31 มี.ค. 2023 เวลา 10:25 • ประวัติศาสตร์

สุดยอดนักฟุตบอลผิวสี LGBTQ ที่เเขวนสตั๊คพร้อมกับชีวิตในวัยอันควร

เนื้อหาที่เล่าจะเป็นที่ดาร์ก ในสังคมผู้ดีอังกฤษ ในช่วงยุค80s ที่ในสมัยนั้นเป็นแทบจะไม่มีใครยอมรับบุคคล LGBTQ เดี๋ยวหมอจะเล่าให้อ่าน
JUSTIN FACHANU (จัสติน ฟาชานู)
ผู้อยู่จุดสูงสุดนักฟุตบอลผิวสี
อดีตนักฟุตบอลอังกฤษชื่อดัง
ที่สังเวยชีวิตตัวเองเพราะ LGBTQ
หมอ อยาก เล่า
จัสติน ฟาชานู เป็นชาวอังกฤษ ที่มีน้องชายอีกคน
ชื่อ จอร์น ฟาชานู ในชีวิตวัยเด็กทั้ง2ถูกแม่แท้ๆ
ส่งไปสถานเด็กกับพร้า เพราะยากจนไม่มีเงินพอที่
จะเลี้ยงดูให้เติบโตอย่างที่ควรจะเป็นนั่นเอง
เมื่อทั้งสองได้รับเข้ามาในครอบครัวอุปการะ ทั้งสองพี่น้องได้โตมาพร้อมกับฝีเท้าในการเล่นฟุตบอลที่หาใครมาเปรียบได้ยาก จนทั้งคู่ได้ย้ายไปอยู่สโมสรเดียวกัน นั่นคือทีม นอริช ซิตี้
ฝีเท้าจัสติน จะโดนเด่นมากว่าจอร์นผู้น้องเป็นอย่างมาก ด้วยการเล่นที่ครบเครื่องเรื่องยิงประตู โดยลูกแจ้งเกิดคือลูกยิงสุดสวยในทีม ลิเวอร์พูล และเป็นลูกยิงยอดเยี่ยมแห่งปีอีกด้วย
ด้วยฝีเท้าของเขา และมีทีมซื้อตัวเขาไปอยู่กับสุดยอดทีม นอร์ทติ้งแฮมฟอเรส ที่มีสุดยอดโค้ช และนักเตะในทีมสตาร์อีกมากมาย ในราคาค่าตัว1ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคานักเตะผิวสีอังกฤษคนแรกที่แพงที่สุด
แต่แล้วด้วยความพลิกผันของชีวิตจัสตินก็เริ่มต้นขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เพราะความลับที่เขาเป็นเกย์รั่วไหลออกมาเพราะแฟนบอลเห็นจัสตินเข้าออกบาร์เกย์เป็นประจำ
แน่นอนว่าการที่จัสตินมีชื่อเสียงก็เริ่มมีข่าวพาดหน้าหนึ่งหนังพิมพ์แต่ละสำนักต่างๆ อย่างประโยคที่ว่า "ตุ๊ดลิงดำในคราบนักเตะ"
พอข่าวเรื่องของจัสตินออกมาไม่ขาดสาย ทำให้เพื่อนๆในทีมฟอเรสไม่อยากจะเข้าใกล้และอาบน้ำด้วยซ้ำพร้อมกับแซวจัสติน ว่า "ที่ไม่กล้าเข้าใกล้ก็เพราะกลัวแกอัดตูดยังไงล่ะ" แม้กระทั่งโค้ชที่เขาเคารพมักเหยียดรสนิยมทางเพศซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ด้วยสถานการณ์ช่วงแรกๆ จัสตินคิดในแงบวกโดยมองว่าเป็นเรื่องขำๆกันในทีมแหละ แต่นับวันยิ่งนานเป็นเดือนมันก็ทำให้จัสตินเริ่มที่จะขำไม่ออกกับการดูถูกเหยียดหยาม
มันทำให้จิตใจเขาย่ำแย่ไม่มีความมันใจในตัวเอง ทำให้ยิงประตูไม่ได้ อีกทั้งยังมีแฟนบอลทีมตัวเอง โห่ใส่ ด่าเสียๆหายๆ แน่นอนครับว่าโค้ชก็ไม่เลือกให้เขาลงสนาม แม้กระทั้งม้านั่งสำรองก็ไม่มีชื่อ
และพอเป็นแบบนี้ทางทีมฟอเรสเลือกที่จะปล่อยเขาออกจากทีมทันทีโดยไม่สนว่าจะขาดทุนหรือไม่ ด้วยคำพูดที่ว่า "ฟุตบอลเป็นกีฬาของลูกผู้ชายคงไม่เหมาะกับชายรักชายอย่างนายหรอก" ก่อนที่ทีมจะปล่อยตัวเขาออกไป
จัสตินเลือกที่จะพึ่งศาสนายึดเหนี่ยวจิตใจให้กลับมาดี แต่ทางศาสนจักรก็ไม่อยากต้อนรับ เพราะในเวลานั้นการที่มีรสนิยมทางเพศแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องผิดต่อศาสนามากๆในเวลานั้น
หมอ อยาก เล่า
แต่เรื่องฝีเท้าก็ยังพอที่จะขายไปเล่นฟุตบอลต่อได้ และเขาก็มาอยู่กับทีมเลตัน พร้อมกับเพื่อนเก่าในทีมฟอเรสที่เห็นอกเห็นใจเขา มันทำให้ตัวเขามีพลังใจในการเล่นเตะบอลอีกครั้ง
แต่ใช่ว่าเขาจะมีความสุขเสียทีเดียว เพราะยังมีแฟนบอลทีมตัวเองตะโกนด่ารสนิยมจนถึงสีผิว แม้นักเตะคู่แข่งก็เล่นแรงใส่จัสตินอยู่เสมอ แถมยังเย้ยเหยียดหยามใส่แม้ตัวเองจะกองพื้นสนามก็ตาม
จัสตินเลยเลือกที่จะประกาศให้ทั่วโลกรู้กับรสนิยมตัวเองผ่าน "เดอะซัน" โดยที่เดอะซันก็จ่ายค่าตอบแทนให้เช่นกันเป็นจำนวน 2หมื่น5พันปอนด์
ในเหมื่อจัสตินเลือกที่จะทำแบบนั้น ทางจอร์นผู้เป็นน้องชายจัสตินที่กลายเป็นสุดยอดนักเตะติดทีมชาติอังกฤษ ด้วยความที่จอร์นรู้รสนิยมพี่ชายมาตั้งแต่เด็ก และด้วยความพี่น้องคู่นี้ชอบทะเลาะไม่ลงรอยกันอยู่ เขาจึงออกมาห้ามแล้วให้เงินพี่ชาย 7หมื่น5พันปอนด์
ซึ่งจอร์นที่ยังห่วงพี่ชายตัวเองอยู่ถึงแม้จะไม่ค่อยถูกกันเท่าไหร่ก็ตาม คงเพราะด้วยความที่เป็นพี่น้อง จอร์นได้บอกกับจัสตินไป
นายรับเงินนี่ไปซะ แล้วก็หุบปากตัวเองก่อนที่เรื่องราวจะบานปลาย แล้วใช้ชีวิตของตัวเองสนุกไปกับฟุตบอลต่อไปซะ
จอร์น ฟาชานู (น้องชาย)
แต่จัสตินเลือกที่จะเมินเฉยต่อคำพูดน้องตัวเอง จัสตินเลือกที่จะตีแผ่รสนิยมทางเพศให้กับเดอะซัน เพราะทนแรงกดดันกับการเหยียดเพศและดูถูกจากสังคมแทบทนไม่ไหว
พอจัสตินเลือกทำแบบนี้มันทำให้จอร์นทะเลาะ
กับจัสตินจนทำให้รอยร้าวที่มีอยู่แล้วของพี่น้อง ฟาชานูได้พังลง และตัดความสัมพันธ์พี่น้องขาดทันที
จากการสัมภาษย์กับสำนักข่าวเดอะซัน ก็มีพาดหัวเป็นตัวหนังสือเต็มหน้าแรกทำเอาช็อกไปทั่ววงการฟุตบอลทันที
นักฟุตบอลคนแรกของโลกที่เป็นเกย์?
เดอะ ซัน
เหตุการณ์หลังจากออกมาเปิดเผยมันทำให้ตัวเขาเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยจากคดีฆาตกรรม และผู้ตายก็เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับจัสติน แต่คดีนี้ก็ปัดตกไปเพราะไม่มีหลักฐานที่จะเอาผิดจัสตินสักชิ้นเดียว
หลังจากนั้นจัสตินก็แขวนสตั๊คในการเป็นนักฟุตบอล แล้วหันไปเอาดีในด้านโค้ชให้กับทีมเยาวชน
แน่นอนว่าจัสตินอยู่ไหนก็จะมีคนเหยียดดูถูกตลอดเวลา โดยเฉพาะผู้ปกครองเด็กนักเตะเยาวชน ทางผู้ปกครองที่รู้ว่าจัสตินเป็นโค้ชให้กับลูกๆเขาก็เลือกที่จะพาลูกตัวเองย้ายสโมสรหนี
ทางจัสตินจึงเลือกทีจะลาออกเพื่อที่จะให้เด็กเยาวชนสานความฝันของตัวเองต่อไปในที่นี้
และเรื่องราวชีวิตที่ใกล้ถึงจุดจบได้เริ่มต้นจาก
คดีข่มขืนวัยรุ่นชาย ที่มีจัสตินเป็นผู้เกี่ยวข้อง แต่ทาง
จัสตินเลือกที่จะปฏิเสธข้อกล่าวหาข่มขืน และให้การว่าเป็นการสมยอมที่ตกลงกับผู้เสียหายวัยรุ่นมาก่อนแล้ว แน่นอนว่ายังไงก็ไม่รอดที่จะนอนคุกแน่ๆ เพราะว่าเขาเป็นเกย์ อีกทั้งยังเป็นคนผิวสีอีกด้วย
เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 1998 วาระสุดท้ายของ
ชีวิตจัสตินก็มาถึงจุดจบของชีวิต เพราะมีรายงาน
จากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจรายงาน ว่า
พบศพวัยกลางคนเสียชีวิตจากการผูกคอตัวเองในบ้านพัก ซึ่งศพที่ว่า คือ
จัสติน ฟาชานู วัย37ปี อดีตนักฟุตบอลชื่อดัง
ทางรายงานตำรวจ
ซึ่งก่อนเสียชีวิตเขาได้ออกมาพูดเกี่ยวกับคดีข่มขืนชายวัยรุ่นที่เป็นคดี ว่า
เชื่อไหมว่าผมไม่ได้ทำ เพราะผมไม่ได้ทำจริงๆ แต่พวกเขาจะเอาผิดผมให้ได้ เพียงเพราะผมเป็นเกย์ เป็นไอ้ตุ๊ดลิงดำไง
ถ้าผมไม่เป็นเกย์ ไม่เป็นคนผิวสี ทุกคนคงจะปฏิบัติดีกับผมในฐานะมนุษย์อยู่ใช่ไหม
จัสติน ฟาชานู
คนเราไม่มีใครเลือกได้หรอกครับ ไม่มว่าจะหน้าตา สีผิว เพศ รสนิยมทางเพศ
แต่สิ่งที่เราเลือกได้ คือ การให้เกียรติ
และเลือกว่าจะปฏิบัติ LGBTQ อย่างไร
ถึงคุณจะไม่ชอบ แต่ขอเพียงแค่คุณให้เกียรติในการตัดสินในในการเลือกรสนิยมทางเพศ หรือในฐานะมนุษย์คนนึงก็พอ
คุณจะดูเป็นมนุษย์
ก็ต่อเมื่อคุณเป็นมนุษย์ที่ใช้สมอง
หมอ อยาก เล่า
ติชมได้นะครับ ให้ปรับปรุงตรงไหนยังไงบ้าง
ขอบคุณครับ
โฆษณา