ายทำไว้ดูด้วยตนเอง และร้องตามท่วงทำนองของเพลง
เสมือนเป็นส่วนหนึ่งในท่วงทำนองของชีวิต
ลา-ลา-ลา-ลา-ลา
La-la-la-la-la
👋 ลาแล้วครับ
ขอลาด้วยเพลง นุ่ม ๆ ซึ้ง ๆ เพลงนี้ 🎙️
🙏ขอบคุณมากครับ
มุมชัย นัยสอิ้ง/30 ม.ค.69
โฆษณา