17 ก.พ. 2023 เวลา 06:19 • การศึกษา

อิทธิพลของระบบปกครองสมัยกรุงศรีอยุธยาที่มีต่อการศึกษา

การปกครองในสมัยพระบรมไตรโลกนาถที่กล่าวมานี้ก่อให้เกิดการแบ่งชั้นวรรณะของบุคคลให้ลดหลั่นสูงต่ำแตกต่างกัน  ซึ่ง ในสมัยสุโขทัยไม่มีแบ่ง  ทุกคนมีเสรีภาพและความเสมอภาคเท่าเทียมกัน  และมีแต่ไทไม่มีทาส  เมื่อสภาพของสังคมเปลี่ยนแปลงไปในสมัยอยุธยา  ไทยเราก็เริ่มมีการแบ่งชั้นวรรณะกันขึ้น  บรรดาผู้มีศักดินาสูงย่อมจะมีข้าทาสบริวารเป็นเครื่องประดับบารมีมาก  มีคนมาสมัครพึ่งใบบุญ  พ่อแม่บางคนที่อยากจะให้ลูกหลานของตนมีหน้ามีตา  มักจะพาลูกหลานไปฝากไว้ให้มูลนายใช้สอยเป็นการฝึกหัดงานการต่าง ๆ  ไปในตัว
เมื่อเข้าใจขนบธรรมเนียมต่าง ๆ  หรือมีวิชาความรู้พอตัวแล้ว  โอกาสที่จะได้ดีเป็นต้นว่าได้เข้ารับราชการมียศถาบรรดาศักดิ์บ้างก็มีมากขึ้น
ในหนังสือเรื่องขุนช้างขุนแผนมีกล่าวถึงตอนที่ขุนแผนพาพลายงามไปฝากให้อยู่กับจมื่นศรีเสาวลักษณ์ตอนหนึ่งว่า
"...จะเป็นข้าจอมบดินทร์ปิ่นนคร  อย่านั่งนอนเปล่า ๆ ไม่เข้าการ  พระกำหนดกฎหมายมีหลายเล่ม  เก็บไว้เต็มตู้ใหญ่ไขออกอ่าน  กรมศักดิ์หลักไชยพระอัยการ  มณเฑียรบาลพระบัญญัติตัดสำนวน  แล้วให้รู้สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง  ตามกระทรวงผิดชอบคิดสอบสวน  ราชาศัพท์รับสั่งให้บังควร  รู้จงถ้วนถี่ไว้จึงได้การ..."
และพลายงามก็ได้รับการศึกษาจากจมื่นศรี ฯ ด้วยวิธีนี้
เรื่องการเอาบุตรหลานไปฝากไว้ตามบ้านเจ้าขุนมูลนายนี้  กระทำสืบเนื่องกันมาช้านาน  แม้จนกระทั่งสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ก็ยังเป็นที่นิยมกันอยู่  ไม่เฉพาะแต่จะนำลูกผู้ชายไปฝากเท่านั้น  ลูกผู้หญิงก็นำเอาไปฝากให้อยู่ตามวังเจ้านาย  หรือครอบครัวของขุนนางผู้ใหญ่  เพื่อได้อบรมกิริยามารยาทและศึกษาวิชาชั้นสูงสำหรับผู้ดีมีสกุล
เช่น การเย็บปักถักร้อยที่ประณีตบรรจง  การประกอบอาหารแปลก ๆ ที่มีรสดี  การจัดพานดอกไม้  ส่วนใหญ่เป็นแขนงวิชาคหศาสตร์  ปะเหมาะเคราะห์ดีอาจได้แต่งงานกับผู้ชายที่ดีมีสกุล  อย่างน้อยที่สุดก็ได้ทวีค่าตัวให้สูงขึ้นกว่าที่จะอยู่ตามบ้านในครอบครัวของตน  ฉะนั้นเราจึงมักจะได้ยินเสมอ ๆ ว่า  เป็นพวกชาววัง  กับข้าวชาววัง  หรือฝีมือชาววัง  เป็นต้น
ในด้านวิชาหนังสือก็คงมีการสอนด้วยเหมือนกัน  โดยเฉพาะในวังหรือบ้านเจ้าขุนมูลนายที่สนใจทางอักษรศาสตร์  ดังจะเห็นได้จากในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ที่มีความนิยมในการแต่งโคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน สูง  ไม่ใช่เฉพาะแต่ในราชสำนักแม้แต่ในหมู่เจ้านาย  ขุนนาง  และข้าราชการ  ขนาดคนเฝ้าประตูก็สามารถแต่งโคลงได้  ในทำนองเดียวกันก็ต้องมีการศึกษาอื่น ๆ  เช่นการฝึกหัดใช้อาวุธสำหรับเจ้าขุนมูลนายที่เป็นฝ่ายทหาร
ระบบศักดินาของไทยแม้จะไม่เหมือนกับลัทธิศักดินา (feudalism)  ของยุโรปในสมัยกลาง  แต่ก็มีอะไรเหมือนกันอยู่บ้าง  พวกสวามิน (lord)  ซึ่งมีอำนาจปกครองแคว้นต่าง ๆ  มีพวกอัศวิน (knight)  เป็นกำลังสำคัญในการรักษาอำนาจ  มีพวกพศก (vassal)  มาพึ่งบุญบารมี  พวกสวามินก็จัดการศึกษาแบบวีรคติ (chivalry)  อบรมให้พลีชีพเพื่อพระเจ้า  เพื่อสวามินป้องกันช่วยเหลือผู้ที่อ่อนแอกว่า  ได้แก่สตรี  และรักษาเกียรติของตน
ดังพระราชนิพนธ์ของพระมหาธีรราชเจ้าทรงไว้ว่า
"มะโนมอบพระผู้ เสวยสวรรค์
แขนมอบถวายพระทรงธรรม์ เทิดหล้า
ดวงใจมอบเมียขวัญ และแม่
เกียรติศักดิ์รักของข้า มอบไว้แก่ตัว"
การให้การศึกษาในระบบศักดินาของยุโรปสมัยกลางแบ่งเป็นจริยศึกษา  อบรมกิริยามารยาทให้เป็นสุภาพบุรุษ  มีความเมตตากรุณาโอบอ้อมอารี  พูดจาไพเราะอ่อนหวาน  พลศึกษาก็มีหัดขี่ม้า  ยิงธนู  หัดใช้อาวุธต่าง ๆ  ทั้งบนพื้นดินและบนหลังม้า  หัดความทรหดอดทน  เพื่อเป็นนักรบที่ดี  ส่วนวิชาหนังสือไม่สนใจมากนัก
เนื่องจากการบริหารราชการแผ่นดินด้านพลเรือนเข้ารูปเป็นระเบียบแบบแผนมาแต่สมัยพระบรมไตรโลกนาถ  แต่ด้านทหารนั้นยังคงค้างอยู่จนกระทั่งถึงรัชสมัยของพระรามาธิบดีที่  2  ซึ่งเป็นราชโอรสจึงได้ทรงจัดวางระเบียบทางด้านการทหารมีการทำสารบัญชี  ได้แก่การเกณฑ์คนเข้ารับราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน  ทั้งในหัวเมืองราชธานี  และหัวเมืองพระยามหานครทั่วราชอาณาจักร
ผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่  18  ปีขึ้นไปจนถึง  60  ปี  จะต้องเข้ารับราชการ  อายุ  18  ถึง  19  ปีเป็นระยะเวลาฝึกหัดราชการเรียกว่าไพร่สม อายุ  20  ถึง  60  ปี  เป็นระยะเวลาราชการเรียกว่าไพร่หลวง
คนที่เป็นไพร่หลวงนี้ถ้ามีบุตรเข้ารับราชการแทน  3  คนแล้วก็เป็นอันพ้นจากราชการ  ไพร่หลวงมีแบ่งเป็น  2  ประเภทผู้ที่ไปมาไม่สะดวกในการผลัดเปลี่ยนกันมารับราชการ  เพราะอยู่ห่างไกลมาก  ก็ไม่จำเป็นต้องมาเข้ารับราชการ  เพียงแต่จัดหาสิ่งของที่ใช้ในราชการส่งให้ทางราชการเป็นครั้งคราว  ไพร่หลวงประเภทนี้เรียกว่าไพร่ส่วย  แต่ถ้าเกิดสงครามจะต้องถูกเกณฑ์ทั้งหมด
นอกจากการจัดทำสารบัญชีแล้ว  มีการทำพิธีทุกเมืองคือการเรียกระดมพลมาฝึกซ้อมกระบวนยุทธเป็นครั้งคราวคล้ายกับเป็นการซ้อมรบและเดินสวนสนามในปัจจุบันนี้  เรื่องสุดท้ายคือการแต่งตำราพิชัยสงคราม
ประมวล/สรุปจาก..พงศ์อินทร์ ศุขขจร. ประวัติการศึกษาไทย, 2512
โฆษณา