💰FINANCE - เงินดอลลาร์ใกล้พังหรือใกล้พุ่ง ?!?

⚠️หลังจากดัชนีเงินดอลลาร์ (USD INDEX) ร่วงฮวบจากระดับเกือบ 115 ลงมาใกล้ 100 หน่วย เหล่ากองแช่งดอลลาร์ต่างก็ออกโรงดีใจในช่วงก่อนหน้านี้ และเริ่มมีความมั่นใจมากขึ้นว่าดอลลาร์ใกล้จะพังแล้ว ? ซึ่งในตอนนั้นเงินรูเบิลรัสเซียแข็งค่าอยู่ราว 50-60 ต่อ 1 ดอลลาร์ ขณะที่เงินบาทก็แข็งกลับจาก 38 มาอยู่ที่ 32.5 ต่อ 1 ดอลลาร์
ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์จำนวนมากก็ออกมาให้เหตุผลว่าที่เงินดอลลาร์เสื่อมค่าลงนั้นเป็นเพราะหลัก Demand-Supply รวมถึงการเสื่อมอำนาจของสหรัฐฯ ? เพราะทุกอย่างเป็นไปตามที่พวกเขาคำนวณไว้ และยังมีเหตุผล Support คือการที่จีน-รัสเซียพยายามดันสกุลเงินของตัวเองและทองคำขึ้นมาทุบอำนาจของดอลลาร์
3
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ อาจเริ่มทำใจยอมรับไม่ได้อีกครั้ง ? เมื่อล่าสุดนี้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นมาทะลุ 105 หน่วยในขณะที่เงินรูเบิลรัสเซีย ซึ่งพยายามจะล้มอำนาจของดอลลาร์กลับเริ่มร่วงจาก 50 มาอยู่ที่ 76 ต่อ 1 ดอลลาร์ไปแล้ว แม้จะมีการกล่าวมากมายว่ารูเบิลนั้นแข็งแกร่งกว่าดอลลาร์แต่ล่าสุดค่าเงินรูเบิลเสื่อมเทียบกับดอลลาร์ โดยที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้หาเหตุผลมาอธิบายไม่ได้
1
📌ทางด้านราคาทองคำ หลังจากมีโบรกเกอร์และสื่อบางแห่งออกมาเชียร์ว่าราคาพุ่งขึ้นทุบสถิติใหม่จนไปถึง 3,500 $/Oz แต่ล่าสุดกลับร่วงลงจากระดับ 1,960 $/Oz มาอยู่ที่ราว ๆ 1800 $/Oz แล้ว ซึ่งคนที่เชื่อมั่นในทองคำก็บอกว่าสัญญาณเทคนิคตอนนี้ Oversold เป็นอย่างมาก และไม่ว่าอย่างไรทองคำก็จะมีมูลค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ??
4
ส่วนตลาดหุ้นและราคาพันธบัตรเอง ล่าสุดก็ร่วงลงมาอีกครั้ง โดยราคาพันธบัตรร่วงจากเหตุผลที่หลายคนมองว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ยต่อ แม้ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญฝ่ายแช่งสหรัฐฯ จะมองว่าการถือดอลลาร์ก็เหมือนการถือกระดาษไร้ค่า
2
โดยอ้างเหตุผลที่สหรัฐฯ พิมพ์เงินออกมามากและจะไม่มีใครต้องการเงินดอลลาร์ในอนาคต ดังนั้นพวกเขาจึงมองว่าการถือหุ้น พันธบัตร ทองคำ หรือสกุลเงินอื่น ๆ เช่น หยวน รูเบิล หรือแม้แต่ Crypto เช่น Bitcoin จะดีกว่าการถือดอลลาร์ เพราะตามหลักเศรษฐศาสตร์แล้ว การที่ดอลลาร์อ่อนค่าลงจะส่งผลให้สินทรัพย์ต่าง ๆ ปรับตัวสูงขึ้นด้วย
2
ค่าเงินรูเบิลของรัสเซียที่บอกว่าจะทุบดอลลาร์ แต่ล่าสุดกลับเสื่อมค่าลงเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับดอลลาร์ (ที่มา : Trading View)
⚠️หลักการที่นำมาอธิบายว่าว่าเงินดอลลาร์กำลังจะพังและเสื่อมค่าลงนั้น คือระบบคิดตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่เราร่ำเรียนกันมา ซึ่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนก็จบด้านเศรษฐศาสตร์และมีความเชื่อมั่นอย่างยิ่งในหลักการ Demand-Supply เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าราคาสินทรัพย์โลกหรือเงินดอลลาร์จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด พวกเขาก็มักจะหาเหตุผลตามหลักเศรษฐศาสตร์มาอธิบายได้ตามหลังเสมอ
โดยเฉพาะเมื่อดอกเบี้ย FED ใกล้ถึงจุด Peak หรือหมายถึงการที่ FED ไม่น่าจะขึ้นดอกเบี้ยต่อไปได้อีกมากนัก ทำให้พวกเขายิ่งมองว่าดอลลาร์จะต้องร่วงลงอย่างแน่นอนในอนาคต เพราะหลายประเทศที่เป็นศัตรูกับสหรัฐฯ จะเลิกใช้ดอลลารืไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเมื่อมองตามหลัก Demand-Supply จึงมีทางเดียวคือดอลลาร์จะต้องอ่อนค่าในระยะยาว
1
หรือแม้แต่การมองจากปริมาณหนี้ทั่วโลกและหนี้ของสหรัฐฯ ตามหลักเศรษฐศาสตร์อธิบายว่ามีทางเดียวที่สหรัฐฯ จะเดินหน้าต่อไปโดยที่เศรษฐกิจไม่ระเบิด คือการทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง เพราะจะช่วยลดระดับหนี้และสามารถนำสกุลเงินอื่นไปแลกเป็นดอลลาร์ได้มากขึ้นในการปลดหนี้
จนถึงตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าการแข็งค่าของดอลลาร์นั้นเป็น “สิ่งลวงโลกที่เกิดจากการปั่นค่าเงิน” โดยเฉพาะฝ่ายที่อยู่ข้างประเทศที่เป็นปรปักษ์กับสหรัฐฯ มีการโจมตีค่าเงินดอลลาร์โดยยกตัวเลขทางเศรษฐศาสตร์และเหตุผลมากมายที่ฟังดูน่าเชื่อถือ และปฏิเสธไม่ได้ว่ามันดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
1
บางคนถึงกับกล่าวชัดเจนว่าดอลลาร์จะแข็งค่าได้แค่ในระยะสั้นเท่านั้น ! เนื่องจากสหรัฐฯ จะไม่มีทางปั่นค่าเงินได้อีกในระยะยาว เพราะจะมีสกุลเงินอื่นขึ้นมาแทนที่ดอลลาร์ และพวกเขาหลายคนก็มองสกุลเงินในประเทศตลาดเกิดใหม่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก
1
📌อย่างไรก็ตาม มีบ่อยครั้งที่ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ผิด และตลอดหลาย 10 ปีที่ผ่านมาก็มีข่าวโจมตีมาเรื่อย ๆ ว่าเงินดอลลาร์จะพัง แต่ปรากฏว่าค่าเงินประเทศอื่น ๆ กลับเสื่อมค่ามากกว่าดอลลาร์เสียอีก ซึ่งแน่นอนว่าผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นก็หาเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายได้ตลอด โดยเฉพาะการกล่าวโทษว่าสหรัฐฯ ปั่นค่าเงินมาตลอด 40-50 ปีที่ผ่านมา
2
อนึ่ง ดูเหมือนว่าจะมีเพียงไม่กี่คนบนโลกเท่านั้นที่เป็น “ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินตัวจริงของโลก” ที่สามารถคาดเดาและทำนายตลาดได้อย่างแม่นยำ แต่ส่วนใหญ่นั้นจะออกแนวประเภทที่ว่า “ผู้เชี่ยวชาญหลังจากตลาดเฉลยไปแล้วและหาเหตุผลมา Support ตามหลัง”
ทั้งนี้ แม้แต่นักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett หรือ George Soros ที่เป็นคนระดับ Top หัวกะทิของโลกในด้านการเงิน ยังกล่าวเองว่าการทำนายตลาดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ ที่คนทั่วไปจะทำได้ แต่ดูเหมือนปัจจุบันนี้จะมีคนมากมายยกตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญและทำนายการล่มสลายของดอลลาร์
ซึ่งไม่ได้มีใครปฏิเสธว่าดอลลาร์อาจเสื่อมอำนาจได้จริงในอนาคต แต่ประเด็นก็คือมันจะเสื่อมจากเหตุผลทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นจริง ๆ หรือ ? เพราะถ้าเป็นแบบนั้นมันก็คงไม่ยากที่คนทั่วโลกจะเดาได้และมองออก
เพียงแค่คิดตามหลัก Demand-Supply ง่าย ๆ ก็เห็นชัดเจนว่าดอลลาร์ต้องเสื่อมค่าในอนาคต ซึ่งที่น่าสงสัยก็คือ ถ้าผู้เชี่ยวชาญเหล่านั้นมองเศรษฐกิจและตลาดทะลุปุโปร่งขนาดนี้ ทำไมพวกเขายังต้องทำงานหาเงินเพื่อเกษียณอายุ ทำไมพวกเขายังไม่รวยจนมีเงินใช้เพียงพอ ?
1
หรือว่าจริง ๆ แล้วโลกการเงินมันไม่ได้เป็นไปตามหลัก Demand-Supply เสมอไป ? แต่มีอะไรที่ลึกกว่านั้นซ่อนอยู่ ? แล้วทำไมคนที่ยกตัวเองเป็นผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงมักจะผิดทุกครั้ง ?
2
ตลาดพันธบัตรเริ่มร่วงลงอีกครั้งท่ามกลางเงินดอลลาร์ที่เริ่มแข็งค่าขึ้นหลังจากร่วงฮวบในก่อนหน้านี้ (ที่มา : Financial Times)
⚠️อีกทฤษฎีหนึ่งที่น่าสนใจก็คือทฤษฎี Contrarian ซึ่งจะไม่อธิบายยาว เพราะมันไม่มีเหตุผลใด ๆ ตามหลักเศรษฐศาสตร์ตำรามา Support ความเคลื่อนไหวของตลาดการเงินเลย แต่ทฤษฎีนี้เชื่อเพียงง่าย ๆ ว่าคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มองและประพฤติตัวแตกต่างเท่านั้น ที่จะเป็นผู้สำเร็จทางการเงินและได้กำไรจากตลาดเหล่านี้
แต่มันเป็นทฤษฎีที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่าไร้สาระ และไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะทุกครั้งที่ตลาดเคลื่อนไหว พวกเขากล่าวว่ามันเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่พวกเขาร่ำเรียนกันมาทั้งชีวิต (ซึ่งก็มีเหตุผลมาอธิบายได้ทุกครั้งจริง ๆ)
และโลกก็ไม่เคยมีการเฉลยว่าระหว่างหลักเศรษฐศาสตร์กับหลัก Contrarian นั้น อันไหนที่มันถูกต้องกันแน่ ? แต่ที่เราพิสูจน์ได้อย่างหนึ่งคือ ถ้าคุณมองไปที่ภาพใหญ่ คุณจะเห็นว่าคนที่สูญเสียเงินจากตลาดนี้มีจำนวนมากกว่าคนที่ได้เงินจากตลาดนี้มาก
มันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของคนส่วนใหญ่-ส่วนน้อย แต่มันยังรวมถึงเรื่องของจังหวะเวลาที่ถูกต้องด้วย นั่นทำให้ตลาดการเงินยากขึ้นไปอีก และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนส่วนใหญ่จึงต้องทำงานตามภาค Real Sector และหาเงินกันต่อไป
1
📌นอกจากนี้ ความสำคัญอีกอย่างของระบบทุนนิยมคือ หากเรายอมให้คนส่วนใหญ่ทั่วโลกรวยหรือได้เงินก้อนโตพร้อม ๆ กัน มันจะเกิดเงินเฟ้อแบบมหากาพย์ที่สินค้าผลิตไม่ทัน Demand ความโลภของมนุษย์
1
ดังนั้นแล้ว มันก็อยู่ที่คุณว่าจะเชื่อในหลักอะไร เพราะเรื่องของตลาดการเงินและค่าเงินโลกจะเป็นปริศนาต่อไปเรื่อย ๆ และคงไม่มีใครมาเฉลยให้คุณรู้ตลอดเวลาว่าค่าเงินโลกจะไปในทิศทางไหนในช่วงเวลาไหนบ้าง
เพราะเรื่องแบบนี้ถือเป็นมูลค่าและความมั่งคั่งในระยะยาว ซึ่งโลกของเราถูกสร้างมาเพื่อมอบบททดสอบให้แก่ทุกคน แต่จะมอบรางวัลให้แก่ผู้ที่เหมาะสมแล้วเท่านั้น !
อาจมีวิธีหนึ่งที่ทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น นั่นก็คือการมองและยึดหลักการลงทุนในระยะยาว เพราะถ้าคุณสามารถอดทนได้มากพอเป็นหลักสิบปีหรือหลายสิบปี คุณก็อาจขจัดความเสี่ยงในระยะสั้นและมองข้ามความผันผวนของตลาดในตอนนี้ไปได้
แต่ถ้าคุณกำลังคิดถึงการที่จะซื้อสินทรัพย์ใดแล้วราคาพุ่ง หรือขายสินทรัพย์ใดแล้วราคาร่วงเลย เพื่อให้ได้กำไรในระยะเวลาสั้น ๆ นั้น คุณก็คงต้องพยายามอย่างมากเพื่อไปให้ถึงระดับหัวกะทิด้านการเก็งกำไร
⚠️และเราก็คงต้องมารอดูกันว่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะพังไปเรื่อย ๆ นับตั้งแต่บัดนี้ตามที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนทำนายไว้จริงหรือไม่ ? แล้วรัสเซีย-จีนจะดันสกุลเงินตัวเองขึ้นมาทุบอำนาจดอลลาร์สำเร็จหรือไม่ ? เพราะนั่นจะรวมไปถึงการกำหนดราคาสินทรัพย์ ทองคำ พันธบัตร และ Crypto ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
#WorldMaker
References :
2. Record-breaking global bond rally crumbles as fresh inflation fears grip investors
3. The next bull market in stocks won't kick off until the Fed is forced to bail out the US government, Bank of America says
🔥สามารถติดตามทุกข่าวสารและสาระสำคัญด้าน #การเงิน #การลงทุน และ #เศรษฐกิจโลก กับทีม World Maker ได้ผ่านช่องทางเลือก Blockdit, Line, Telegram และ Twitter : https://linktr.ee/worldmaker 👍😊
#เศรษฐกิจ #การเงิน #ลงทุน #หุ้น #ข่าวหุ้น #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวต่างประเทศ #ข่าวรอบโลก #เศรษฐกิจโลก #จีน #ข่าวหุ้น #หุ้นจีน #สหรัฐ #การเมือง #การเมืองโลก #หุ้นสหรัฐ #หุ้นเมกา #รัสเซีย #ยูเครน #ยุโรป #เทคโนโลยี
  • 35
โฆษณา