ไบเดนแต่งตั้ง​ Chief of Staff คนใหม่: อำนาจหลังบัลลังก์อเมริกากำลังจะเปลี่ยน

วันนี้ ทำเนียบขาวสหรัฐอเมริกาได้ประกาศว่า นาย Ron Klain จะลาออกจากตำแหน่งเสนาธิการทำเนียบขาว (Chief of Staff) ของประธานาธิบดีโจ ไบเดน เร็วๆ นี้ โดยนาย Jeff Zients จะขึ้นดำรงตำแหน่งนี้แทน
ตำแหน่ง Chief of Staff ของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เป็นตำแหน่งที่สำคัญและมีอำนาจที่สุดตำแหน่งหนึ่งในการเมืองอเมริกา เป็นคล้ายๆ กับตำแหน่งเลขาธิการส่วนตัวของประธานาธิบดี รวมกับตำแหน่งที่ปรึกษา และผู้บริหารการดำเนินงานของทำเนียบขาวทั้งหมดรวมกัน บางคนมองว่าตำแหน่งนี้คือตำแหน่งที่มีอำนาจที่สุดรองลงมาจากประธานาธิบดี เรียกได้ว่าผู้ที่อยู่ในตำแหน่งนี้คือผู้ที่กุมอำนาจหลังบัลลังก์อเมริกาก็ว่าได้
ตำแหน่งนี้มาพร้อมกับงานท่วมท้น และแรงกดดันที่สูงมาก จึงทำให้เสนาธิการทำเนียบขาวอยู่ในตำแหน่งเฉลี่ยแค่ค่คนละ 18 เดือนเท่านั้น ประธานาธิบดีโอบาม่ามีเสนาธิการทำเนียบขาวสี่คนด้วยกันในเวลาแปดปี ระหว่างที่ทรัมป์มีถึงสี่คนในเวลาสี่ปี สำหรับเคลน เขาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้นานกว่าเสนาธิการของประธานาธิบดีเดโมแครตทุกคนในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา
ความสามารถของเสนาธิการทำเนียบขาวส่งผลอย่างมากต่อความสำเร็จของรัฐบาลอเมริกา เพราะเขาคือผู้ที่ต้องบริหารงานเพื่อให้ความต้องการของประธานาธิบดีสำเร็จลุล่วงไปได้
เสนาธิการทำเนียบขาวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งคือนาย เจมส์ เบคเกอร์ ที่ดำรงตำแหน่งนี้ในสมัยประธานาธิบดีเรแกนและจอร์จ บุช (ผู้พ่อ) เขาทำงานประมาณวันละ 16 ชั่วโมง จนมีอยู่หนึ่งครั้งที่เรแกนกำลังนั่งรถกลับทำเนียบขาวตอนกลางคืน และเห็นว่าไฟยังเปิดอยูทั้งหมด เขาจึงถามว่าทำไมไฟยังเปิดอยู่ เมื่อทราบว่าเพราะยังมีคนทำงานอยู่ข้างใน เขาก็สั่งให้มีคนไปบอกนายเบเคอร์ให้กลับบ้านได้แล้ว
สำหรับนายรอน เคลน เขาเป็นที่ปรึกษาของไบเดนมาถึงสามสิบปี ก่อนหน้านี้เคยทำหน้าที่เป็นเสนาธิการรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ให้กับนายอัล กอร์ (รองประธานาธิบดีสมัยคลินตัน) และสมัยที่ไบเดนเป็นรองประธานาธิบดี ทั้งคู่มีความบาดหมางกันตอนที่นางฮิลารี คลินตัน ตัดสินใจลงสมัครเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016 เพราะเคลนตัดสินใจที่จะไปช่วยฮิลารีโดยไม่รอว่าไบเดนจะตัดสินใจลงแข่งด้วยหรือไม่ แต่สุดท้ายแล้วในปี 2020 ไบเดนก็ได้ดึงเคลนกับมาทำงานด้วยกันอีกรอบ ในฐาะคนสนิทที่ไว้ใจและทำงานด้วยกันมานาน
นายเคลนเป็นแรงสำคัญที่ช่วยให้รัฐบาลไบเดนสามารถออกฎหมายและบรรลุเป้าหมายทางนโยบายมากมายในช่วงสองปีที่ผ่านมา ความสามารถในการบริหารและประสบการณ์ทางการเมืองอันโชกโชนของเขาเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหาได้ง่าย แต่สุดท้ายแล้ว ไบเดนก็ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องยอมรับการลาออกของเคลน เพราะว่าเขาก็ไม่สามารถแบกภาระอันหนักหนาของเสนาธิการทำเนียบขาวต่อไปได้ตลอดกาล ตัวเคลนเองก็ได้บอกคนรอบข้างว่าตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่ทำให้เขาหมดแรง
อย่างไรก็ตาม เคลนก็ได้เลือกจังหวะที่เขาคงมองว่าจะส่งผลกระทบต่อไบเดนน้อยที่สุดในการลงจากตำแหน่ง เพราะอัตราเงินเฟ้อในอเมริกากำลังลดลง ราคาน้ำมันก็ลดลง และสถานะทางการเมืองของไบเดนก็อยู่ในสภาพทรงตัวแล้วหลังจากผลการเลือกตั้งมิดเทอมที่ดีเกินคาดสำหรับพรรคเดโมแครต นอกจากนี้แล้ว ไบเดนก็กำลังเตรียมตัวลงแข่งเป็นประธานาธิบดีสมัยที่สอง ซึ่งนายเคลนน่าจะต้องการเข้าไปช่วยอย่างเต็มที่
ด้านนายเจฟ เซียนต์ ว่าที่เสนาธิการทำเนียบขาว เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาไบเดนที่เคยทำงานมาแล้วในหลายบทบาทในยุคโอบาม่าและไบเดน แต่นักวิเคราะห์ก็มองว่า ถึงแม้เขาจะมีประสบการณ์ด้านการบริหารภาครัฐ แต่ก็ขาดประสบการณ์ทางการเมือง ดังนั้น จึงเป็นที่น่าจับตามองว่า การบริหารทำเนียบขาวภายใต้เสนาธิการคนใหม่จะเป็นอย่างไร
อำนาจหลังบัลลังก์ประธานาธิบดีอเมริกามาถึงยุคเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลของไบเดนก็มาถึงยุคเปลี่ยนผ่านเช่นกัน
อ้างอิง:
Baker, Peter, and Katie Rogers. “Ron Klain Expected to Step Down as Biden’s White House Chief of Staff.” The New York Times, January 21, 2023, sec. U.S. https://www.nytimes.com/2023/01/21/us/politics/ron-klain-resigning.html.
POLITICO. “Jeff Zients to Be Biden’s next Chief of Staff.” Accessed January 27, 2023. https://www.politico.com/news/2023/01/22/zients-biden-chief-staff-00078912.
Whipple, Chris. The Gatekeepers: How the White House Chiefs of Staff Define Every Presidency. First Edition. New York: Crown, 2017.
ภาพจากทวิตเตอร์ @POTUS: https://twitter.com/POTUS/status/1619074269752729616
[ติดตามเรื่องราวรอบโลกได้ที่เพจ Ken Mathis Lohatepanont: https://www.blockdit.com/kenlwrites]
  • 5
โฆษณา