20 มี.ค. 2023 เวลา 06:29 • ความคิดเห็น
1.เข้าใจโลกเข้าใจชีวิตด้วยการฟังธรรมจากสัตบุรุษ
2.ศึกษาการกินมังสวิรัติ เพราะจะทำให้สุขภาพ และประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก ศีลข้อหนึ่งบริสุทธิ์มากขึ้น ถ้าวางจิตเมตตาสงสาร ไม่เป็นส่วนหนึ่งในการฆ่า ก็เป็นกุศลจิต นั่งสมาธิง่ายขึ้นถ้าศีลบริสุทธิ์
3.อย่าหลงกินเที่ยวติดเพื่อนมีผู้ชาย เพียงเพราะเขาถูกใจหน้าตาดีมีวาจาถูกใจ มันเริ่มง่าย แต่จบยาก บางคนง้อไม่คืนดีมันก็ฆ่าเอา น้ำกรดสาดหน้า เผาทั้งเป็น ตบตีกระทืบ แทงเอา ยิงเอา เป็นข่าวทุกปี ไม่เป็นข่าวก็ไม่น้อย
สติ จึงสำคัญมาก อย่าดูที่เปลือก คนมันจะล่อเรามันก็หลอกเรา เราหลง เหมือนคนตาบอด ผลที่ตามมาคุ้มไหม
คนเหมือนกันแต่จิตไม่เหมือนกัน บางคนจิตเป็นสัตว์นรกสัตว์เดรัจฉานหัวร้อนชอบใช้กำลัง โหดเหี้ยมอำมหิต
บางคนจิตเป็นเปรตมีแต่เอา เอาเงินเอาทรัพย์สิน สร้างแต่หนี้สิน มีแต่เรื่องเดือดร้อนต้องใช้เงิน มีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงสารพัด ตบทรัพย์ ขโมย เหล่านี้มันเป็นแก่น เปลือกเขาฉาบทาแต่งแต้มสีสันได้ ถ้าเราโง่ก็หลงเปลือกไม่เห็นแก่น
บางคนจิตเป็นพระ ไม่ชอบก็โอเค ชอบก็โอเค เพราะเข้าใจคนเราจิตมนุษย์ผันแปรได้ตามเหตุปัจจัย บุญกรรมทำมาแค่นี้ เธอเจอคนดีกว่ารวยกว่ามีความสุขมากกว่าก็ยินดีด้วย
บางคนจิตเป็นมนุษย์ มีโลภโกรธหลงเป็นปกติ รักใครก็หวังรักตอบ ลงทุนก็ไม่อยากขาดทุน หลายคนหลงทางลงทุนความรักด้วยการค้าผลประโยชน์นานาเลยได้ลูกค้ามาแทน
ความรักมันเลยตกต่ำ ไม่รู้สึกว่าเป็นความรัก รักมันมีหลายระดับ อาจกลายพันธุ์ต่ำหว่าความเป็นมนุษย์ได้ ถ้าไม่บริหารจัดการอำนาจแห่งโทสะให้ดี จิตจะตกลงไปเป็นสัตว์นรก สัตว์เดรัจฉานได้ หึวหวงก็ฆ่าได้
เสียผลประโยชน์เผาได้ เสียหน้าด่าทอตบตีได้ กลายพันธุ์ได้ง่าย พัฒนาจิตให้สูงเป็นพระก็ได้ คือปลงปล่อยวางได้ เพราะบางพวกมีปัญญาฉลาด ทำอะไรไปก็คุก หมดอนาคต หาใหม่ไฉไลกว่า ก็มี
4.ศึกษาการเงินการลงทุน เพื่อรู้เท่าทัน ไม่ใช่เพื่อโลภหลงแล้วหมดตัว อย่าวางเงินผิดที่ผิดทาง และเงินเย็นต้องไม่ไปแตะ ซึ่งเป็นเป้าหมายแรก
5.บริหารจัดการเงินให้ดี เป้าหมายแรกต้องตั้งเป้าเก็บเงินให้ได้10เท่าของรายได้ประจำเดือนก่อน เก็บเป็นเงินเย็น ตอนมีวิกฤติชีวิต เช่นตกงาน ป่วย อุบัติเหตุ ผัวทิ้ง จะได้ไม่เครียดมากเกินไป
1
6.อย่าลืมความกตัญญู ทานศีลภาวนา ให้งินแม่แต่ละเดือนตามสมควร อย่าเอาเส้นผิดถูกมาใช้จนไม่สนใจความรู้สึกพ่อแม่ เป็นกรรมหนักจิตเราจะหมอง
หมั่นใส่บาตรทำบุญช่วยเหลือตามความเหมาะสม สวดมนต์ภาวนา สติจะมีกำลังรู้เท่าทันกิเลสตัณหาได้ไว ไม่ถูกครอบงำด้วยโลภโกรธหลงมากเกินไป
กิเลสตัณหาราคะ มีทุกคน
ถ้าบริหารจัดการไม่ดีพอ หายนะตามมาแน่นอน ไม่รู้หลักโภชนา ป่วย ไม่รู้จักเลือกคบคน ถูกหลอก
มักง่ายเลือกผัวเมียมีแต่เรื่องมีแต่ปัญหา ชีวิตไม่มีอนาคต ตายพิการ พ่อแม่เดือดร้อน ก็เพียงเพราะหน้ามืดเอาคนพาลเข้าบ้าน
7.ในชีวิต ห้ามให้ยืมเงิน ห้ามค้ำประกันใคร ถ้าทำต้องรับรู้ไปเลยว่าไม่ได้คืนแน่นอน ค้ำใครรับสภาพหนี้แน่นอน มีสติ ใจต้องหนักแน่น
8.หากจะมีแฟนดูว่าเป็นคนดีไหม ? สนับสนุนช่วนเหลืออะไรเราได้บ้าง ? มีประโยชน์ไหม ? ถ้าไม่ !
อย่าไปเสียเวลา วางตัวให้เป็น หากินเองได้สมัยนี้ อย่าไปแบกภาระเพิ่ม ความรักนะดีแต่รักมีหลายระดับ อย่าเอาเรื่องรักๆใคร่ๆความสุขสนุกชั่วคราวมาสร้างหายนะแก่ชีวิต
ระวังภาพลวงตา หมั่นนั่งสมาธิบ่อยๆ เทวดาจะมาดลใจ ช่วยเหลือ
9.มีความหวังความฝันอะไรอย่าไปทำลาย หาโอกาสทำไป สำคัญคือกัดไม่ปล่อย
10.ชีวิตไม่มีอะไรแน่นอน อย่าประมาทในชีวิต หมั่นบำเพ็ญทานศีลภาวนาด้วยความเข้าใจ ศึกษาฟังธรรมจากสัตบุรุษให้มาก อย่าหลงเข้าสำนัก หัดเป็นนักปรัชญารู้จักตั้งคำถาม ทุกความเชื่อ ต้องดูว่ามีประโยชน์หรือไม่ ?
ดารา นักกีฬา ระดับโลก คนมีความรู้ ทั้งทางโลกทางธรรมหลายคน ก็หันมากินมังสวิรัติมากขึ้นเรื่อยๆ
ลองฟัง ศ.นพ.ดร.วิชัย เอกทักษิณ ท่านกินมังสวิรัติตั้งแต่อายุ 18
ข้อคิดสำหรับศีลข้อหนึ่ง
ท่านโลกนาถภิกขุชาวอิตาเลียน มีหลักประจำตัวว่า "ภิกษุและอุบาสกอุบาสิกา ไม่ควรกินเนื้อสัตว์เลย" โดยอ้างว่า เป็นการล่วงศีลข้อหนึ่งทางอ้อม และขาดเมตตา
ในส่วนของเราก็เชื่อว่า ถ้าไมมีเจตนาก็ไม่เป็นกรรมอันจะให้ผล !
แต่ข้าพเจ้ามีข้อคิดบางอย่างซึ่งเห็นว่าเรา
ไม่ควรนิ่งกันอยู่ ควรเผยแผ่ให้รู้สึกไว้ทั่วกันเฉพาะผู้ที่ยังไม่เคยรู้สึก
ท่านโลกนาถกล่าวไม่ผิด ! ถ้าไม่จำเป็นแล้วภิกษุไม่ควรฉันเนื้อสัตว์เป็นอันขาด ! นี่คือหลัก ประเด็นที่จะได้อธิบายกันต่อไป...
เรามีข้อแม้ได้เมื่อมีเหตุจำเป็นทั้งเพื่อไม่ให้เป็นผู้เลี้ยงยาก...แต่เลี่ยงไม่กินเนื้อสัตว์ได้จะดีมากต่อการจัดการกิเลส และการมีเมตตา
ที่ท่านเตือน เพราะท่านเจตนาดี....
การกินผักจะมีดวงจิตที่สงบข่มตัณหาความหื่นความอยากมีน้อยโรคน้อยกำลังแข็งแรง
เนื้อสัตว์ควรกินแต่ที่จำเป็นจริงๆเท่านั้น !
ทำไมเราจึงไม่ควรกินเนื้อสัตว์(ในเมื่อไม่จำเป็น) ?
ฝ่ายธรรม......
1.เป็นการเลี้ยงง่ายยิ่งขึ้น นักเสพผักย่อมไม่มีเวลาที่ต้องกังวลใจเพราะอาหารไม่ถูกปากเลย
ส่วนนักเสพเนื้อสัตว์ต้องเลียบเคียงเพื่อได้อุททิสมังสะบ่อยๆ คนกินเนื้อสัตว์เพราะแพ้รสตัณหา กินเพราะตัณหา ไม่ใช่เพราะให้เลี้ยงง่าย
2.เป็นการฝึกในส่วนสัจธรรม สัจจะในการกินผักเป็นแบบฝึกหัดที่น่าเพลิน บริสุทธิ์สะอาด เราต้องฝึกทุกวัน จึงได้ผลเร็ว การฝึกใจด้วยเรื่องอาหาร
อันเป็นสิ่งที่เราบริโภคทุกวัน จึงเหมาะมาก อย่าลืมพระพุทธภาษิตที่มีใจความว่า สัจจะเป็นคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์
3.เป็นการฝึกในส่วนทมธรรม (การข่มใจให้อยู่ในอำนาจ) คนเรามักเกิดมีทุกข์เพราะตัณหาหรือความอยากที่ข่มไว้ไม่อยู่
ผู้ที่ไม่มีการข่มรสตัณหา จักต้องเป็นทาสของความทุกข์ และถอยหลังต่อการปฏิบัติธรรม
การข่มจิตด้วยอาหารการกินก็เหมาะมากเพราะอาจมีการข่มได้ทุกวัน การข่มจิตเสมอเป็นของคู่กับผ้ากาสาวพัสตร์
ควรทราบว่า มันเป็นการยากยิ่ง ที่คนแพ้ลิ้นจะข่มตัณหาโดยเลือกกินแต่ผัก จากจานอาหารที่เขาปรุงด้วยเนื้อและผักปนกันมา!
จงยึดเอาเกมที่เป็นเครื่องชนะตน อันนี้เถิด
4.เป็นการฝึกในส่วนสันโดษ (การพอใจเท่าที่มีที่ได้) การฝึกเป็นนักเสพผักอย่างง่ายๆจะแก้ปัณหานี้ได้หมด สันโดษเป็นทรัพย์ของบรรพชิตอย่างเอก
5.เป็นการฝึกในส่วนจาคะ (การสละสิ่งอันเป็นข้าศึกแก่ความสงบหรือพ้นทุกข์) นักเสพผักมีดวงจิตบริสุทธิ์ผ่องใส
เกินกว่าที่จะนึกอยากในเมื่อเดินผ่านร้านอาหาร เพราะผักไม่ยั่วในการบริโภคมากไปกว่าเพียงเพื่ออย่าให้ตาย
ต่างกับเนื้อซึ่งยั่วให้ติดรสและมัวเมาอยู่เสมอ ความอยากในรสที่เกินจำเป็นของชีวิต ความหลงใหลในรส
ความหงุดหงิด เมื่อไม่มีเนื้อที่อร่อยมาเป็นอาหาร ฯลฯ เหล่านี้จะไม่มีในใจของนักเสพผักเลย
6.เป็นการฝึกในส่วนปัญญา (ความรู้เท่าทันดวงจิตที่กลับกลอก) การกินอาหารจะบริสุทธิ์ได้นั้น
ผู้กินต้องมีความรู้สึกแต่เพียงว่า "กินอาหาร" (ไม่ใช่การกินผักหรือเนื้อ คาวหรือหวาน) และเป็นอาหารที่บริสุทธิ์
ไม่มีอะไรดีไปกว่าอาหารผัก ที่จะเป็นอารมณ์อันบังคับให้ท่านต้องใช้ปัญญาพิจารณามันอยู่เสมอทุกมื้อ เพราะเนื้อสัตว์ทำให้หลงรส ผักทำให้ต้องยกใจขึ้นหารส
แต่ปัญญาของท่านต้องมีอยู่เสมอว่า ไม่ใช่จะไปนิพพานได้เพราะกินผัก เป็นเพียงการช่วยเหลือในการขูดเกลากิเลสทุกวันเท่านั้น
ฝ่ายทางโลก .....
1.ผักมีคุณแก่ร่างกายยิ่งกว่าเนื้อหรือไม่ วิทยาศาสตร์ปัจจุบัน ก็พอที่จะรับว่าจะทำให้มีโรคน้อย มีกำลังแข็งแรง
มีดวงจิตสงบกว่ากินเนื้อสัตว์
(ชาวอินเดียด้วยกัน ที่เป็นพวกกินเนื้อดุร้ายกว่าพวกที่เป็นพรามหมณ์ไม่กินเนื้อสัตว์โดยกำเนิด)
มีความหื่นในความอยาก-ความโกรธ ความมัวเมาน้อยลงเป็นอันมาก
2.ทางเศรษฐกิจ ราคาผักกับเนื้อสัตว์รู้ๆกันอยู่ อาหารเลวๆไม่ได้ทำให้คนโง่ลงเลย ยิ่งเนื้อและผักแล้ว เนื้อเสียอีกกลับจะทำให้โง่ คือหลงรสของมันจนเคยชิน
คนคนเดียวกันนั่นเอง ถ้าเขาเป็นนักเสพผัก จะเป็นคนเข้มแข็ง มีใจมั่นคง ไม่โยกเยกรวนเร ยิ่งกว่าเป็นนักเสพเนื้อสัตว์
(กินผักมากที่สุดกินเนื้อแต่เล็กน้อยเท่าที่จำเป็นจริงๆ ก็เรียกว่านักเสพผัก ผักหมายรวมถึงผลไม้-น้ำตาลสด-ขนมฯลฯ แม้จะหมายถึงนมด้วยก็ได้)
3.ธรรมชาติแท้ๆ ต้องการให้เรากินผัก ขอจงคิดลึกๆหน่อยว่าธรรมชาติสร้างสรรค์พวกเราให้มีความรักชีวิตของตนทุกๆคน
เราควรเห็นอกเห็นใจสัตว์ที่มีความรู้สึกด้วยกัน มิฉะนั้นก็ไม่มีธรรมะเสียเลย ลองส่องดูดวงใจเป็นกลางๆ ไปทั่ว
สัตว์ทุกตัวที่ต้องพลัดพรากจากผัว-เมีย-ลูก-แม่-พ่อ ฯลฯ โดยถูกฆ่าเป็นอาหาร แล้วลองเทียบถึงใจเราบ้าง
เมื่อเราอาจช่วย หรืออาจเสียสละรสที่ปลายลิ้นเพื่อช่วยชีวิตสัตว์ หรือผู้อื่นได้แล้ว
ธรรมของมนุษย์ (สัตว์มีใจสูง)จะไม่ช่วยให้เราทำเพื่อเห็นแก่อกเขาอกเราบ้างเทียวหรือ
แม้พระพุทธองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระเมตตาบารมีอย่างกว้างขวาง ทำไมเราจึงไม่ช่วยในเมื่อเรารู้ว่าเราอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้ แม้ว่าไม่ช่วยก็ไม่บาปก็ตาม ?
สำหรับภิกษุ ไม่จำเป็นจะต้องรับรู้มาถึงเหตุผลของฝ่ายโลกดังกล่าวมานี้ก็จริง
แต่เพราะเป็นเพศนำของเพศอื่น จึงควรดำรงอยู่ในอาการที่เป็นไปฝ่ายข้างพ้นทุกข์สงบเยือกเย็นอยู่เสมอ
ไม่เป็นคนดื้อด้านต่อเหตุผล ไม่เป็นคนเลี้ยงยาก ไม่เป็นคนละเลยต่อการขูดเกลาความรู้สึกของธรรมดาฝ่ายต่ำ
มีการเห็นแต่แก่ตัวหรือ ความอร่อยของตัว เป็นต้น ไม่เป็นผู้หาข้อแก้ตัวด้วย การตีโวหาร ฝีปาก
แต่จะเป็นคนรักความยุติธรรม รักความสงบ แผ่เมตตาไม่จำกัดวง-ไม่จำกัดความรับผิดชอบ
พร้อมด้วยเหตุผลอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นภิกษุจึงไม่ควรนิ่งเฉยต่ออารมณ์ที่เกื้อกูลแก่ความก้าวหน้าในส่วนใจของตนแม้แต่น้อย
การเว้นบริโภคเนื้อ ไม่ใช่เป็นสิ่ง ที่ทรงห้ามหรือฝืนพระบัญญัติสำหรับดวงใจที่ประสงค์
ขูดเกลากิเลสของตน-ดวงใจที่ไม่เอาคนนอกส่วนมากเป็นประมาณ-ดวงใจที่ไม่แพ้ลิ้น-ดวงใจที่ไม่ประสงค์การตีโวหาร
การไม่บริโภคเนื้อสัตว์ ก็เป็นธุดงค์อย่างเดียวกับธุดงค์อื่นๆ ซึ่งทรงตรัสไว้ว่าเป็นการขูดเกลากิเลส
แต่ก็ไม่ทรงบังคับกะเกณฑ์ให้ใครถือ แต่เมื่อใครถือก็ทรงสรรเสริญเป็นอย่างมาก เช่น ทรงสรรเสริญพระมหากัสสป ธุดงค์ 13 อย่าง
บางอย่าง เช่น เนสัขขิกัง ก็ไม่มีใครเชื่อว่าเป็นพุทธภาษิตนัก แม้จำนวนสิบสามก็ไม่ใช่จำนวนที่ทรงแต่งตั้ง
เมื่อเช่นนั้น การขูดเกลาใจด้วนการเว้นเนื้อสัตว์ก็เป็นสิ่งที่รวมลงได้ในธุดงค์ หรือมัชฌิมาปฏิปทานั่นเอง
เพราะเข้ากันได้กับสิ่งที่ทรงอนุญาตในฝ่ายธรรม มิใช่ฝ่ายศีลซึ่งเป็นการบังคับ.
คนธรรมดาติดรสอาหารกันแทบทั้งนั้น มันเป็นเครื่องทดลอง หรือวัดน้ำใจเรา
เป็นบทเรียนที่ยาก แต่เปิดโอกาสให้เราฝึกได้ทุกๆวัน
การเสพผักไม่เสพเนื้อสัตว์ เป็นการฝึกใจช่วยให้ไปถึงการชำระตัณหา
ถ้าท่านยังแย้งว่า การกินผักไม่ได้เป็นการก้าวหน้าของการปฏิบัติธรรม ข้าพเจ้ามีคำตอบแต่เพียงว่า
ท่านยังไม่รู้จักตัวปฏิบัติธรรมเสียเลย ท่านจะรู้จักการกินผักซึ่งเป็นอุปกรณ์ของการปฏิบัติธรรมอย่างไรได้
ขอให้ทราบว่า "การกินผักไม่ได้ถือเป็นลัทธิหรือบัญญัติ" เราฝึกบทเรียนนี้โดยไม่ได้สมาทาน หรือปฏิญาณ อย่างสมาทานลัทธิ หรือศีล
มันเป็นข้อปฏิบัติฝ่ายธรรมทางใจ ซึ่งเราอาษัยหลักกาลามสูตร หรือโคตมีสูตรเป็นเครื่องมือตัดสินแล้ว ก็พบว่าเป็รแต่ฝ่ายถูก ฝ่ายให้คุณโดยส่วนเดียว
เป็นการขูดเกลากิเลสซึ่งพระพุทธองค์สรรเสริญ แต่ถ้าใครทำเพราะยึดมั่น ก็กลายเป็นสีลัพพตปรามาสยิ่งขึ้น
และถ้าบังคับกัน ก็กลายเป็นลัทธิของพระเทวทัต ที่จริงหลักมัชฌิมาปฏิปทา สอนให้เราทำตามสิ่งที่เรามองเห็นด้วนปัญญาว่าเป็นไปเพื่อความขูดเกลากิเลสเสมอ
แต่เรามองเห็นแล้วไม่ทำ ก็กลายเป็นเราไม่ปรารถนาดีไปเอง ส่วนผู้ที่ยังมองไม่เห็นนั้น ไม่อยู่ในวงนี้ มัชฌิมาปฏิปทาคือการทำดีโดยวงกว้าง !
เราไม่ได้เสพผักเพื่อเอาชื่อเสียงว่าเป็นนักเสพผัก(Vegetarian) เลย เราก้าวหน้าในการขูดเกลาใจเพื่อยึดเอาประโยชน์อันเกิดแต่การมีกิเลสเบาบางอีกส่วนหนึ่งเท่านั้น
ข้อสำคัญที่สุด ข้าพเจ้าไม่ได้ขอร้องให้ท่านเป็นนักผัก เป็นแต่แสดงความคิดเห็นของข้าพเจ้าในเรื่องนี้ ขอร้องเพียงให้ท่านนำไปคิดดู
เมื่อท่านไปคิดแล้ว ในกาลต่อไป ท่านจะเป็นนักผักหรือนักเนื้อก็แล้วแต่เหตุผลของท่าน
พุทธบุตรที่แท้จริง คือ "คนมีเหตุผล" ที่จริงนักเนื้อก็ไม่ใช่ผู้อันใครจะพึงรังเกียจ เช่นเดียวกับผู้ไม่สมาทานธุดงค์อย่างอื่น เช่น ทรงไตรจีวร หรืออยู่โคนไม้เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่บังคับ
โมกขพลาราม
๑ ธันวาคม ๒๔๗๗
บางตอนจากหนังสือ ชุมนุมข้อคิดอิสระของ ท่านพุทธทาสภิกขุ
หาโอกาสฟังธรรม แต่อายุยังน้อย จะมีประโยชน์ต่อไปในอนาคตอย่างมาก เมื่อเข้าใจโลกเข้าใจชีวิต เราจะเข้าใจทุกข์และมีสุขมากขึ้น
พระอาจารย์สมบัติ นันทิโก
การทำสมาธิไม่ใช่นั่งหลับตา
รัก-ไม่รัก
เวียนว่าย-ตาย-เกิด
ภิกษุผู้ปรารถนาวิปัสสนา
เพราะติดในสิ่งที่รัก
กรรมเป็นเครื่องผูกพัน
สติมาก กุศลผลบุญมาก
หนทางชนะความโศก
บางกรรมฐานเหมาะกับบางบุคคล
พระอาจารย์สุรศักดิ์ แห่งวัดมเหยงค์
อริยสัจ4
ปฏิบัติธรรมเพื่ออะไร
แนะนำกรรมฐานเบื้องต้น
อนัตตลักขณสูตร
พระอาจารย์ชยสาโร ภิกขุ
วิธีดับทุกข์
มีแค่กายกับใจ
พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
คำตอบของการเกิดเป็นมนุษย์
ควรเร่งปฏิบัติได้แล้ว
ที่พึ่งถาวร
หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี
เหตุบังเอิญไม่มีในโลก
พระในป่า .... หลวงพ่อพบหลวงพ่อดำในป่าขอนแก่น
วิธีดับทุกข์
ผลของกรรม
อาจารย์เสถียร โพธินันทะ
การเวียนว่ายตายเกิด
พระอริยะบุคคล ยังมีอยู่ในโลกหรือไม่
สิ่งทั้งปวงไม่ควรยึดมั่น
นรกสวรรค์มีจริงไหม
ตอบปัญหาเรื่องทรงเจ้า
ดร.สมภาร พรมทา
คุณูปการของพระพุทธศาสนาต่อวงการปรัชญาโลก
มหายานจากมุมมองนักปรัชญา
ความแตกต่างทางปรัชญาระหว่างเถรวาทและมหายาน
ปฏิบัตินิยมทางศาสนา
โฆษณา