28 ม.ค. 2023 เวลา 09:37 • ประวัติศาสตร์

"เราจะไปดวงจันทรกันได้ไง ถ้าแค่ 2-3 ช่วงตึกก็ยังคุยกันไม่รู้เรื่องเลย ?"

กัส กริสซัม ผู้บัญชาการภารกิจอะพอลโล 1 (Apollo 1) กล่าวใส่ศูนย์ควบคุมภาคพื้นดินผ่านวิทยุด้วยอารมณ์ฉุนเฉียว ต่อปัญหาด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นระหว่างลูกเรือกับศูนย์ควบคุม
โดยขณะนั้น กัส กริสซัม กับเพื่อนนักบินอีก 2 คนกำลังฝึกซ้อม Plug-Out Test หรือฝึกซ้อมขั้นตอนการปฏิบัติการเสมือนจริงในยานอวกาศอะพอลโล ซึ่งใครจะไปคิดว่าอีกเพียงไม่กี่นาทีหลังจากนั้น จะเกิดเหตุไฟไหม้ขึ้นในห้องโดยสารขึ้น
ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีก่อนหน้าที่ภารกิจทดสอบอะพอลโล 1 จะเกิดขึ้น จอห์น เอฟ เคนเนดี้ (John F. Kennedy) ประธานณาธิบดีสหรัฐฯในยุคนั้นได้ป่าวประกาศต่อชาวโลกว่า สหรัฐอเมริกาตั้งมั่นจะส่งมนุษย์ไปเหยียบพื้นผิวดวงจันทร์ให้ได้ก่อนหน้าปี 1970 เพื่อแสดงแสนยานุภาพทางเทคโนโลยีแก่สหภาพโซเวียตที่เป็นคู่แข่ง
ทั้ง ๆ ที่ในวันที่ประธานณาธิบดี เคนเนดี้ เสนอเรื่องนี้ต่อรัฐสภา องค์การนาซาเพิ่งส่งนักบินไปอวกาศเป็นเวลารวมกันได้ไม่ถึง 15 นาทีในโครงการเมอร์คิวรี่ (Project Mercury) ซึ่งเป็นโครงการส่งมนุษย์ไปอวกาศโครงการแรกของสหรัฐฯเลยด้วยซ้ำ
รัฐบาลสหรัฐฯจึงต้องพยายามทุกหนทางที่จะทำตามคำกล่าวของประธานณาธิบดีเคนเนดี้ให้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดจ้างพนักงานครั้งใหญ่กว่า 400,000 คนทั่วประเทศ การอัดฉีดงบประมาณให้นาซาในสัดส่วน 4% จากงบประมาณกลางทั้งหมด ไปจนถึงการทดสอบที่จำเป็นต้องละเลยความปลอดภัยไปบางส่วนด้วยก็ตาม
ก่อนที่ต่อมาโครงการเจอมิไน (Project Gemini) ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เพื่อทดสอบเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อโครงการอะพอลโลในอนาคต โดยเฉพาะการกินการนอนในอวกาศ และการเชื่อมต่อยานอวกาศสองลำเข้าด้วยกันในวงโคจรของโลก ซึ่งก็ได้เกิดเหตุขัดข้องกลางอวกาศขึ้นในภารกิจเจอมิไน 8 จน นีล อาร์มสตรอง เกือบต้องเสียชีวิตไปในเหตุการณ์นี้
อ่านเรื่องราวของอุบัติเหตุภารกิจเจมิไน 8 ได้ที่ -https://spaceth.co/gemini-8/
หลังจากนั้น 1967 องค์การนาซาก็ได้เข้าสู่ช่วงแรกของโครงการอะพอลโล แต่ถึงกระนั้นนาซาก็ยังไม่สามารถสร้างจรวดที่ทรงพลังเพียงพอที่จะส่งมนุษย์ไปยังดวงจันทร์ได้ ขณะที่ยานลงจอดดวงจันทร์ก็ยังออกแบบในพิมพ์เขียวไม่เสร็จดี มีเพียงยานอวกาศอะพอลโลที่มีการผลิตมาทดสอบหลายสิบลำแล้ว ซึ่งตลอดเวลาการออกแบบและพัฒนามา 5 ปียานอะพอลโลก็ยังคงมีปัญหายิบย่อยมากมายเกิดขึ้นอยู่เสมอ
กัส กริสซัม , เอ็ด ไวท์ สองนักบินอวกาศผู้มากประสบการณ์จากโครงการเจมิไน และ โรเจอร์ แชฟฟี่ นักบินอวกาศน้องใหม่ ก็ได้รับเลือกเข้ามาเป็นลูกเรือภารกิจอะพอลโล 1 ซึ่งนาซาวางแผนไว้ให้เป็นภารกิจทดสอบยานอวกาศอะพอลโลในอวกาศเป็นครั้งแรก โดยมีกำหนดการวันปล่อยตัวไว้ที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 1967
แต่ทว่าในวันที่ 27 มกราคม ก่อนหน้ากำหนดการจริงไม่ถึง 1 เดือน ในขณะที่นักบินอวกาศทั้งสามคนกำลังอยู่ในยานอวกาศอะพอลโลหมายเลข CSM-12 นักบินอวกาศ เอ็ด ไวท์ ก็ได้ตะโกนใส่ไมโครโฟนด้วยความตกใจ
“ไฟไหม้!”
“มีไฟไหม้อยู่ในยาน!"
“มีไฟไหม้รุนแรงข้างในนี้!"
"พวกเรากำลังถูกเผา!”
โรเจอร์ แชฟฟี่ นักบินอวกาศน้องใหม่ วัย 31 ปีกรีดร้องตามมาด้วยความทรมาณ ก่อนที่สัญญาณวิทยุจะถูกตัดไป
ด้วยอากาศในห้องโดยสารที่เต็มไปด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% ประกายไฟที่เกิดขึ้นจากไฟฟ้าลัดวงจรเพียงเล็กน้อยก็ได้ทำให้เปลวเพลิงลุกลามไปทั่วยานอวกาศอะพอลโลอย่างรวดเร็ว เนื่องจากดีไซน์การออกแบบที่วิศวกรเกรงว่าหากผสมอากาศอย่างอื่นไป จะไม่มีปริมาณออกซิเจนเพียงพอให้กับลูกเรือในการเดินทางไปดวงจันทร์
มิหนำซ้ำภาพกล้องวงจรปิดยังเผยให้เห็นว่า เอ็ด ไวท์ ได้พยายามยื่นมือไปเปิดประตูยาน แต่เขาก็กลับพบว่าประตูไม่สามารถเปิดจากข้างในได้ทันท่วงที เพราะว่าระบบกลไกการเปิดที่ซับซ้อนและความดันอากาศภายในห้องโดยสารที่สูงกว่าภายนอก ทำให้ยานอวกาศอะพอลโลไม่ต่างอะไรไปจากห้องปิดตายดี ๆ
ทันทีทราบว่ามีเหตุไฟไหม้เกิดขึ้น ทางทีมงานภาคพื้นก็ได้เร่งเข้าไปช่วยเหลือนักบินทั้ง 3 อย่างสุดความสามารถ แต่ทว่าทีมงานก็กลับใช้เวลานานกว่า 5 นาทีกว่าที่จะเปิดตูห้องโดยสารได้ ซึ่งก็สายไปเสียแล้ว นักบินอวกาศทั้งสามคนเสียชีวิตจากการขาดอากาศหายใจในชุดอวกาศที่ถูกเปลวเพลิงหลอมละลายไปบางส่วน
1
นักบินทดสอบของนาซาทุกคนทราบดีว่าโครงการอวกาศนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยงและภัยอันตรายที่สามารถพรากชีวิตของตนไปได้ทุกเมื่อ แต่สำหรับ กัส กริสซัม , เอ็ด ไวท์ และ ชาร์ลี แชฟฟี่ แล้วกลับไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย เพราะพวกเขาไม่ได้เสียชีวิตในขณะที่จรวดปล่อยตัว ไม่ได้เสียชีวิตบนดวงจันทร์ ไม่ได้เสียชีวิตในอวกาศ แต่เป็นบนพื้นโลก ในการทดสอบธรรมดา ๆ ที่มีเจ้าหน้าที่นับร้อยอยู่ใกล้มือ
หลังเกิดเหตุโครงการอะพอลโลก็ได้ถุกพับลงไปชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ท่ามกลางคำวิพากษ์วิจารณ์มากมายจากสื่อหลายสำนักและสาธาณชนต่อการทำงานที่สะเพร่า ซึ่งได้ส่งผลให้เกิดการประท้วงของโครงการอะพอลโลขึ้นมาในภายหลัง ว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินจากภาษีประชาชนเยอะเกินไปโดยใช่เหตุ
ทางนาซาได้เองก็ได้พยายามแก้ไขแบบพิมพ์เขียวยานอวกาศอะพอลโลใหม่ทั้งหมด จนกลายเป็นเวอร์ชั่น Block II ขึ้นมาแทน ซึ่งเป็นยานรุ่นใหม่ที่ใช้สายไฟจากวัสดุฉนวนกันความร้อน ใช้อากาศผสมระหว่างแก๊สไนโตรเจนกับออกซิเจน และประตูที่สามารถเปิดได้ภายใน 7 วินาที ประกอบกับชุดนักบินอวกาศที่สามารถกันไฟได้ โดยรวมเป็นเวลากว่า 20 เดือนเต็ม ๆ ที่โครงการอะพอลต้องหยุดชะงักลงไป
โดยในขณะก็มีภารกิจไร้คนขับเกิดขึ้น 3 ภารกิจ ได้แก่
อะพอลโล 4 : ภารกิจทดสอบจรวด Saturn V จรวดที่พามนุษย์ไปดวงจันทร์เป็นครั้งแรก
อะพอลโล 5 : ภารกิจทดสอบยานลงจอดดวงจันทร์บนวงโคจรของโลก
อะพอลโล 6 : ภารกิจทดสอบจรวด Saurn V ครั้งที่ 2
และเมื่อทุกอย่างกลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง นักบินตัวสำรองของภารกิจอะพอลโล 1 ก็ได้เข้ามารับตำแหน่งนักบินอวกาศภารกิจอะพอลโล 7 แทน ซึ่งเป็นภารกิจแรกในโครงการอะพอลโลที่มีมนุษย์อยู่ในภารกิจดด้วย โดยความสำเร็จของภารกิจอะพอลโล 7 นั้นก็ได้ปูทางไปสู่ภารกิจอะพอลโล 8 - 17 ต่อไปในอนาคต
สุดท้ายนี้เราอาจกล่าวได้ว่าโศกนาฎกรรมของภารกิจอะพอลโล 1 เป็นบทเรียนครั้งสำคัญขององค์การนาซา ที่ทำให้นาซาหันมาใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของนักบินอวกาศขึ้นเป็นอันดับ 1 ไม่ใช่มัวแต่เร่งรัดแข่งกับเวลาหรือความกดดันของใครก็ตาม
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภารกิจอาร์ทิมิส 1 ที่มีเป้าหมายในการทดสอบเทคโนโลยีที่จะส่งมนุษยืกลับไปยังดวงจันทร์อีกครั้ง ถึงต้องมีการเลื่อนปล่อยตัวหลายครั้ง เมื่อช่วงปลายปี 2022 ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบอะพอลโล 1 ขึ้นอีก
ถ้าพวกผมต้องตาย ผมขอให้ผู้คนยอมรับมัน พวกผมอยู่ในอาชีพที่เสี่ยง และหวังว่าหากมีอะไรเกิดขึ้นกับพวกผม มันจะไม่ทำให้โครงการนี้ล่าช้าไปหรอก ความสำเร็จในการสำรวจอวกาศนั้นคุ้มค่าพอที่ผมจะเอาชีวิตเข้าแลก
กัส กริสซัม
1
Ad Astra per Aspera - เส้นเดินทางสู่ดวงดาวล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบาก
โฆษณา