21 ก.พ. 2023 เวลา 06:37 • ยานยนต์

MG ตั้งเป้าขึ้นเป็น “TOP 5” แบรนด์รถยนต์ในไทย ปี 2566

ล่าสุด MG ประเทศไทย เผยแผนทิศทางธุรกิจในปี 2566 ด้วยเป้าหมายการก้าวสู่การเป็น “TOP 5” ในอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย
โดยคุณพงษ์ศักดิ์ เลิศฤดีวัฒนวงศ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า
จากสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจประเทศไทยมีแนวโน้มไปในทิศทางบวกมากขึ้นหลังวิกฤติโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย สังเกตได้จากตัวเลข GDP ในประเทศปี 2565 ที่เพิ่มสูงขึ้น 3.2%
ในปี 2566 MG จึงได้กำหนดแผนการยกระดับแบรนด์ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งขึ้น ด้วยการสร้างการเติบโตให้แบรนด์ MG ขึ้นเป็น “TOP 5” ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย
โดยภายในครึ่งปีแรก MG มีแผนเปิดตัวรถยนต์อย่างน้อย 2 รุ่น
พร้อมกับเร่งแก้ปัญหาส่งมอบรถยนต์ในรุ่นที่ก่อนหน้าไม่เพียงพอให้คลี่คลาย
อย่างไรก็ดี ถ้าดูภาพรวมแบรนด์รถยนต์ที่ขายดีที่สุดในประเทศไทยปี 2565 ที่ผ่านมา พบว่า
อันดับ 1 Toyota ครองส่วนแบ่ง 34%
อันดับ 2 Isuza ครองส่วนแบ่ง 25%
อันดับ 3 Honda ครองส่วนแบ่ง 9.8%
อันดับอื่น ๆ ได้แก่ Mitsubishi ครองส่วนแบ่ง 5.9%, Ford ครองส่วนแบ่ง 5.1% และ Mazda ครองส่วนแบ่ง 3.7% ส่วน MG อยู่ในอันดับ 7 ที่ครองส่วนแบ่ง 3.2%
ซึ่งหมายความว่า การที่ MG จะขึ้นไปสู่ TOP5 ได้ จะต้องมียอดขายแซงหน้า Ford และ Mazda ให้ได้นั่นเอง..
ในปี 2565 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นปีแห่งความท้าทายของอุตสาหกรมยานยนต์ ทั้งการขาดแคลนชิ้นส่วนและอิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลก รวมถึงปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ
แต่ MG สามารถส่งรถยนต์รุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดได้ถึง 4 รุ่น 4 รูปแบบพลังงาน ได้แก่ MG ZS EV, MG HS, MG VS HEV และ NEW MG4 Electric
โดยสร้างยอดขายได้ 27,293 คัน มีส่วนแบ่งทางการตลาดอยู่ที่ 3.2%
โดยเซกเมนต์ที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงสุดของ MG เป็นกลุ่ม BEV หรือรถยนต์ไฟฟ้า 100%
ซึ่งมีจำหน่ายอยู่ 3 รุ่น ได้แก่ MG ZS EV, MG EP และ NEW MG4 Electric มียอดขายอยู่ที่ 3,993 คัน
ในส่วนของการผลิตเพื่อส่งออกสร้างยอดได้ที่ 6,684 คัน มีสัดส่วนตลาดการส่งออกเป็นประเทศเวียดนาม 82% และประเทศอินโดนีเซีย 18%
จนถึงปัจจุบัน MG ส่งมอบรถยนไฟฟ้าให้คนไทยได้ใช้งานแล้วกว่า 8,000 คัน
ซึ่งในปีนี้ MG ตั้งเป้าส่งมอบรถอีวีเฉลี่ยเดือนละไม่น้อยกว่า 1,000 คัน
รวมถึงเดินหน้าขยายระบบนิเวศของยานยนต์ไฟฟ้า (EV Ecosystem) ให้สามารถรองรับการขยายตัวของตลาดและอำนวยความสะดวกทุกพื้นที่ด้วยการเพิ่มเครือข่ายสถานี MG Super Charge
เพื่อรองรับผู้ใช้บริการในทุกๆ 150 กิโลเมตร ควบคู่กับการติดตั้งสถานีชาร์จในศูนย์บริการทั่วประเทศ โดยภายในสิ้นปี จะมีจำนวนสถานีชาร์จไม่น้อยกว่า 200 แห่งอีกด้วย
โฆษณา