1 ก.พ. 2023 เวลา 06:04 • ไลฟ์สไตล์

๏ พุทธกิจ ๕ อย่าง

กิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ
**********
พระพุทธเจ้าทั้งหลาย
ทรงอาศัยอยู่ในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง
ก็มิได้ทรงละกิจ ๕ อย่างเลย
ชื่อว่า พุทธกิจ ๕ อย่าง
พุทธกิจ หมายถึง กิจที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญ,
การงานที่พระพุทธเจ้าทรงกระทำ
พุทธกิจประจำวัน ในแต่ละวันมี ๕ อย่าง คือ
๑. ปุเรภัตตกิจ - กิจก่อนเสวยอาหาร
ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาต ญฺจ (เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต)
๒. ปัจฉาภัตตกิจ - กิจภายหลังอาหาร
สายณฺเห ธมฺมเทสนํ (เวลาเย็นทรงแสดงธรรม)
๓. ปุริมยามกิจ - กิจในยามต้น
ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ (เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ)
๔. มัชฌิมยามกิจ - กิจในมัชฌิมยาม
อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ (เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา)
๕. ปัจฉิมยามกิจ - กิจในปัจฉิมยาม
ปจฺจูสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ
(จวนสว่างทรงตรวจพิจารณาสัตว์ที่สามารถ
และที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรม
อันควรจะเสด็จไปโปรดหรือไม่...)
**********
~ ๑) ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหาร ~
ปุพฺพณฺเห ปิณฺฑปาต ญฺจ - เวลาเช้าเสด็จบิณฑบาต
ในพุทธกิจ ๕ นั้น ปุเรภัตตกิจ
กิจก่อนเสวยอาหารมีดังต่อไปนี้
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จลุกขึ้นแต่เช้า
ทรงกระทำปริกรรมพระสรีระ มีล้างพระพักตร์เป็นต้น
เพื่ออนุเคราะห์อุปัฏฐาก และเพื่อความผาสุกแห่งพระสรีระ
ทรงยับยั้งอยู่เหนืออาสนะอันสงัด จนถึงเวลาภิกขาจาร
พอได้เวลาภิกขาจาร ก็ทรงนุ่งอันตรวาสก ทรงคาดประคดเอว
ห่มจีวร ถือบาตร บางครั้งก็พระองค์เดียว
บางครั้งก็แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์
เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังบ้านหรือนิคม.
บางคราวเสด็จเข้าไปตามปกติ
บางคราวเสด็จไปด้วยปาฏิหาริย์เป็นอันมาก.
คือเมื่อพระโลกนาถเสด็จเที่ยวบิณฑบาต
- ลมอ่อน ๆ ก็พัดไปข้างหน้าเป่าแผ่นดินให้สะอาด
- เมฆหลั่งเมล็ดฝนดับฝุ่นละอองบนหนทาง กางกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบน .
- ลมอีกพวกหนึ่งก็นำดอกไม้เข้าไปโปรยลงบนหนทาง
- ภูมิประเทศที่ดอนก็ยุบลง.
- ภูมิประเทศที่ลุ่มก็หนุนตัวขึ้น
- เวลาที่ทรงย่างพระบาทภูมิภาคย่อมมีพื้นราบเรียบ
หรือดอกปทุมมีสัมผัสอันอ่อนละมุน คอยรับพระบาท.
- เมื่อพอทรงวางพระบาทเบื้องขวา ไว้ในภายในเสาเขื่อน
ฉัพพัณณรังสี พระรัศมีมีพรรณ ๖ ประการ
เปล่งออกจากพระสรีระพวยพุ่งไปรอบด้าน
กระทำปราสาทและเรือนยอดเป็นต้น
ให้เป็นดุจสีเหลืองเหมือนทองคำ
และให้เป็นดุจแวดวงด้วยผ้าอันวิจิตร.
- สัตว์ทั้งหลายมีช้างม้าและนกเป็นต้น ที่อยู่ในที่ของตน ๆ
ก็เปล่งเสียงไพเราะ.
- ดนตรีมีกลอง และบัณเฑาะว์ เป็นต้น
กับเครื่องอาภรณ์ที่สวมใส่อยู่ในกายของพวกมนุษย์
ก็เหมือนกัน คือเปล่งเสียงไพเราะ
ด้วยสัญญาณนั้น พวกมนุษย์ย่อมรู้ว่าวันนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปบิณฑบาตในที่นี้.
มนุษย์เหล่านั้นนุ่งห่มเรียบร้อย
ถือเครื่องสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น
ออกจากเรือนดำเนินไปตามท้องถนน
บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้นโดยเคารพถวายบังคมแล้ว
ทูลขอว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ"
"ขอพระองค์โปรดประทานภิกษุ แก่พวกข้าพระองค์ ๑๐ รูป
แก่พวกข้าพระองค์ ๒๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๑๐๐ รูป..."
แล้วรับบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า
ปูอาสนะน้อมถวายบิณฑบาตโดยเคารพ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว
ทรงตรวจดูสันดานของมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงแสดงธรรม.
บางพวกจะตั้งอยู่ในสรณคมน์
บางพวกจะตั้งอยู่ในศีล ๕
บางพวกจะตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล
สกทาคามิผล และอนาคามิผลอย่างใดอย่างหนึ่ง
บางพวกจะบวชแล้ว ดำรงอยู่ในพระอรหัตอันเป็นผลเลิศ
ด้วยประการใด ก็ทรงอนุเคราะห์มหาชนด้วยประการนั้น
เสด็จลุกจากอาสนะ เสด็จกลับไปพระวิหาร.
เสด็จไปที่พระวิหารนั้นแล้วประทับนั่ง
บนบวรพุทธอาสน์ที่เขาตกแต่งไว้
ณะศาลากลมประกอบด้วยของหอม.
ในเวลาเสร็จภัตตกิจของภิกษุทั้งหลาย
อุปัฏฐากก็จะกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ทรงทราบ.
ต่อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจะเสด็จเข้าพระคันธกุฏี
ปุเรภัตตกิจ กิจก่อนเสวยอาหารมีเท่านี้ก่อน.
**********
~ ๒) ปัจฉาภัตตกิจ - กิจภายหลังอาหาร ~
สายณฺเห ธมฺมเทสนํ (เวลาเย็นทรงแสดงธรรม)
ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำกิจก่อนเสวยอาหารอย่างนี้แล้ว
ก็ประทับนั่งที่หน้ามุขพระคันธกุฏี ทรงล้างพระบาท
ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ว่า
"ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงยังกิจให้ถึงพร้อม
ด้วยความไม่ประมาทเถิด"
"การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าหาได้ยาก
กาลได้อัตภาพเป็นมนุษย์หาได้ยาก
การถึงพร้อมด้วยศรัทธาหาได้ยาก
การบรรพชาหาได้ยาก
การฟังธรรมหาได้ยากในโลก"
บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุบางรูปทูลถามกรรมฐาน
กะพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระองค์ก็ประทานกรรมฐาน
อันเหมาะแก่ความประพฤติของภิกษุเหล่านั้น
แต่นั้นภิกษุแม้ทั้งหมดถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วไปยังที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆ .
บางพวกไปป่า บางพวกอยู่โคนไม้ บางพวกไปภูเขาเป็นต้น
แห่งใดแห่งหนึ่ง บางพวกไปภพของท้าวจาตุมหาราช
บางพวกไปภพของท้าววสวัสดี.
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฏี
ถ้าทรงจำนงก็ทรงมีสติ สัมปชัญญะ บรรทมตะแคงขวาครู่หนึ่ง
ครั้นมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่า
เสด็จลุกขึ้นตรวจดูสัตว์โลก ในภาคที่ ๒.
ในภาคที่ ๓. มหาชนในคามหรือนิคม
ที่พระองค์เสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ ถวายทานก่อนอาหาร
ครั้นเวลาหลังอาหาร นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วถือเอาสักการะมีของหอม
และดอกไม้เป็นต้น ประชุมกันในพระวิหาร.
ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
เสด็จไปโดยปาฏิหารย์อันเหมาะสมแก่บริษัทที่ประชุมกัน
ประทับนั่งแสดงธรรม บนบวรพุทธอาสน์
ที่ตกแต่งไว้ในโรงธรรม ให้เหมาะแก่กาล เหมาะแก่สมัย.
ครั้นถึงเวลาอันควรแล้วจึงส่งบริษัทกลับไป.
พวกมนุษย์ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วก็หลีกไป.
ปัจฉาภัตตกิจ กิจภายหลังอาหาร มีดังกล่าวนี้.
**********
~ ๓) ปุริมยามกิจ - กิจในยามต้น ~
ปโทเส ภิกฺขุโอวาทํ (เวลาค่ำประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุ)
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
ทรงทำปัจฉาภัตตกิจให้เสร็จอย่างนั้นแล้ว
ถ้าทรงพระประสงค์จะทรงสนานพระกาย
ก็เสด็จลุกขึ้นจากพุทธอาสน์ เสด็จเข้าสู่ซุ้มสำหรับสรงสนาน
ทรงรดพระกายด้วยน้ำอันอุปัฏฐากจัดถวาย.
แม้พระอุปัฏฐากก็นำเอาพุทธอาสน์มาลาดถวายในบริเวณพระคันธกุฏี
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งอันตรวาสก ๒ ชั้น ที่ย้อมดีแล้ว
ทรงคาดประคตเอว ทรงครองอุตตราสงฆ์
แล้วเสด็จมาประทับ ณ พุทธอาสน์นั้น
ทรงเร้นอยู่ครู่หนึ่งลำพังพระองค์
ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้น
ไปยังที่เฝ้าพระศาสดา บรรดาภิกษุเหล่านั้น
บางพวกถามปัญหา
บางพวกขอกรรมฐาน
บางพวกขอฟังธรรม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจัดให้สมประสงค์ของภิกษุเหล่านั้น
ทรงยับยั้ง แม้ตลอดยามต้น.
ปุริมยามกิจ กิจในยามต้นมีดังกล่าวนี้.
**********
~ ๔) มัชฌิมยามกิจ - กิจในมัชฌิมยาม ~
อฑฺฒรตฺเต เทวปญฺหนํ (เที่ยงคืนทรงตอบปัญหาเทวดา)
เวลาเสร็จกิจในยามต้น
เมื่อภิกษุทั้งหลายถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป
เทวดาทั่วหมื่นโลกธาตุ เมื่อได้โอกาส
จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถามปัญหา
ชั้นที่สุดแม้อักษร ๔ ตัวตามที่แต่งมา
พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงวิสัชนาปัญหาแก่เทวดาเหล่านั้น
ทรงยับยั้งอยู่ตลอดมัชฌิมยาม
มัชฌิมยามกิจ กิจในมัชฌิมยาม มีดังกล่าวนี้.
**********
~ ๕. ปัจฉิมยามกิจ - กิจในปัจฉิมยาม ~
ปจฺจูสฺเสว คเต กาเล ภพฺพาภพฺเพ วิโลกนํ
(จวนสว่าง ทรงตรวจพิจารณาสัตว์โลก ที่ควรไปโปรด)
ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแบ่งปัจฉิมยามเป็น ๓ ส่วน
แล้วทรงยับยั้ง
ส่วนที่ ๑ ด้วยการเดินจงกรม เพื่อทรงปลดเปลื้องความ
เมื่อยพระวรกายที่ประทับนั่งมาก ตั้งแต่เวลาก่อนเสวยอาหาร
ในส่วนที่ ๒ เสด็จเข้าไปพระคันธกุฏี ทรงมีพระสติและสัมปชัญญะ
บรรทมตะแคงข้างขวา
ในส่วนที่ ๓ เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง
ตรวจดูสัตว์โลกด้วย พุทธจักษุ
เพื่อทอดพระเนตรบุคคล
ผู้ได้กระทำบุญญาธิการไว้ด้วยทาน และศีลเป็นต้น
ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน
ปัจฉิมยามกิจ กิจในปัจฉิมยาม มีดังกล่าวนี้
**********
ที่มา : พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก
โฆษณา