11 มี.ค. 2023 เวลา 11:02 • ข่าวรอบโลก

How to delete ?

แอปพลิเคชันโซเชียลมีเดียยอดนิยมอย่าง Instagram, Facebook และ Snapchat กลายเป็นคำค้นยอดนิยมของชาวอเมริกันที่กำลังหาวิธีลบออกจากสมาร์ทโฟนของตัวเองในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา จากการวิเคราะห์แนวโน้มการค้นหาจากเว็บไซต์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ VPNOverview
ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการค้นหามากกว่า 900,000 ครั้งสำหรับวิธี "ลบ" หรือ "ปิดใช้งาน" Instagram ซึ่งมากกว่า 2 เท่าของจำนวนการค้นหาการลบหรือปิดใช้งาน Facebook ที่รั้งอันดับ 2 โดยมีการค้นหามากกว่า 385,000 ครั้ง
1
รายงานวิเคราะห์ปริมาณการค้นหาสำหรับคำที่เกี่ยวข้องกับการลบหรือปิดใช้งานแอปยอดนิยมโดยใช้เว็บไซต์ keywordtool.io และข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์เว็บไซต์ที่คล้ายกัน พบว่า 5 แอปยอดนิยมที่ปรากฏบ่อยที่สุด คือออออ..
🏆 อันดับที่ 1. Instagram (900,120 ครั้ง)
🥈 อันดับที่ 2. Facebook (385,410 ครั้ง)
🥉 อันดับที่ 3. Snapchat (217,400 ครั้ง)
อันดับที่ 4. Twitter (92,490 ครั้ง)
อันดับที่ 5. Telegram (24,819 ครั้ง)
นี่ถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจอย่างมาก เพราะ Instagram เป็นแอปที่มีการดาวน์โหลดมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของปี 2022 โดยมีการดาวน์โหลดมากกว่า 548 ล้านครั้งทั่วโลก ตามหลังเพียง TikTok เท่านั้น ที่มียอดการดาวน์โหลด จำนวน 672 ล้านครั้ง
แต่แพลตฟอร์มชั้นนำของ Meta เห็นว่าการเติบโตของผู้ใช้งานมีส่วนร่วมลดลงในปี 2022 รวมถึงในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผลสำรวจได้แสดงความไม่ไว้วางใจมากขึ้นต่อแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยอดนิยม เช่น ข้อมูลที่บิดเบือน การกลั่นแกล้งทางอินเทอร์เน็ต การหลอกลวงทางฟิชชิง และความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว และผู้ใช้บางคนยังกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของโซเชียลมีเดียต่อสุขภาพจิตของเด็กและวัยรุ่น การศึกษาภายในที่รั่วไหลออกมาของ Meta ได้เปิดเผยผลเสียจากการใช้ Instagram และ Facebook ที่อาจมีต่อผลกระทบต่อผู้ใช้อายุน้อย
ขณะที่วัยรุ่นส่วนใหญ่ในปัจจุบันเต็มใจที่จะหยุดพักจากโซเชียลมีเดีย พวกเขาส่วนใหญ่ยังคิดไม่ตกว่าจะเลิกใช้โซเชียลมีเดียไปเลยหรือไม่ โดยเมื่อปีที่แล้ว 54% ของวัยรุ่นที่สำรวจโดย Pew Center กล่าวว่า เป็นการ "ยาก" ที่จะละทิ้งโซเชียลมีเดียโดยสิ้นเชิง ขณะที่ 46% บอกว่า "ง่าย" รวมถึง 20% ที่บอกว่า "ง่ายมาก"
ในการสำรวจเดียวกัน 62% ของวัยรุ่นที่ทำแบบสำรวจกล่าวว่า พวกเขาใช้ Instagram และมีเพียง 32% เท่านั้นที่บอกว่า พวกเขาใช้ Facebook
ขอบคุณข้อมูลจาก : www.cnbc.com by Tom Huddleston Jr.
โฆษณา