26 มี.ค. 2023 เวลา 05:25 • ความคิดเห็น

ศิลปะแห่งการเสียเปรียบ

เมื่อวานได้มีโอกาสฟังพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์เล่าถึงวิธีคิดในการทำดีลของคุณอนันต์ อัศวโภคิน คุณอนันต์บอกว่าถ้าเรารู้สึกว่าดีลนั้นยุติธรรมกับเราเมื่อไหร่แสดงว่าอีกฝ่ายจะต้องรู้สึกว่าเราเอาเปรียบ ดีลที่ดีคือดีลที่เราต้องรู้สึกเสียเปรียบนิดๆ อีกฝ่ายถึงจะรู้สึกยุติธรรม ตอนที่พี่ตุ้มเล่า ผมไม่ได้นึกถึงคุณอนันต์แต่กลับนึกถึงพี่ตุ้มเองมากกว่า…
2
แต่ไหนแต่ไรมา การทำธุรกิจ การเจรจาต่อรอง การค้าขายไม่ว่ายุคใดสมัยใดนั้น ต่างฝ่ายต่างก็พยายามชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบทั้งสิ้น ไม่ว่าการได้เปรียบนั้นจะได้มาจากการต่อรองที่ได้มากกว่า ได้ส่วนแบ่งที่มากกว่า หรือได้ของแถมต่างๆ นานา
1
ความได้เปรียบจึงเป็นเสมือนเป้าหมายของการทำธุรกิจ ซื้อของหรือเจรจาต่อรองไปโดยปริยาย คนที่รู้สึกว่าตัวเองได้เปรียบก็มักจะรู้สึกพึงพอใจในชัยชนะ และอยากจะได้ความได้เปรียบนั้นอีก
ถ้าคิดเร็วๆว่า ในเมื่อมีคนได้เปรียบก็ย่อมต้องมีคนเสียเปรียบเป็นกระจกอีกด้าน โดยส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นจริงตามนั้น แต่ถ้าเราสามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้เปรียบ รู้สึกชนะ โดยที่เราเองก็ไม่ได้รู้สึกเสียเปรียบแต่ประการใด หรือให้อีกฝ่ายได้เปรียบในสิ่งที่เขาอยากได้แล้วเราก็ได้ในสิ่งที่เราอยากได้เช่นกัน
ถ้าเราสามารถทำเช่นนั้นได้ก็จะสามารถทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Win Win ที่เป็นการค้าที่ใครๆก็อยากมีกันทั้งนั้นได้ การทำให้คู่ค้า ลูกค้าหรือแม้กระทั่งพันธมิตรรู้สึกว่าเขาได้เปรียบเรา และทำให้รู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายเสียเปรียบโดยที่เราเองก็ได้ตามที่เราอยากได้ด้วยนั้นจึงเป็นศิลปะที่น่าสนใจ และอยากจะเป็นไอเดียให้คิดในท่าใหม่ๆในการทำธุรกิจได้ในยุคที่การแข่งขันสูงแบบนี้ได้ พอคิดในมุมนี้ก็เลยนึกถึงพี่ที่ผมเคารพมากสองท่านขึ้นมา
ผมเริ่มทำหลักสูตร ABC ที่ศรีปทุมร่วมกับบุคคลสองท่านที่เป็นต้นแบบของการใช้ศิลปะแห่งการเสียเปรียบที่ทำให้ทั้งสองเป็นที่รัก ยอมรับนับถือและเจริญรุ่งเรืองทั้งด้านกัลยาณมิตรและในงานที่ตัวเองทำได้อย่างดียิ่ง ผมเลยอยากจะเล่าเป็นตัวอย่างที่ผมได้เจอด้วยตัวเอง ให้เห็นถึงการใช้ศิลปะด้านนี้ที่ทำให้ครองใจคนและทำให้งานสำเร็จดีกว่าเดิมไปอีกไกล
คนแรกที่ผมอยากเล่าคือพี่ตุ้ม หนุ่มเมืองจันท์ ผู้ที่ไปที่ไหนก็มีแต่คนบอกว่าพี่ตุ้มเคยช่วย เคยเขียนสนับสนุน มีบุญคุณและมีคนรักเต็มไปหมด ผมเองเจอพี่ตุ้มครั้งแรกตอนที่พี่ตุ้มเป็นผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชนและรับผิดชอบการจัดงาน Happy book day ที่เป็นงานขายหนังสือ ผมไปเจรจากับพี่ตุ้มในฐานะที่เป็นตัวแทนดีแทคที่เป็นสปอนเซอร์ในงานนั้น
พอเจอกันแทนที่จะเจรจาต่อรองว่าแต่ละฝ่ายจะเอาอะไรเพิ่มจากอีกฝ่ายนั้น พี่ตุ้มกลับเปิดด้วยว่ามติชนจะขอให้ดีแทคเพิ่มอะไรบ้าง เช่นให้สื่อโฆษณาเพิ่ม ให้พื้นที่เพิ่ม ผมเองก็งงๆและรู้สึกเกรงใจ กลัวมติชนจะเสียเปรียบก็เลยเสนอกลับว่าในเมื่อมติชนให้เพิ่มแบบนี้ ผมก็เลยเพิ่ม sms ให้ละกัน พี่ตุ้มก็คงเกรงใจผม ก็เลยเพิ่มโน่นนี่ให้อีก แย่งกันเพิ่มไปเพิ่มมาจนงานนั้นจัดด้วยความสนุกสนานและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
เป็นตัวอย่างศิลปะแห่งการเสียเปรียบของพี่ตุ้มที่ผมนำไปใช้ตามอยู่บ่อยครั้งหลังจากนั้น…
บุคคลที่สองก็คืออาจารย์เน่ง รัชนีพร พุคยาภรณ์ อธิการบดีและเจ้าของมหาวิทยาลัยศรีปทุมซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเอกชนที่มาแรงมากๆในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เมื่อแปดปีก่อนพี่เน่งชวนผมกับพี่ตุ้มทำหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม เราสองคนในตอนนั้นเพิ่งออกจากงานก็ยังต้องระมัดระวังเรื่องการลงทุนอะไรกันอยู่ พอคิดไอเดียไปก็ไม่ได้มั่นใจว่าจะมีคนเรียนเพราะไม่มีใครเคยทำหลักสูตรแนวนั้นมาก่อนก็ลังเลไม่กล้าเริ่มอยู่นาน
พี่เน่งก็เลยวางข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธได้ว่าน้องทั้งสองอย่างได้คิดมาก ลองมาทำหลักสูตรกันดู ให้เงินเดือนเราสองคน ถ้ากำไรก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนกันแต่ถ้าขาดทุนพี่เน่งรับเอง เป็นข้อเสนอที่พี่เน่งเสียเปรียบสุดๆ ซึ่งทำให้เราทั้งคู่ตัดสินใจทำหลักสูตร ด้วยความเกรงใจ ทุ่มเทอย่างเต็มที่เพราะกลัวพี่เน่งจะขาดทุน จนกลายเป็นหลักสูตร ABC ในปัจจุบัน
ทั้งสองท่านเป็นตัวอย่างของการใช้ศิลปะแห่งการเสียเปรียบได้อย่างดียิ่ง ไม่ใช่เฉพาะกับผมแต่กับการทำงานที่ผมได้เห็นได้ยินมาตลอด การเริ่มต้นด้วยการเสียเปรียบนั้นคงต้องเริ่มมาจาก Mindset ที่ไม่เห็นแก่ตัวก่อนเป็นปฐม คิดถึงผลลัพธ์ระยะยาว และคิดถึงความรู้สึกของผู้ร่วมงานเป็นหลัก
รวมถึงการไม่ได้คิดถึงการเอาชนะคะคานและกลับยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีมากกว่า ในยุคสมัยนี้ที่การเอาชนะใจคนทำได้ยากยิ่ง การเริ่มต้นจากการ “เสียเปรียบ” จึงอาจจะเป็นวิธีการใหม่ที่ทำไปสู่การได้ใจลูกค้าหรือคู่ค้า ซึ่งจะนำมาซึ่งโอกาสดีๆในระยะยาวก็ได้
มุทิตาจิต จึงเป็นหัวใจของศิลปะของการเสียเปรียบ ที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกได้เปรียบโดยที่เราเองกลับไม่รู้สึกว่าเสียเปรียบเลยด้วยซ้ำ ถ้าเรายินดีเมื่อคนอื่นได้ดีแล้ว เราจึงจะสามารถเข้าใจศิลปะนี้ได้อย่างลึกซึ้ง
ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามีโอกาสทำธุรกิจกับเพื่อนที่น่าจะไปได้ดีแล้วแบ่งกัน 50/50 แทนที่จะพยายามเอาให้เราได้ 70 ขอให้เราลองเอาแค่ 30 ก็พอและให้อีกฝ่ายได้ 70 ด้วยความคิดในมุมที่ไม่ได้จะเอาชนะที่ต้องเอาเปรียบคนอื่นให้มากที่สุด แต่ในมุมที่เดิมไม่มีอะไร ได้มา 30 ก็ถือเป็นกำไรแล้ว และยินดีกับคนที่ได้มากกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นคนที่เราสนิทสนมชอบพอ
2
แล้วการเสียเปรียบ ได้น้อยกว่านั้นดีอย่างไร จากตัวอย่างของพี่ตุ้มและพี่เน่งก็คือแบรนด์หรือชื่อเสียงของท่านที่ใครๆก็อยากมาทำงานด้วย การได้รับการยอมรับและนับถือจากผู้ร่วมงาน
ได้ความไว้วางใจอันจะทำไปสู่โอกาสดีๆอีกมากมายเสียเปรียบแล้วได้มาแค่ 30 แต่ก็อาจจะนำพาซึ่ง 30 นั้นอีกหลายครั้งจนเกิน 70 ไปได้อย่างแน่นอน ข้อดีอีกอย่างหนึ่งก็คือว่าถ้าเรายอมเสียเปรียบแล้วถูกเอาเปรียบต่อเนื่อง เราก็จะรู้ได้โดยง่ายว่าควรจะทำอะไรกับใครต่อด้วยหรือไม่
1
ความเสียเปรียบจึงเป็นศิลปะทางธุรกิจหรือแม้แต่การใช้ชีวิตที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งในยุคนี้สมัยนี้นะครับ…
โฆษณา