5 ม.ค. 2023 เวลา 05:30 • ธุรกิจ
ในปี 2023 นี้เทคโนโลยียังคงมีบทบาทสำคัญสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจในโลกยุคดิจิทัลในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับประสบการณ์การให้บริการลูกค้าได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตอบโจทย์การทำธุรกิจที่ต้องการความสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย พร้อมกับสอดคล้องกับพฤติกรรมของการใช้ วันนี้ AIGEN ได้สรุป 10 เทรนด์เทคโนโลยีที่ธุรกิจต้องจับตามองที่ทาง Bernard Marr ที่ปรึกษาธุรกิจชื่อดังของโลกที่เขียนไว้ในรายงานของ Forbes มาให้ธุรกิจได้อ่านเพื่อเป็นแนวทางให้กับธุรกิจได้นำไปปรับใช้
1. การนำ AI ไปใช้ในทุกที่
1
ในปี 2023 เทคโนโลยี AI จะกลายเป็นเรื่องที่จับต้องได้ภายในองค์กร โดย AI แบบ No-code เพียงแค่ลากวาง จะช่วยทำให้ธุรกิจใช้ประโยชน์จากความสามารถของ AI ในการสร้างสินค้าและบริการอัจฉริยะได้เป็นอย่างดี
เราได้เห็นเทรนด์นี้ในธุรกิจค้าปลีกกันแล้ว บริษัท Stitch fix บริษัทสไตล์ลิสออกแบบเสื้อผ้าแบบรายบุคคลได้นำอัลกอริทึม AI มาใช้ในการแนะนำเสื้อผ้าให้กับลูกค้าตามสไตล์ และไซส์ของลูกค้า
โดยการช้อปปิ้ง และการจัดส่งแบบไร้สัมผัส และอิสระจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงในปี 2023 นี้ และด้วยเทคโนโลยี AI ทำให้ลูกค้าสามารถจ่าย และรับสินค้าได้อย่างสะดวก และง่ายดายมากยิ่งขึ้น
2. ส่วนต่างๆ ของ Metaverse จะกลายเป็นจริง
1
เมตาเวิร์สได้กลายมาเป็นคำที่ใช้เรียกแทนอินเตอร์เน็ตซึ่งเป็นที่ที่คนสามารถเข้าไปเล่น ทำงาน พูดคุยได้บนแพลตฟอร์มนั้นได้ โดยผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าเมตาเวิร์สนั้นจะเพิ่มมูลค่าสูงถึง 5 ล้านล้านดอลล่าร์ให้กับระบบเศรษฐกิจโลกได้ภายในปี 2023 นี้ และในปี 2023 จะเป็นปีที่กำหนดทิศทางของเมตาเวิร์สในอีก 10 ปีข้างหน้านี้
1
เทคโนโลยี Augmented reality (AR) และ Virtual reality (VR) ยังคงพัฒนาไปอีกขั้น หนึ่งในนั้นที่น่าจับตามองคือสภาพแวดล้อมการทำงานในเมตาเวิร์ส โดยในปี 2023 จะยังคงมีสภาพแวดล้อมของการประชุมในแบบ Virtual ที่เราสามารถที่จะพูดคุย ออกความเห็น และร่วมมือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกัน ในความเป็นจริงแล้วทาง Microsoft และ Nvidia นั้นกำลังร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มเมตาเวิร์สสำหรับโปรเจอดิจิทัลโปรเจคหนึ่งอยู่
3. ความก้าวหน้าของ Web3
เทคโนโลยีบล็อกเชนจะก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในปี 2023 เมื่อบริษัทต่างๆ ได้สร้างสินค้าและบริการแบบไร้ตัวกลางกันมากขึ้น ตัวอย่างเช่น ในปัจจุบันเราเก็บข้อมูลทุกอย่างไว้บนคลาวด์ แต่ถ้าเรากระจายข้อมูล และใส่รหัสข้อมูลไว้โดยการใช้บล็อกเชน ไม่เพียงแต่ข้อมูลของเราจะปลอดภัยมากขึ้น แต่เรายังสามารถหาวิธีใหม่ๆ ในการเข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูลได้
Non-fungible tokens (NFTs) จะสามารถใช้งานได้จริงมากขึ้นในปีนี้ ตัวอย่างเช่น ตั๋ว NFT เพื่อดูคอนเสิร์ตจะทำให้คุณสามารถเข้าไปที่หลังเวที และได้ของที่ระลึก นอกจากนั้น NFT อาจจะเป็นสิ่งสำคัญที่เราใช้ในการปฏิสัมพันธ์ในการซื้อสินค้า และบริการดิจิทัลต่างๆ หรือ NFT สามารถใช้เป็นสัญญาที่เราทำกับบุคคลอื่นได้เช่นกัน
4.การเชื่อมต่อระหว่างโลกดิจิทัล และโลกของจริง
เราได้เห็นการเกิดขึ้นของการเชื่อมต่อระหว่างโลกดิจิทัล และโลกของจริงกันมาแล้ว และเทรนด์ยังจะคงดำเนินต่อไปในปี 2023 โดยองค์ประกอบของเชื่อมต่อมีอยู่ 2 อย่างด้วยกันคือ เทคโนโลยี Digital twin และ 3D Printing
Digital twin คือการจำลองวัตถุ หรือสินค้าที่มีอยู่ในโลกที่สามารถใช้ในการทดสอบไอเดียใหม่ๆ ในสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มีความปลอดภัยกว่า ดีไซน์เนอร์ และวิศวกรสามารถใช้ Digital twins ในการสร้างสิ่งที่มีอยู่ในโลกขึ้นมาใหม่ในโลกเสมือน เพื่อที่พวกเขาจะสามารถทดสอบได้ภายใต้ทุกสภาวะโดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการทดลองในชีวิตจริง ในปี 2023 นี้เราจะได้เห็นการนำเทคโนโลยี Digital twins มาใช้กันมากยิ่งขึ้นตั้งแต่โรงงาน จนถึงเครื่องจักร รถยนต์ ไปจนถึงการดูแลสุขภาพที่เที่ยงตรง และแม่นยำ
2
หลังจากที่ได้ทำการทดสอบในโลกเสมือนแล้วนั้น วิศวกรสามารถที่จะปรับ และแก้ไขส่วนประกอบต่างๆ เพื่อที่จะนำมาสร้างขึ้นจริงโดยใช้เทคโนโลยี 3D Printing
5. ธรรมชาติที่สามารถแก้ไขได้มากขึ้น
เราจะอาศัยอยู่ในโลกที่สามารถแก้ไข และเปลี่ยนแปลงวัสดุ ต้นไม้ และแม้กระทั่งคนโดยการแก้ไขสิ่งเหล่านั้น ด้วยเทคโนโลยีนาโนจะทำให้เราสามารถสร้าวัสดุที่ประกอบไปด้วยฟีเจอร์ใหม่ๆ เช่น การทนน้ำ และความสามารถในการรักษาตัวเอง
CRISPR-Cas9 ได้มีมาหลายปี แต่ในปี 2023 นี้เราจะได้เห็นการแก้ไขยีนส์ หรือพันธุกรรมที่จะทำให้เราสามารถแก้ไขธรรมชาติด้วยการเปลี่ยน DNA ได้
2
การแก้ไขพันธุกรรมนั้นทำงานเหมือนกับการประมวลผลคำ โดยที่เราสามารถเอาบางคำออกไป และเพิ่มคำอื่นเข้ามา แต่คุณสามารถทำสิ่งเหล่านี้กับยีนส์ได้เช่นกัน การแก้ไขยีนส์สามารถนำมาใช้กับการกลายพันธุ์ได้ แก้ไขปัญหาแก้แพ้อาหาร เพิ่มความสมบูรณ์ของพืชผล หรือแม้กระทั่งแก้ไขลักษณะของมนุษย์ เช่น สีตาและขน
6. ความก้าวหน้าของควอนตัม
ในขณะนี้ได้มีการแข่งขันกันทั่วโลกในการพัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์กันในวงกว้าง ควอนตัมคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นการใช้อนุภาคของอะตอมเพื่อสร้างวิธีใหม่ในการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูล เป็นการก้าวกระโดดทางเทคโนโลยีที่คาดว่าจะทำให้คอมพิวเตอร์ของเราสามารถทำงานได้เร็วกว่าโปรเซสเซอร์แบบดั้งเดิมที่เร็วที่สุดในปัจจุบันถึงล้านล้านเท่า
โดยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากควอนตัมคอมพิวเตอร์ คืออาจทำให้การเข้ารหัสที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่มีประโยชน์อีกต่อไป ดังนั้นประเทศใดก็ตามที่พัฒนาควอนตัมคอมพิวเตอร์ในวงกว้างสามารถทำลายการเข้ารหัสของประเทศ ธุรกิจ ระบบรักษาความปลอดภัย และอื่นๆ ได้ ถือเป็นเทรนด์ที่ต้องจับตามองอย่างระมัดระวังในปี 2023 นี้ เนื่องจากประเทศต่างๆ เช่น สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร จีน และรัสเซียต่างลงเงินในการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัม
7. การพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว
หนึ่งในความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่โลกกำลังเผชิญอยู่ตอนนี้คือการหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนเพื่อที่จะสามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ที่อากาศ
ในปี 2023 เราจะได้เห็นความคืบหน้าของก๊าซไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่เป็นแหล่งพลังงานเผาไหม้สะอาดแห่งใหม่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบเป็นศูนย์ บริษัท Shell และ RWE สองบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในยุโรปกำลังสร้างท่อส่งสีเขียวขนาดใหญ่แห่งแรกจากโรงงานลมในทะเลเหนือ
8. หุ่นยนต์จะเหมือนมนุษย์มากขึ้น
ในปี 2023 หุ่นยนต์จะยิ่งเหมือนมนุษย์มากยิ่งขึ้น ทั้งเรื่องของรูปร่าง และความสามารถ โดยที่หุ่นยนต์ประเภทนี้จะถูกนำมางานชีวิตจริงให้เป็นผู้ทักทายคนที่มาเข้าร่วมงานอีเว้นท์ บาร์เทนเดอร์ เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวก หรือเป็นเพื่อนให้กับผู้สูงอายุ นอกจากนั้นหุ่นยนต์ยังสามารถทำงานที่มีความซับซ้อนในคลังสินค้า และโรงงานได้เมื่อพวกเขาต้องทำงานกับมนุษย์ในไลน์การผลิต และการขนส่งสินค้า
บริษัทแห่งหนึ่งกำลังทำงานกันอย่างหนักเพื่อสร้างหุ่นยนต์ที่เหมือนกับมนุษย์ที่จะมาทำงานในบ้านของเราได้ ในงาน Tesla AI Day ที่จัดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน 2022 อีลอน มัสก์ ได้เปิดตัว Optimus หุ่นยนต์ต้นแบบที่เหมือนกับมนุษย์ และได้กล่าวว่าบริษัทจะพร้อมรับออเดอร์คำสั่งซื้อหุ่นยนต์ตัวนี้ภายใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ โดยหุ่นยนต์ Optimus นั้นสามารถทำได้ตั้งแต่งานบ้านอย่างง่ายๆ เช่น การยกของ และรดน้ำต้นไม้ บางทีในเร็วๆ นี้เราอาจจะมีหุ่นยนต์ผู้ช่วยทำงานบ้านที่คอยช่วยเหลือเราอยู่ในบ้านก็เป็นได้
9. ความก้าวหน้าของระบบอัตโนมัติ
ผู้นำทางธุรกิจยังคงเดินหน้าพัฒนาระบบการทำงานแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะกับการขนส่ง และโลจิสติกส์ หลายๆ โรงงาน และคลังสินค้าได้เริ่มใช้งานระบบกึ่งอัตโนมัติ หรือระบบอัตโนมัติแบบครบวงจรกันแล้ว
ในปี 2023 เราจะได้เห็นรถบรรทุก และเรือแบบไร้คนขับกันมากขึ้น และการใช้หุ่นยนต์ในการจัดส่งสินค้า หรือแม้กระทั่งคลังสินค้า และโรงงานหลายๆ แห่งจะเริ่มนำเทคโนโลยีการทำงานแบบอัตโนมัติมาใช้กันมากขึ้น
Ocado ซุปเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์จากประเทศอังกฤษนิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้ค้าปลีกของชำออนไลน์รายใหญ่ที่สุดในโลก” ใช้หุ่นยนต์อัตโนมัติมากกว่าพันตัวเพื่อให้สามารถแยกประเภท ยก และย้ายสินค้าได้แบบอัตโนมัติ นอกจากนั้นที่คลังสินค้ายังใช้เทคโนโลยี AI ในการเลือกวางสินค้ายอดนิยมให้หุ่นยนต์เข้าถึงได้ง่าย บริษัท Ocado กำลังเปิดตัวเทคโนโลยีอัตโนมัติที่อยู่เบื้องหลังคลังสินค้าที่ประสบความสำเร็จของพวกเขาให้กับผู้ค้าปลีกรายอื่นๆ ด้วยเช่นกัน
10. เทคโนโลยีแห่งความยั่งยืน
ในที่สุดแล้วเราจะเห็นการผลักดันไปสู่เทคโนโลยีที่ยั่งยืนมากขึ้นในปี 2023 พวกเราส่วนใหญ่จะเสพติดกับเทคโนโลยี เช่น สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และคอมพิวเตอร์ แต่ส่วนประกอบที่ใช้ในการผลิตเครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่เราชื่นชอบนั้นมาจากที่ใดกัน? คนจะเริ่มคิดมากขึ้นว่าส่วนประกอบสำหรับสิ่งต่างๆ เช่น ชิปคอมพิวเตอร์มีต้นกำเนิดมาจากที่ใด และเราควรจะใช้สิ่งเหล่านี้อย่างไร
นอกจากนั้นเรายังใช้บริการคลาวด์ เช่น Netflix และ Spotify ซึ่งระบบเหล่านี้จำเป็นต้องทำงานใน Data center ขนาดใหญ่ที่ต้องบริโภค หรือใช้พลังงานไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก
ในปี 2023 เราจะยังคงเห็นการผลักดันที่ทำให้ Supply chain มีความโปร่งใสมากขึ้น เมื่อผู้บริโภคต้องการให้สินค้า และบริการที่พวกเขาใช้นั้นประหยัดพลังงาน และได้รับการสนับสนุนจากเทคโนโลยีที่ยั่งยืนมากขึ้น
Think AI Think AIGEN
อ่านบทความฉบับเต็มคลิก : https://bit.ly/3Qeoynx
ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับการนำโซลูชัน AI ไปใช้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับธุรกิจ
สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AIGEN ได้ที่
· Facebook : AI GEN : ไอเจ็น
· Line : @aigen
โฆษณา