13 ก.พ. 2023 เวลา 10:30 • กีฬา

สปรินต์เรซของ Formula 1 กับ MotoGP เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ?

ฤดูกาลแข่งขันมอเตอร์สปอร์ต ทั้งรายการ Formula 1 และ MotoGP กำลังจะกลับมาเปิดฉากอีกครั้งในเดือนมีนาคมนี้
นอกจากการเปิดตัวลายรถรุ่นใหม่และนักขับคนใหม่แล้ว ซีซั่นนี้ยังเป็นครั้งแรกที่การแข่งขันทั้งสองรายการจะมีรูปแบบแข่ง “Sprint” เหมือนกันเป็นฤดูกาลแรก
ถึงจะใช้ชื่อว่าสปรินต์เหมือนกัน แต่ทั้ง F1 กับ MotoGP ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้การแข่งขันดังกล่าว มีลักษณะแตกต่างกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นจำนวนสนามแข่งขัน ผลลัพธ์ที่มีต่อการแข่งจริงในวันอาทิตย์ และระยะทางที่ใช้ในการสปรินต์จริง ๆ
มาลองดูรายละเอียดต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่สัญญาณไฟจะดับลงอีกครั้งในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนต่อจากนี้
[ระยะทางที่ใช้]
สปรินต์ หรือแปลตรงตัวได้ว่าการวิ่งเต็มฝีเท้า เป็นการแข่งขันที่ลดทอนระยะเวลาจากการแข่งขันจริง เพื่อให้แฟนกีฬามอเตอร์สปอร์ตได้เห็นการแข่งรถด้วยการประลองความเร็ว มากกว่าการงัดกลยุทธ์ต่าง ๆ ในสนามมาใช้
ในรายการฟอร์มูล่าวัน สปรินต์เรซนั้นถูกกำหนดไว้ที่ระยะทางประมาณ 100 กิโลเมตร หรือนับเป็น 1 ใน 3 ของระยะแข่งจริงตามปกติ โดยไม่มีบังคับเข้าพิตเปลี่ยนยางเหมือนกับเรซในวันอาทิตย์
ส่วนกรณีของ MotoGP การแข่งสปรินต์จะเทียบเท่ากับระยะทาง 50% ของการแข่งขันตามปกติ โดยอาศัยกฎการแข่งขันเหมือนกับเรซในวันอาทิตย์
[อันดับออกสตาร์ท]
นี่คือจุดแรกที่ทั้งสองรายการแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยกรณีของ F1 เวลาจากรอบควอลิฟายในวันศุกร์จะถูกนำมาใช้เพื่อจัดอันดับออกสตาร์ทแข่งขันสปรินต์ และอันดับจากการแข่งขันสปรินต์ก็จะมีผลโดยตรงต่ออันดับกริดในการแข่งขันจริง
อย่างไรก็ตาม การแข่งสปรินต์ของ MotoGP จะไม่มีผลลัพธ์ใดต่ออันดับการแข่งขันเรซจริงในวันอาทิตย์ นั่นคือผลการทำเวลาจากรอบควอลิฟายในเช้าวันเสาร์จะเป็นอันดับออกสตาร์ททั้งการแข่งสปรินต์และเรซระยะเต็มในวันอาทิตย์
MotoGP ระบุไว้ในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “นักขับต้องลงแข่งในวันเสาร์ได้อย่างอิสระ โดยไม่ต้องพะวงถึงผลที่มีต่ออันดับกริดในวันอาทิตย์”
[คะแนนที่ได้รับ]
สปรินต์เรซของ F1 ในปีแรกที่แข่งขันเมื่อปี 2021 มีการมอบคะแนนให้แค่ผู้จบสามอันดับแรก นั่นคือที่หนึ่งได้ 3 คะแนน ที่สองได้ 2 คะแนน และที่สามได้ 1 คะแนน ก่อนที่ในฤดูกาล 2022 จะเพิ่มเป็นผู้ชนะได้ 8 แต้ม และลดหลั่นลงไปอันดับละ 1 คะแนน จนถึงอันดับ 8 ที่ได้ 1 แต้มปิดท้าย
ส่วนกรณีของ MotoGP แต้มที่นักขับได้รับนั้นอยู่ที่ครึ่งหนึ่งของคะแนนการแข่งขันเต็ม นั่นคืออันดับหนึ่งได้ 12 คะแนน (แต้มเต็ม 25 คะแนน) และค่อย ๆ ลดลงมาจนถึงอันดับที่ 9 ของกริดการแข่งขัน เช่นเดียวกับที่มีรอบ Superpole Race ในซูเปอร์ไบค์ชิงแชมป์โลกมาตั้งแต่ปี 2019
[ความเหมือนที่แตกต่างอื่น ๆ]
ความแตกต่างแรกที่สังเกตได้คือจำนวนสนามที่มีการแข่งขันสปรินต์เรซ ที่ในกรณีของ Formula 1 ยังคงถูกเลือกให้แข่งแค่ในบางสนามเท่านั้น ขณะที่ฝั่งของ MotoGP นี่คือส่วนหนึ่งของทุกสุดสัปดาห์การแข่งขันเป็นที่เรียบร้อย เพราะทางผู้จัดได้ยืนยันว่าสปรินต์เรซจะมีอยู่ครบทั้ง 21 สนาม ตลอดทั้งปีปฏิทินเลย
ประเด็นถัดมาคือเสียงสนับสนุนที่มีต่อการแข่งขันสปรินต์เรซ โดยเฉพาะฝั่งของ MotoGP ที่เพิ่งเริ่มทดลองแข่งเป็นครั้งแรกในปีนี้ โดย ฟาบิโอ กวาร์ตาราโร่ นักขับชาวโปรตุเกส มองว่า “ผมคิดว่านี่เป็นไอเดียที่โง่มาก ฝ่ายจัดการแข่งขันไม่เคยถามพวกเราเลย และเชื่อว่านักแข่งทุกคนอยากใส่ให้สุดในการแข่งจริงเพียงเรซเดียวมากกว่า"
ด้านนักขับ F1 อย่าง จอร์จ รัสเซลล์ ก็ให้ความเห็นกับเว็บไซต์ Motorsport.com ว่า “ผมคิดว่า MotoGP กล้าหาญมากเลยที่ตัดสินใจเช่นนี้ (แข่งสปรินต์ทุกสนาม) โดยยังไม่ได้ทดสอบก่อน พวกเราใน F1 ค่อนข้างโชคดีที่ได้มีเวลาทดลองอะไรกัน และผมคิดว่าทั้งสองรายการมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร”
มักซ์ เวอร์สแตพเพ่น แชมป์โลก F1 สองสมัย ผู้ที่ไม่ชอบไอเดียของการแข่งสปรินต์ในฟอร์มูล่าวันอยู่แล้ว ก็ยังย้ำเหมือนเดิมว่า “ความรู้สึกของการมาสนามในวันอาทิตย์ควรเป็นอะไรที่พิเศษสุดแล้ว มันควรเป็นช่วงเวลาเดียวที่คุณได้แข่งขัน - นั่นคือสิ่งที่ผมซึมซับมาตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ”
การแข่งขันสปรินต์ของ MotoGP จะประสบความสำเร็จหรือไม่ เช่นเดียวกับ F1 ที่อาจได้เห็นการสปรินต์ในยามค่ำคืนเป็นครั้งแรกที่กาตาร์ จะจบลงอย่างไร ทุกอย่างนั้นรอคอยให้แฟนมอเตอร์สปอร์ตมารอติดตามกันในตลอดทั้งฤดูกาลนี้
โฆษณา