14 มี.ค. 2023 เวลา 02:19 • บันเทิง

ผีบ้าตาวอด ตอนที่ 1 ผีในวัฒนธรรมล้านนา

ผีเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน แม้กระทั่งในยุคปัจจุบันที่ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทันสมัยกว่าในสมัยก่อนมาก ผีก็ยังเป็นที่รู้จักของผู้คน ผีบ้าตาวอดเป็นผีที่ชื่ออาจจะไม่คุ้นหูคนในปัจจุบัน แต่ก็เป็นผีสำคัญในวัฒนธรรมพื้นบ้านของชาวล้านนา
ผีบ้าตาวอด มาจากคำสองคำคือว่าผีบ้า และคำว่าตาวอด ผีบ้าคือลักษณะของผู้คนที่ดูแปลกจากคนปกติทั่วไป ไม่น่าเข้าใกล้ ดูเป็นอันตราย ส่วนคำว่าวอดนั้นแปลว่าดับ ตาวอดเป็นลักษณะของดวงตาที่ผิดปกติทางการมองเห็น หรือตาที่ไม่มีแววตา ไม่มีประกายในดวงตาเหมือนคนปกติ เหมือนแววตาของซากศพที่ไม่มีการตอบสนองใดๆจากในดวงตาอีกแล้ว ชาวล้านนาเชื่อว่าการมองเห็นที่ผิดปกติเกิดจากไฟตาเสื่อม เมื่อไฟตามอดหรือดับลงก็จะสูญเสียการมองเห็นไปโดยสมบูรณ์
ผีบ้าตาวอดตามความเชื่อของชาวล้านนานั้นพวกมันเป็นอมนุษย์ ครึ่งคนครึ่งผี หรือพวกอสูร มีลักษณะรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่งตัวมอซอรุงรัง มีดวงตาที่มอดไฟไปแล้วซึ่งเป็นลักษณะเด่นของผีชนิดนี้ ตามความเชื่อนั้นผีบ้าตาวอดไม่ใช่ผีตาบอดพวกมันมองให้ได้ปกติเพียงแต่ลักษณะของดวงตามันเป็นแบบนั้นเอง แถมพวกมันไม่กลัวแสงแดดสามารถออกมาหากินในช่วงเวลากลางวันได้อีกด้วย
ในสมัยก่อนผู้คนในชนบทใช้ชีวิตเรียบง่ายดำรงชีพด้วยการพึ่งพาอาศัยปัจจัยจากธรรมชาติเป็นหลัก ผู้คนในชนบทมักตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนอยู่ตามเส้นทางสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก ส่วนพวกที่อยู่ห่างไกลจากทางสัญจรหลักจะอยู่รวมกันเป็นหมู่บ้าน ผู้คนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมแบบพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก การทำนาปลูกข้าวเป็นสิ่งจำเป็นของทุกครัวเรือนทั้งชาวพื้นราบและชาวดอย
บ้านเรือนในอดีด
ในชนบทของดินแดนล้านนาในสมัยก่อนนั้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงมีนาคม ผืนนาแปลสภาพเป็นทุ่งโล่งกว้างเพราะผ่านพ้นฤดูการเก็บเกี่ยวไปได้ระยะหนึ่งแล้ว พื้นดินที่เคยชื้นแฉะกลับมาแห้งสนิดบางที่ก็เริ่มแยกแตกระแหง ท้องทุ่งในยามนี้ถูกฉาบด้วยสีน้ำตาลอ่อนๆของตอซังข้าวแห้งๆ แซมด้วยสีเขียวบางๆของหน่อข้าว ต้นหญ้าและพืชขนาดเล็กที่อาศัยน้ำค้างยามเช้าพอให้เติบโตในท้องทุ่งที่แห้งแล้งได้
สิ่งที่โดดเด่นของท้องทุ่งในยามนี้คือมีสีแดงและส้มแสดของดอกงิ้ว และดอกทองกวาวที่ขึ้นตามชายทุ่งชายโคก ดอกไม้สั่นไหวล้อไปตามกระแสลมของปลายฤดูหนาวก่อนจะร่วงหล่นลงสู่ผืนดินเบื้อล่าง
สภาพทุ่งนาช่วงดอกทองกวาวบาน
ท้องทุ่งยามนี้เป็นสนามเด็กเล่นชั้นดีของละอ่อน(เด็กๆ) พวกเขาหยิบจับสิ่งของในธรรมชาติรอบตัวมาแต่แต้มด้วยจินตนาการว่ามันเป็นนั่นนี่ เป็นวิธีหาความสนุกตามวิถีเด็กชนบท เด็กน้อยที่ออกไปเล่นตามท้องทุ่งในช่วงเวลานี้ต้องระวังผีบ้าตาวอดให้ดีๆ ผีบ้าตาวอดจะออกจับเด็กซุกซนที่ออกไปเล่นตามทุ่งนา มันจะจับตัวเด็กๆใส่กระสอบหรือถุงผ้าที่มันพกติดตัวมา
หากเด็กคนไหนร้องไห้โวยวายมันจะใช้ปูนขาวป้ายปาก ป้ายตาเด็กคนนั้น เด็กจะปวดแสบปวดร้อนทุกข์ทรมานมองไม่เห็น พูดไม่ได้ ทั้งร้อนทั้งอึดอัดอยู่ในกระสอบ ผีบ้าตาวอดจะเอาตัวเด็กไปฆ่าเพื่อเซ่นสังเวยผีขุมคำ(บ่อทอง) บ้างก็ว่าขุมเงินขุมคำ(บ่อเงินบ่อทอง)
เด็กที่ถูกจับได้จะโดนโกนหัว โกนคิ้วจนเกลี้ยง จับอาบน้ำให้สะอาดแล้วเอาขมิ้นมาทาตัวให้เหลือง ให้กินอาหารจนอิ่ม แล้วพาไปไว้ที่ปากหลุม บ้างก็ว่ามันให้เด็กนั่งพนมมืออยู่ที่ปากหลุม แล้วเวลาเด็กเผลอมันจะลอบไปด้านหลังเอามีดดาบฟันลงมากลางหัวเด็กแล้วผลักเด็กลงหลุมไป บ้างก็ว่ามันจะผลักเด็กลงไปในหลุมแล้วโกยดินปิดปากหลุมให้เด็กหายใจไม่ออกตายอยู่ในนั้น บ้างก็ว่าผีบ้าตาวอดบางทีก็เป็นพวกผู้มีวิชาอาคมที่ออกจับตัวเด็กๆไปฆ่าบูชายัญหลุมเพลิง บ้างก็ว่ามันใช้เหล็กแหลมเสียบเด็กแล้วเอาไปย่างไฟเป็นการเซ่นสังเวย
เด็กชาวล้านนาในอดีด
ในปี พ.ศ. 2594 มีการรายงานเหตุการณ์ผีบ้าตาวอดหรือผีตะวอดออกอาละวาดที่บ้านยางเปียง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ มีหญิงชรากับเด็กชายถูผีจับตัวไป จากการสืบสวนของทางการพบผู้ต้องสงสัยเป็นชาวกะเหรียงชื่อปังอวา ชายชาวกะเหรี่ยงผู้นี้มีรูปร่างใหญ่ ตาลึก และมีความรู้ด้านไสยศาสตร์
และอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นที่บ้านป่าคา ตำบลแม่ตื่น อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ในช่วงเวลาถัดจากเหตุการณ์แรกราวครึ่งเดือน ครั้งนี้เป็นหญิงแม่ลูกอ่อนที่หายตัวไป เล่ากันว่าหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้เข้าล้อมจับคนร้ายแต่คนร้ายก็สามารถหนีรอดจากการล้องจับของทางการไปได้ทั้งสองครั้ง
ผีบ้าตาวอดนี้เป็นผีร้ายที่เด็กๆกลัวเกรงและต้องระวังให้ดีๆ เด็กที่ออกไปเล่นพ้นจากสายตาของผู้ใหญ่ต้องคอยสังเกตสิ่งต่างๆรอบตัวให้ดีๆอย่ามัวเล่นกันจนเพลิน ถ้าเห็นใครไม่รู้จักเดินเข้ามาหาก็ให้รีบวิ่งหนีไปหาผู้ใหญ่ก่อนจะถูกผีบ้าตาวอดลักจับตัวไปฆ่าเป็นเครื่องเซ่นสังเวย
Credit
เนื้อหา
หนังสือ เล่าเรื่องผีล้านนา ของมาลา คำจันทร์
โฆษณา