Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
เบื่อเมือง
•
ติดตาม
26 ม.ค. 2023 เวลา 15:34 • ประวัติศาสตร์
ทำไมเขมร ถึงอยากได้วัฒนธรรมเป็นของตนเอง
ด้วยการ “เคลม” ของชาติไทย
พยายามจะเขียนให้สั้น แต่มันอาจจะยาวสำหรับคนที่ไม่ชอบการอ่าน
ให้คำตอบล่วงหน้า ก่อนอ่านเนื้อเรื่องข้างล่าง ได้เลยว่า
.. เป็นเพราะ 🚩 “ความโหยหา”
ทำไมถึงเป็นเพราะ ความโหยหา .. มาดูเรื่องราวพอสังเขปกัน
…
ในอดีตหลายพันปีก่อน ก่อนที่จะเกิดรัฐชาติ ที่เป็นชื่อประเทศต่าง ๆ อย่างเป็นทางการในปัจจุบัน
ดินแดนแถบอุษาคเนย์ แถบนี้ (หรือเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ที่เป็นภาคพื้นแผ่นดิน : อันประกอบด้วย ไทย ลาว พม่า เขมร เวียดนาม .. ล้วนมีชนเล็ก ชนน้อย มากมาย อาศัยอยู่กระจัดกระจาย)
(* ยังมีเอเซียตะวันตกเฉียงใต้ ที่เป็นภาคพื้นทะเล อันประกอบด้วย หมู่เกาะต่าง ๆ ทางใต้ .. มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงค์โปร)
ต่อมาเริ่มมีการรวมชนเผ่าเล็ก ๆ เข้าเป็นชนเผ่าระดับกลาง ระดับใหญ่ ด้วยเหตุผลของการอยู่รอดปลอดภัย จนเริ่มเป็นเมือง และอาณาจักร
จึงเกิด > อาณาจักรฟูนัน อาณาจักรเจนละ อาณาจักรขอม
อาณาจักรขอมนี้ คือกลุ่มชนโบราณหนึ่ง เจริญรุ่งเรืองที่สุดในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2
พอถึงสมัยพระเจ้าสูรยวรมันที่ 2 พระองค์ทรงได้สร้าง "ปราสาทนครวัด" ขึ้นมา เพื่อเป็นเมืองหลวงหรือเมืองพระนคร (เรียกว่า อังกอร์)
การสร้างปราสาทนครวัด ได้รับอิทธิพลจากศาสนาฮินดู เกี่ยวกับความเชื่อเทพเจ้า
ปราสาทนครวัด สร้างเพื่อบูชาพระวิษณุ .. ดังนั้นภาพศิลปะหินแกะสลักที่เห็น สมัยนั้นแกะเรื่องราวเกี่ยวกับมนุษย์ซึ่งควรบูชาเทพเจ้า จึงปรากฏทั้งนางรำ นางสนม และนักรบ แรงงาน ฯลฯ
แต่จะใช้รูปแกะสลักนั้น มาตีความว่า > เป็นเจ้าของท่าทางแบบนั้น เป็นเจ้าของอาหารแบบนี้ เป็นเจ้าของลักษณะแบบนั้น
🚩 มันเป็นการตีความเกินกว่าความเป็นจริง ..
วิถีชีวิตลักษณะส่วนใหญ่สมัยนั้น มันเป็นวิถีชีวิตลักษณะ "ร่วม" ที่ผ่านมาทางศาสนาฮินดู
(ความหมายของคำว่า วิถีชีวิตร่วม .. หมายถึงยังไม่กลายเป็น วัฒนธรรม)
อิทธิพลความเชื่อฮินดูในเรื่องเทพเจ้า แผ่ขยายจากอินเดียผ่านเข้าพม่า เข้ามาทางล้านนา ล้านช้าง และดินแดนแถบนี้ทั้งหมด ไม่เว้นแม้แต่อยุธยา (แต่ตอนนั้นอยุธยา ยังไม่เริ่มต้น)
อาณาจักรขอม รุ่งเรืองอยู่ได้ไม่นาน ชนเผ่า "ชาวจาม" (ชนกลุ่มหนึ่งในเวียดนาม) สามารถรุกรานเข้ามายึดเมืองอังกอร์ (นครวัด)
ทำให้ผู้นำหรือกษัตริย์ต้องอพยพย้ายถิ่น ไปสร้างปราสาทอื่น ๆ แทน คือ ปราสาทนครธม ปราสาทบายน
ไม่นาน .. ได้เกิดการจลาจลภายใน พวกทาสได้จับอาวุธขึ้นสังหารนายทาส ..
จนมีผู้นำคนใหม่ ขึ้นเป็นกษัตริย์ พระนามว่า พระบาทศรีสุริโยพันธุ์ หรือ "พระเจ้าแตงหวาน" .. ซึ่งพระองค์เกิดและโตในอาณาจักรขะแมร์ ..
ขะแมร์ (หรือเขมร) จึงเข้ามามีบทบาทแทนขอม ..
หลังจากนั้น อาณาจักรขอมก็ค่อย ๆ เสื่อมโทรมไปตามกาลเวลา .. ปราสาทหินต่าง ๆ เหมือนถูกทิ้งร้างไปหลายร้อยปี
ขณะเดียวกันผู้คนและวัฒนธรรมจากถิ่นอื่น ๆ ก็พัฒนารุ่งเรืองขึ้นมาอีกฝั่งหนึ่ง นั้นคือ กรุงสุโขทัย
การเคลื่อนย้ายของผู้คนจากเปอร์เซีย อินเดีย ไปล้านนา ไปล้านช้าง ไปอังกอร์(เขมร) ไปลาว ลงมาอยุธยา เกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้เกิดวัฒนธรรมคล้าย ๆ กัน
สิ่งที่คล้าย ๆ กัน เมื่อถูกแยก .. ทำให้สังเกตเห็น พบว่า มันเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน ก็คือ การพัฒนาต่อยอด
📍 “การพัฒนาต่อยอด” จนกลายเป็น “เอกลักษณ์เฉพาะขึ้นอย่างเด่นชัด”
– สิ่งนี้เอง เป็นสิ่งที่เขมร ไม่มี , ทำไมถึงไม่มี ? หรือมีก็น้อยมาก ๆ
เพราะหลังจากอาณาจักรขอมเสื่อมลง .. คนเขมร ชาติเขมร ก็วุ่นวายอยู่กับสงครามต่าง ๆ ตลอดมานับร้อย ๆ ปี .. ทั้งสงครามจากภายนอก และสงครามแย่งชิงภายใน
เมื่ออาณาจักรเขมร ไม่สามารถสร้างความยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้ ..
เขมร จำต้องหาทางออก ด้วยการยอมรับการคุ้มครองดูแลจากชาติพันธ์ุอื่นที่แข็งแกร่งกว่า
เขมร จึงเลือกมีไมตรีกับ กรุงสุโขทัย ที่กำลังรุ่งเรืองในตอนนั้น ยอมรับอำนาจของกรุงสุโขทัย
แม้นว่าในเวลาถัดมา เขมรรู้สึกว่าตนเองเข้มแข็งพอ ได้ขอแยกเป็นอิสระ .. และถูกปราบปรามอีกครั้งในสมัยอยุธยา
และได้แยกตัวไปอีก และถูกปราบปรามลงอีก .. ○ ท้ายที่สุด เขมร ก็ตกเป็นเมืองใต้อำนาจของไทย
แต่สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ เขมร ยอมรับการเป็นประเทศราช เมืองขึ้นของไทย ในสมัยอยุธยา และในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น (ร.1-ร.4)
โดยเขมรไม่เคยคิดหันไปยอมรับอำนาจของเวียดนามแม้แต่น้อย
เพราะอะไร ?
* หรืออาจเป็นเพราะ เขมร รู้สึกใกล้ชิดกับชนเผ่าไทยและลาว มากกว่าเวียดนาม
* หรืออาจเป็นเพราะเวียดนามเป็นชนชาติที่ใหญ่เกินไป เขมรกลัวถูกกลืนชาติ
* หรืออาจเป็นเพราะวิถีชีวิตและความเชื่อไม่ตรงกัน
* หรืออาจเป็นเพราะตอนนั้นเวียดนามก็อยู่ใต้อิทธิของจีน ต้องเคารพฮ่องเต้ของจีน
ไม่ว่าด้วยเหตุผลใด เขมร มีความใกล้ชิดกับทางด้านประเทศลาวและไทย มากกว่าเวียดนาม ตลอดมา
อย่างที่กล่าวข้างต้น เขมร เป็นชนชาติที่ถูกสงครามปกคลุมตลอดหลายร้อยปี จนไม่มีเวลาพัฒนา “วัฒนธรรมร่วมของอุษาคเนย์” ให้เกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน
วัฒนธรรมร่วม คือวัฒนธรรมโบราณ อันเกิดจากการเคลื่อนย้ายของคนในแผ่นดินต่าง ๆ
เช่น การไหว้ การเต้น การฟ้อน การรำ การแต่งกาย ภาษา ..
ทุกอย่างจะต้องมีการพัฒนาต่อยอดเป็นระยะเวลานาน ๆ จึงสามารถเกิดเป็น "เอกลักษณ์" เด่นชัดในปัจจุบัน
⭐️ การพัฒนาทางวัฒนธรรมของไทย มีจุดเริ่มต้นเด่นชัดที่สุด คือในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น
ตอนนั้นแผ่นดินไทยภายในเริ่มสงบสุข การเรียนรู้เริ่มแตกฉาน ..
การกดดันจากมหาอำนาจฝรั่งภายนอก ทำให้เราต้องเก่งให้ทัน
พม่าถูกอังกฤษรุกราน เวียดนามถูกฝรั่งเศสยึดครอง แล้วขยับมายึดเอาเขมร (กัมพูชา) เข้าเป็นอาณานิคม ที่เรียกว่า อาณานิคมอินโดจีน
ส่วนไทย หรือสยาม - หลังจากตำรับตำรา ข้อมูลเรื่องราวเกี่ยวกับแผ่นดินตนเอง ถูกเผาหายไปในการเสียกรุงศรีฯ ครั้งที่ 2
☆ พอเริ่มรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา จึงมีการฟื้นฟูค้นหาบันทึกและต่อยอด ทั้งวรรณคดี วัฒนธรรม ประเพณี ทำต่อเนื่องตลอดมาทุก ๆ รัชกาล
การฟ้อนรำโบราณ จึงเกิดขึ้นพัฒนาอย่างเป็นรูปแบบ
การละคร จึงพัฒนาให้มีความโดดเด่น
เครื่องแต่งการจึงพัฒนาให้เกิดความงดงาม .. ทุก ๆ ด้านจึงเกิดการพัฒนาเรื่อยมา
⭐️ ความสนใจ ความใส่ใจ ของผู้นำ .. คือประสิทธิภาพที่ดี
⭐️ โชคดีที่ยุคตั้งต้นของกรุงรัตนโกสินทร์ เรามีพระมหากษัตริย์ที่แสดงความมุ่งมั่นสร้างเอกลักษณ์ของชาติ
🚩 "วัฒนธรรมร่วม" เป็นของตายตัว ..
แต่การพัฒนาวัฒนธรรมร่วมนั้น จนเป็นเอกลักษณ์ ให้โลกรู้จัก > กลับเป็นความสามารถเฉพาะตัว เฉพาะชนเผ่า เฉพาะท้องถิ่น
ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เขมรคือประเทศราชของไทย
. กษัตริย์เขมรต้องส่งรัชทายาท มาอยู่ในกรุงเทพฯ เพื่อแสดงความจงรักภักดี , พระมหากษัตริย์ของไทย จะอุปถัมภ์รัชทายาทเขมรเป็นลูกบุญธรรม
มีประเพณีที่ทราบกันทั้งเขมรและไทยว่า เมื่อใดที่รัชทายาทเขมรจะทรงขึ้นครองราชย์ .. ต้องให้พระมหากษัตริย์ไทย เป็นผู้ทำพิธีสวมมงกุฎให้ ถึงจะครองเมืองได้
ในสมัยรัชกาลที่ 4 .. เมื่อฝรั่งเศสบุกกัมพูชา
ฝรั่งเศสเรียกร้องให้กัมพูชายอมรับอำนาจของเขา ฝรั่งเศสจะแต่งตั้งกษัตริย์กัมพูชาเอง
🚩 แต่กษัตริย์กัมพูชาปฏิเสธบอกว่าไม่ได้ เพราะพระองค์เองเป็นกษัตริย์ภายใต้การสวมมงกุฎจากพระมหากษัตริย์แห่งสยาม
เครื่องราชกกุธภัณฑ์ของเขมร (เครื่องใช้พิธีสถาปนาขึ้นเป็นกษัตริย์) อยู่ที่กรุงเทพ ฯ
ช่วงเวลาตอนนั้น ชนชั้นสูง เจ้านาย กษัตริย์ของเขมร ส่วนมากจะอาศัยอยู่ที่สยาม พวกเขาศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่สยาม
กล่าวได้ว่า อ่านเขียนพูดคุยภาษาไทย ได้มากกว่าภาษาเขมรของตน
เขมร จึงได้มีการแลกเปลี่ยน ขอให้ครูจากสยามไปถ่ายทอดการรำ การเรือน การศิลปะ ฯลฯ ให้ที่ประเทศของตน
นั้นคือจุดเริ่มต้นที่เขมร ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ศิลปะ จากกรุงรัตนโกสินทร์ ..
ซึ่งเป็นยุคที่ไทยเราได้ฟื้นฟูวัฒนธรรม จนเป็นต้นแบบเอกลักษณ์ต่าง ๆ ในปัจจุบัน
ก่อนที่ต่อมาเขมร จะดัดแปลงท่วงท่าต่าง ๆ ให้เข้ากับลักษณะชนชาติตน ..
☆ เสียดายที่ชนชาวเขมรไม่มีเวลาพอ ไม่สามารถพัฒนาต่อยอดจนเกิดเอกลักษณ์งดงามเฉพาะได้
เพราะเขมร ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลฝรั่งเศส .. วัฒนธรรมตนเองจึงหยุดชะงัก ถูกวัฒนธรรมฝรั่งเศสเข้าควบคุม
● เป็นช่วงเวลาที่เขมร เคว้งคว้าง หาตัวตนไม่พบ
กาลเวลาต่อมา .. หลังฝรั่งเศส แพ้สงครามอินโดจีน โดนเวียดนามสั่งสอนไล่เตะตูดกลับไป ชาวเขมรจึงได้เรียนรู้คำว่า “เอกราช”
ความรู้สึกในเอกราช มีเพียงแว๊บเดียว ยังหายใจได้ไม่ทันเต็มปอด > ก็พบเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ..
แทนที่จะได้พัฒนาเศรษฐกิจและวัฒนธรรม กลับเกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมา
เป็นสงครามของชาวเขมรด้วยกัน ที่เรียกว่า เขมร 3 ฝ่าย ..
รบกันเอง ฆ่ากันเอง โดยมีคอมมิวนิสต์จากเวียดนามสนับสนุนอีกฝ่าย
มีการฆ่ากันเกลื่อนเมือง กระดูกกองกันเป็นภูเขา .. 8 ปีกว่า ๆ ตายไป 300,000 คน
เขมร เป็นชนชาติที่น่าเห็นใจ .. แผ่นดินตนไม่เคยสงบจากไฟสงคราม .. แล้วจะเอาเวลาไหนไปพัฒนาวัฒนธรรมให้เกิดเอกลักษณ์
แค่ถือปืนไปทำนา รอทางการเรียกตัวไปร่วมรบ อย่างอื่นก็ไม่ต้องทำอะไรแล้ว
ขณะนั้นไทยเราพัฒนาประเทศไปได้ระยะหนึ่ง มีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้ว
จนเข้ามาสู่ยุค คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี .. ฝ่ายเขมรแดงชนะ จึงได้เกิดเป็นประเทศกัมพูชาประชาธิปไตย ( ปัจจุบันชื่อว่า "ราชอาณาจักรกัมพูชา" เกิดขึ้นภายหลัง)
เมื่อกลายเป็นประเทศ ไม่ได้หมายความว่า จะพบความสำเร็จความเจริญทันที
ด้วยการเมืองของเขมรเพิ่มเริ่มต้น ..
พอเริ่มต้นก็เกิดกลุ่มการเมืองต่าง ๆ ยังคงจับอาวุธต่อสู้แย่งชิงกัน โกงการเลือกตั้ง แอบฆ่า ลอบทำร้าย วุ่นวายไม่รู้จบ
.. นักการเมืองเขมรหลายคน เข้าออกกรุงเทพเป็นว่าเล่น ใช้กรุงเทพเป็นที่หลบซ่อน วางแผน ก่อนกลับไปก่อการใหม่ วนเวียนแบบนี้อีกหลายสิบปี
จริง ๆ แล้ว เขมรเพิ่งยุติความวุ่นวาย (แม้ไม่ทั้งหมด) และก่อร่างสร้างตน ไม่กี่สิบปีหลัง ในยุคฮุนเซน นี้เอง
...
การสงคราม ความไม่สงบ ทำให้พวกเขาก้าวช้ากว่าคนอื่น ..
พอก้าวเดินได้ ก็มุ่งหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ .. จากนั้นจึงค้นหาความเป็นตัวตนของตนเอง ..
📍 มันจึงเป็นความรู้สึก “โหยหา” อดีต .. ที่ขาดไป
เมื่อโหยหาและใจร้อน ไม่สามารถอดทนรอ เพื่อการสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาได้ดังใจ
วิธีการง่ายที่สุดในการสร้างตัวตนของชาติ ก็คือ
.. การเอาของที่คนอื่นมีอยู่ มาเป็นของตนเองอย่างดื้อ ๆ หรือที่คนทั่วไปเรียกว่า "การเคลม"
เป็น #การเคลม_อย่างเคลิบเคลิ้ม
เคลม โดยไม่รู้ว่าผิดหรือละอาย จึงเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปี
และยังจะเกิดขึ้นอีกต่อไป ..
....
✍️✍️✍️
ที่มา
https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=pfbid02xUJwVkBTj6EWQ1f4ZBjCSuGBot3GK31g6qEHDmxJ8qPTXF3T7JuCTB4yLcsSb8NGl&id=100000500716912
บันทึก
1
1
1
1
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย