Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
สาระหลากด้าน ✅
•
ติดตาม
28 ก.พ. 2023 เวลา 00:30 • ประวัติศาสตร์
ยอดนักรบพเนจรผู้เก่งกาจ "มาเอดะ เคจิ"
ยุคเซ็นโกคุนั้นเป็นยุคที่บังเกิดขุนศึกและนักรบผู้เก่งกล้ามากมายโลดโผนออกมาแสดงความสามารถในการทำศึก และในยุคสงครามแต่ละยุคมักมีคำถามถึงว่า ใครคือนักรบผู้แข็งแกร่งที่สุดในยุคนั้น สำหรับในยุคเซ็นโกคุแล้ว แม้จะมีนักรบผู้มีพละกำลังมหาศาลและความสามารถในการศึกอยู่มากมาย แต่ผู้ที่ได้รับการยกย่องและกล่าวขวัญถึงว่าเป็นผู้เก่งกล้าที่สุดคือคาบุกิผู้มีนามว่า มาเอดะ เคจิ
มาเอดะ เคจิโร่ โทชิมัตสึ หรือที่มักรู้จักกันว่า มาเอดะ เคจิ เกิดเมื่อปีค.ศ. 1547 เป็นบุตรชายของทาคิกาว่า คาสึมาสะ ซามูไรชั้นสูงแห่งโอวาริ แต่เหตุที่เขาใช้นามสกุลของมาเอดะนั้น เป็นเพราะประวัติในวัยเด็กมีความซับซ้อนไม่น้อย เนื่องจากมารดาของเคจิเป็นนินจาหญิง จึงทำให้ไม่ได้รับการยอมรับเข้าตระกูลทาคิกาว่า ซึ่งเป็นตระกูลขุนพลสำคัญตระกูลหนึ่งของโอวาริ
ต่อมาในภายหลัง มาเอดะ โทชิฮิสะ บุตรชายคนโตแห่งตระกูลมาเอดะได้พบกับนางและตกหลุมรักนางเขาจึงได้ขอนางแต่งงานโดยไม่สนใจว่านางตั้งครรภ์แล้ว จากนั้นโทชิฮิสะจึงขอรับเด็กในท้องมาเป็นบุตรของตน ซึ่งเป็นเรื่องที่ได้รับการคัดค้านอย่างแรงจากในตระกูลมาเอดะ
มารดาของเคจินั้นเป็นสตรีที่มีนิสัยประหลาด และเคจิในวัยเยาว์ก็รับสืบทอดนิสัยนั้นมาเต็มที่ ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นเด็กแปลกจนยากจะหาผู้ใหญ่คนใดทนทานได้ ยิ่งตระกูลมาเอดะนั้นเป็นตระกูลซึ่งอยู่ใต้อาณัติของตระกูลโอดะ ผู้ปกครองแคว้นโอวาริ การประพฤติตนอยู่ในกรอบจึงมีความสำคัญ ยิ่งเคจินั้นได้ชื่อว่าเป็นบุตรของโทชิฮิสะซึ่งมีสิทธิ์สืบทอดตระกูลแล้ว เขาจึงถูกเพ่งเล็งอย่างมาก
เนื่องจากโทชิฮิสะนั้นมีสุขภาพอ่อนแอ สิทธิ์ในการสืบตระกูลจึงไปอยู่กับมาเอดะ โทชิอิเอะ ผู้เป็นน้องชายแทน ตามเกร็ดและบันทึกประวัติศาสตร์ที่มีนั้นเป็นที่น่าเชื่อได้ว่า โทชิอิเอะไม่ถูกกับหลานชายผู้นี้อย่างมาก และในภายหลังเคจิยังถูกส่งไปให้ไปเป็นบุตรบุญธรรมแก่ตระกูลทาคิกาว่าอีกด้วย
ทาคิกาว่า คาสึมาสะ บิดาที่แท้จริงนั้นรับเคจิกลับมาอยู่ในตระกูลในฐานะบุตรบุญธรรม ซึ่งช่วงเวลาที่อยู่กับตระกูลทาคิกาว่านั้น กล่าวกันว่าเป็นช่วงที่เคจิได้แสดงพฤติกรรมความเป็นคนแปลกประหลาดออกมาอย่างเต็มที่ นอกจากนั้นเขายังแสดงพรสวรรค์และความสามารถทางด้านการทำศึกออกมาอีกด้วย ด้วยความที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ทรงพลัง
1
และยังมีความกล้าบ้าบิ่น ตามนิสัยที่สืบทอดมาจากมารดา เขาจึงเริ่มสร้างชื่อในฐานะนักรบ จากนั้นหลายปีต่อมา เขาถูกส่งตัวกลับตระกูลมาเอดะ และกลายเป็นซามูไรภายใต้บังคับบัญชาของโทชิอิเอะผู้เป็นอา ซึ่งขณะนั้นได้กลายเป็นผู้นำตระกูลมาเอดะไปแล้ว
เรื่องราวช่วงที่เคจิกลับมาอยู่กับตระกูลมาเอดะนี้ มีบันทึกไม่ชัดเจนและแตกต่างกันไป บ้างว่าเคจิยังคงไม่ถูกกันกับโทชิอิเอะเช่นเดิม และความขัดแย้งนั้นยังคงหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แต่บ้างก็ว่าทั้งสองสามารถปรับความเข้าใจกันได้ และเคจิยินยอมอยู่ในบัญชาของโทชิอิเอะ
2
ในฐานะนักรบคนสำคัญของตระกูลมาเอดะ แต่เมื่อดูจากความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นนักของทั้งสองในช่วงแรกๆและการที่เคจิตีตัวออกห่างจากตระกูลมาเอดะในภายหลัง จึงน่าเชื่อว่าความสัมพันธ์ของอาหลานคู่นี้ยังคงไม่สู้ดีนัก และก็เป็นเช่นนั้นจวบจนวันที่โทชิอิเอะสิ้นชีวิตไปในอีกหลายสิบปีต่อมา
เคจิได้เข้าร่วมสนามรบตั้งแต่วัยรุ่น ในฐานะนักรบของตระกูลมาเอดะ ซึ่งเป็นตระกูลบริวารของโอดะ โนบุนางะ และสั่งสมประสบการณ์สู้รบไว้ไม่น้อย แม้ผลงานการทำศึกในยุคแรกของเขาจะไม่ชัดเจนนัก แต่ชื่อของเคจิค่อนข้างจะโด่งดังและเป็นที่รู้จักในฐานะของคาบุกิที่มีฝีมือเก่งกล้าเป็นอันดับต้นๆของยุคนั้น
ในวัฒนธรรมญี่ปุ่นโบราณ พวกคาบุกิหมายถึงกลุ่มคนที่กระทำตัวและมีพฤติกรรผิดแปลกจากคนทั่วไป ทั้งยังชอบแต่งกายสีสันฉูดฉาด และเครื่องประดับตามร่างกาย ซ้ำยังชอบการวิวาท โดยไม่สนใจกฏระเบียบสังคม หากเปรียบกับยุคปัจจุบันก็มีลักษณะไม่แตกต่างจากก๊วนอันธพาลหรือพวกฮิปปี้ เพียงแต่ในยุคเซ็นโกคุ มีพวกที่เรียกได้ว่าเป็นคาบุกิลุกขึ้นมาพลิกหน้าประวัติศาสตร์อยู่จำนวนไม่น้อย แม้แต่โนบุนางะ หรือ ฮิเดโยชิ สองจอมคนของยุคนั้นเองก็มีพฤติกรรมที่เรียกว่าเข้าข่ายเป็นพวกคาบุกิเช่นกัน
เคจินั้นเป็นคาบุกิที่รักอิสระ แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นซามูไร แต่กลับไม่ยอมอยู่ใต้สังกัดตระกูลตนเอง และมักใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย เดินทางเร่ร่อนไปทั่ว เขามักพาตัวเองเข้าร่วมรบในหลายๆสมรภูมิตามใจตน เพียงแต่เขาก็ยังร่วมอยู่กับฝ่ายของโนบุนางะหรือตระกูลมาเอดะเท่านั้น
เคจิเริ่มมีบทบาทในหน้าประวัติศาสตร์สงครามอย่างจริงจังในช่วงปีค.ศ. 1586 ขณะนั้นแผ่นดินได้พลิกขั้วอำนาจอย่างใหญ่หลวง เนื่องจากฮิเดโยชิได้ก้าวขึ้นมาเป็นผู้มีกองทัพแข็งแกร่งที่สุดในแผ่นดิน และได้เริ่มปราบปรามเหล่าอดีตขุนศึกที่เคยอยู่ใต้โนบุนางะด้วยกันมา หลายคนยอมสวามิภักดิ์ แต่หลายคนก็ต่อต้านอย่างรุนแรง หนึ่งในผู้ที่ต่อต้านฮิเดโยชิอย่างหนักขณะนั้นคือ ซัตสะ นาริมาสะ อดีตขุนพลของโนบุนางะที่ได้ชื่อว่าเป็นจอมโหด เคจิเข้าร่วมศึกปราบปรามนาริมาสะ ในฐานะกองหน้าของตระกูลมาเอดะ และสร้างผลงานไว้ไม่น้อยในศึกนี้
ต่อมาเมื่อโทชิฮิสะ บิดาของเขาเสียชีวิตลง เคจิก็ออกจากแดนคางะ อันเป็นเขตปกครองของตระกูลมาเอดะ และเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง ที่นั่นเขาได้สร้างชื่อเสียงในฐานะคาบุกิเอาไว้ จนกระทั่งฮิเดโยชิซึ่งก้าวขึ้นมากุมอำนาจปกครองประเทศได้แล้วต้องการพบตัว การเข้าพบกับฮิเดโยชิครั้งนั้นช่วยสร้างชื่อเสียงให้เคจิอย่างมาก นอกจากนี้ฮิเดโยชิยังออกปากยกย่องเคจิเป็น “นักรบผู้เก่งกล้าที่สุดแห่งยุค” อีกด้วย
จากนั้นไม่นาน เคจิได้คบหาและมีความสนิทสนมกับนาโอเอะ คาเนสึคุ เสนาธิการของ อุเอสึงิ คาเคคัตสึ ไดเมียวผู้สืบทอดของอุเอสึงิ เค็นชินแห่งแคว้นไอสึ ซึ่งการได้คบหากับคาเนสึคุ ยังส่งผลต่อชะตาของเคจิในภายหลังอย่างมาก
ปีค.ศ.1590 เคจิเข้าร่วมการศึกโอดาวาระ ซึ่งในศึกนี้ ฮิเดโยชิได้เรียกระดมขุนศึก ยอดนักรบ และเสนาธิการจากทั่วประเทศมาเข้าร่วม มีเกร็ดเล่าว่าขณะนั้นเคจิเริ่มคบหากับซานาดะ ยูคิมูระ ซามูไรหนุ่มผู้เป็นบุตรชายคนรองของซานาดะ มาซายูกิ ขุนศึกผู้ได้ชื่อว่าจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ ยูคิมูระนั้นเป็นคนหนุ่มที่มีแววของความเป็นอัจฉริยะในการสงคราม
แต่ขณะนั้นเขายังเป็นคนหนุ่มที่ไร้ประสบการณ์ในการออกศึก เคจิจึงเข้าร่วมศึกนี้พร้อมกับกองทัพตระกูลซานาดะ และกลายเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์การรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียวกันได้ของฮิเดโยชิ แม้เขาจะไม่ได้แสดงผลงานการสู้รบมากมายในศึกนี้ แต่มีเกร็ดเล่าว่าฮิเดโยชิได้เกลี้ยกล่อมให้เขายอมรับศักดินาและเข้ารับราชการภายใต้การบริหารของตน โดยเสนอศักดินาสูงถึงห้าแสนโกคุ กระนั้นเคจิก็ได้ตอบปฏิเสธไป
ในอีกสามปีต่อมา เมื่อฮิเดโยชิส่งกองทัพเข้ารุกรานเกาหลี ได้ระดมกำลังทหารและเรียกตัวขุนพลชื่อดังในญี่ปุ่นเข้าร่วมมากมาย เคจิเป็นผู้หนึ่งที่ถูกเรียกตัวให้เข้าร่วม แต่เขาก็ปฏิเสธ ซึ่งตามปกติเคจิคงจะถูกลงโทษหรือสั่งประหารไปแล้ว แต่อาจเป็นเพราะฮิเดโยชิมีความชมชอบในตัวเขามากจึงไม่ได้สั่งลงโทษแต่อย่างใด
เคจินั้นแม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่ทรงพลังและความบ้าบิ่นยามอยู่ในสนามรบ แต่ก็มีบันทึกและหลักฐานหลายอย่างชี้ว่าเขายังเป็นศิลปินผู้เชี่ยวชาญในการแต่งบทกลอนและวาดภาพ ซึ่งปัจจุบันก็มีหลักฐานหลงเหลือมาไม่น้อย
1
เมื่อฮิเดโยชิสิ้นชีพลงในปีค.ศ.1598 ขั้วอำนาจในญี่ปุ่นถูกแบ่งเป็นฝักฝ่าย โทชิอิเอะผู้เป็นอาของเคจิซึ่งเป็นหนึ่งในห้าองคมนตรีผู้ชี้ชะตาแผ่นดินได้เสียชีวิตในปีต่อมา ทำให้ตระกูลมาเอดะเคว้งคว้าง อันที่จริงเคจิเองก็มีสิทธิ์ได้รับสืบทอดตระกูล แต่เขาไม่สนใจทั้งยังไม่เหมาะสมหลายประการ ด้วยเหตุนี้การปกป้องตระกูลมาเอดะจึงกลายเป็นภาระของมัตสึ ภรรยาหม้ายของโทชิอิเอะ ซึ่งนางได้ยอมออกบวชเป็นชีและเข้าพบอิเอยาสึ เพื่อแสดงว่าเป็นหลักประกันในการที่ตระกูบมาเอดะจะสนับสนุนอิเอยาสึ ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในเวลานั้น
แต่เคจิกลับตรงกันข้าม เขาแยกเป็นเอกเทศจากตระกูล และเข้าร่วมกับสหายของเขาคือคาเนสึกุ ซึ่งเป็นข้ารับใช้ของตระกูลอุเอสึงิ และเนื่องจากคาเคคัตสึเลือกที่จะสนับสนุนโทโยโทมิ ฮิเดโยริ ผู้เป็นทายาทของฮิเดโยชิ กองทัพอุเอสึงิจึงเข้าเป็นแนวร่วมพันธมิตรกับ อิชิดะ มิตสึนาริ ซามูไรหนุ่มผู้เป็นคนสนิทของฮิเดโยชิและรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพประจิม ซึ่งเป็นกองทัพที่ถือกำเนิดขึ้นเพื่อต่อต้านกองทัพบูรพาของฝ่ายอิเอยาสึโดยเฉพาะ
จากนั้น เคจิจึงได้เข้าร่วมในการศึกทางไอสึกับทัพอุเอสึงิ และได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพกองหน้า เข้าร่วมในการสร้างแนววงล้อมเข้าบีบฝ่ายทัพบูรพา โดยสนามรบที่สำคัญที่สุดนั้นจะอยู่ที่ทุ่งเซกิงาฮาร่าซึ่งทัพหลักของทัพบูรพานำโดยอิเอยาสึกับทัพประจิมนำโดยมิตสึนาริเข้าปะทะกัน
แต่ยังไม่ทันที่ทัพอุเอสึงิจะออกรบต่อเนื่องเท่าไรนัก กลับมีข่าวร้ายว่าทัพใหญ่ของมิตสึนาริพ่ายแพ้ที่เซกิงาฮาร่าง ส่งผลให้แผนที่จะสร้างวงล้อมบีบทพบูรพาพินาศลง ทัพอุเอสึงิจำต้องถอนตัวกลับไอสึ แต่ก็ถูกกองทัพในบัญชาของโมงามิ โยชิอากิเข้ารุกกระหน่ำจนแตกกระเจิงไป
เหตุการณ์นี้จึงกลายเป็นวีรกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเคจิ เมื่อเขายอมรับหน้าที่เป็นกองระวังหลังเพื่อให้ทัพหลักของอุเอสึงิซึ่งคาเนสึคุเป็นผู้บัญชาการถอยกลับไอสึได้โดยไม่พินาศลงทั้งหมด เคจิพร้อมกับทหารม้ากล้าตายรวมกับตัวเขาเป็นแปดคน อาศัยทวนในมือควบตะลุยเข้าถล่มกองทัพของโมงามิราวหมื่นกว่าคนจนเสียขบวน
ด้วยว่าเคจิได้อาศัยชื่อเสียงแต่เก่าก่อนในการข่มจิตใจของกองทหารฝ่ายศัตรู จากนั้นจึงบุกตะลุยอย่างบ้าคลั่งพร้อมม้าคู่ใจมัตสึคาเสะ ซึ่งเป็นม้ายักษ์ใหญ่ที่มีขนาดผิดธรรมดา ในที่สุดทัพฝ่ายโมงามิก็ไม่อาจรุกต่อและต้องถอยกลับไป สุดท้ายทัพใหญ่ของอุเอสึงิก็สามารถถอนกำลังกลับไอสึได้ ในขณะที่เคจิและทหารม้าที่ร่วมปฏิบัติการกล้าตายกับเขาไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลย
วีรกรรมครั้งนี้สร้างให้ชื่อของเคจิโด่งดังและถูกตอกย้ำพร้อมกล่าวขานในฐานะของยอดนักรบอันดับหนึ่งของยุคนั้น ตามคำยกย่องในอดีตของฮิเดโยชิ
จากนั้นภายหลัง คาเคคัตสึตัดสินใจสงบศึกและยอมรับสิทธิ์อำนาจการบริหารประเทศของอิเอยาสึ โดยคาเคคัตสึได้รับข้อแลกเปลี่ยนให้ยังคงอำนาจการปกครองในไอสึไว้ได้ แต่จะต้องถูกริดรอนกำลังทหารในมือ ซึ่งคาเคคัตสึก็จำยอมเพื่อรักษาศักดินาของตระกูลอุเอสึงิเอาไว้ไม่ให้สูญหายไป ฝ่ายเคจิจึงได้ติดตามคาเนสึคุผู้เป็นสหายไปอยู่ที่โยเนซาวะ และเคจิก็ได้ยอมรับศักดินาหกหมื่นโกคุจากคาเคคัตสึ กลายเป็นขุนนางในสังกัดของอุเอสึงิไป
ไม่มีบันทึกเรื่องราวของเคจิจากนี้ชัดเจนเท่าไรนัก แต่เชื่อกันว่าเขาได้ใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบพร้อมทั้งทุ่มเทกายใจให้แก่บทกวีและงานศิลปะต่างๆแทน และเชื่อกันว่าเขาน่าจะเสียชีวิตในปีค.ศ. 1612
ประวัติศาสตร์ยุคหลังนั้นพูดถึงมาเอดะ เคจิในแง่บวกและให้การยกย่องเขามาก อาจเพราะความรักอิสระ ไม่ยึดติดลาภยศของเขา ทั้งยังมีจิตใจเป็นศิลปินสูง ไม่ใช่เพียงนักรบที่รักแต่การเข่นฆ่าอย่างเดียว ซึ่งแม้ภายหลังเขาจะได้ยอมรับศักดินาจากคาเคคัตสึก็ตาม แต่การที่เขาเลือกจะอยู่ข้างคนแพ้ทั้งที่มีโอกาสจะอยู่ฝ่ายชนะอย่างอิเอยาสึได้ ก็แสดงให้เห็นถึงน้ำใจที่เขามีต่อสหายอย่างคาเนสึคุ
และแม้ว่าผลงานหรือวีรกรรมของเคจิจะไม่ได้มีผลกระทบต่อภาพหลักของสงครามในยุคเซ็นโกคุนัก แต่เขาก็ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสองนักรบที่เก่งกาจที่สุดในยุคนั้นร่วมกับ ฮอนดะ ทาดาคัตสึ ขุนพลคนสนิทของโตกุกาว่า อิเอยาสึ
เรียบเรียงเนื้อหา/นำเสนอบทความโดย :
"สาระหลากด้าน"
ขอบคุณข้อมูล, เครดิต :
https://sites.google.com/site/pradukdik/yxd-bu-rus-xhangkar-ma-xe-da-khe-ci
ประวัติศาสตร์
ปรัชญา
ความรู้
4 บันทึก
4
4
4
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย