ฝึกทำอะไรให้ดีที่สุดในทุก ๆ เรื่องนั่นเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ต้องมีวุฒิภาวะด้านอารมณ์ มีทักษะในการบริหารความเครียด บริหารเวลา เข้าใจหลักการ optimization methods ด้วย
อธิบายให้ชัดขึ้นอีกหน่อย โดยองค์ความรู้ในยุคปัจจุบัน(วิทยาศาตร์สมัยใหม่) มันไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ ในจักรวาลที่เรารู้จัก ขยายความอีกนิดคือมันไม่มีอะไรที่ perfect จริง ๆ
ดังนั้นสิ่งที่ควรทำคือทำอะไรก็ตาม ทำให้ดีที่สุดตามศักยภาพที่เรามี ถ้ามันยังไม่ดีพอมันก็ต้องพัฒนาตนเองไปอีกเรื่อย ๆ .. พยายาม put the limits ของตนเองออกไปเรื่อย ๆ แบบมืออาชีพ
นึกถึงคนเล่นดนตรี เช่น เปียโน กีตาร์ ไวโอลิน หรือร้องเพลง..ใหม่ ๆ มันจะมีข้อผิดพลาดมากมาย และน้อยลงเรื่อย ๆ ตามระดับการฝึกฝน แต่ที่เมื่อใดที่คุณเป็นมืออาชีพระดับแถวหน้า..แม้จะเป็นการแสดงสดมันยังหาที่ติไม่เจอเลย
เราไม่จำเป็นต้องลดความเป็น perfectionist ของตนเองแต่ต้องพัฒนาวุฒิภาวะ มีความยืดหยุ่นในทุกเรื่อง สามารถปรับเปลี่ยน ผ่อนคลายมี flexibility ในทุกเรื่อง แต่ยังคงความเป็นมืออาชีพคือทำทุกอย่างได้อย่างดี
เราจะเห็นข้อแตกต่างระหว่างพวกยึดความสมบูรณ์แบบอย่างสุดโต่ง ติดอยู่ในกรอบในกล่อง ในข้อจำกัดสารพัด กับมืออาชีพที่ทำอะไรได้ยอดเยี่ยมแบบหาที่ติไม่ได้ก็ตรงนี้
มืออาชีพจริง ๆ เขาอาจจะยอมรับได้กับความผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ไม่สำคัญเพื่อทำงานใหญ่ งานที่มีระดับความยากสูงได้ดี โดยไม่ติดอยู่ในความสมบูรณ์แบบในทุกเรื่องจนแทบทำงานสำคัญ ๆ อะไรไม่ได้เพราะติดขัดไปหมด
ในภาวะที่ทุกทางเลือกเสียหายหมด มืออาชีพจริงเขาจะสามารถผ่านไปได้ไม่ยากเพราะรู้จักการเลือกทางที่เสียหายน้อยที่สุด ในทุกทางเลือกที่ล้วนแต่ไม่มีอะไรที่ถูกต้องสมบูรณ์แบบมืออาชีพจริงยังรู้จักเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด
แนวทางปฏิบัติจึงเริ่มจากการทำความเข้าใจให้ดีว่า
- ในจักรวาลนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
- ลัทธิยึดมั่นกับความสุดโต่ง(extreamnist) เป็นอันตรายต่อตัวเองและทุกคนในสังคม
- ทางสายกลาง ยังคงเป็นคำสอนทางศาสนาที่ดีที่สุดหลักการหนึ่ง
- การทำอะไรให้ดีที่สุดเสมอมีความหมาย มีคุณค่ากว่า การทำตัวเป็น perfectionist
เข้าใจแล้วค่อยฝึกฝนตนเอง..สุดท้ายเราจะค่อย ๆ พบว่า..ทำเท่าที่ทำได้ของเรามันก็จะยัง perfect กว่างานของคนอื่น ๆ โดยทั่วไป
  • 2
โฆษณา