Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ณ
ณรงค์ ชื่นนิรันดร์
•
ติดตาม
9 เม.ย. 2023 เวลา 06:19 • ประวัติศาสตร์
กว่าจะมาเป็นชื่อ ภูเก็ต
By..ณรงค์ชื่อนิรันดร์
จังซีลอน อาจเป็นชื่อแรกที่โลกรู้จักเมืองภูเก็ต เมื่อนักดาราศาสตร์และนักภูมิศาสตร์ชาวกรีก ในยุคกลางของยุโรป ชื่อ คลอเดียส ทอเลมี (Claudius Ptolemy) )กล่าวถึงในแผนที่เดินเรือ ที่เขียนขึ้นในช่วงพ.ศ 700 เส้นทางนั้นระบุว่า การแล่นเรือมายังแหลมสการามาเซ็น หรือแหลมมลายู จะต้องผ่านแหลมจังซีลอน หรือแหลมฉลาง
เมืองภูเก็ต มีประวัติความเป็นมา หลายกระแสเรื่องเล่าพื้นบ้านบอกว่า เป็นเกาะที่ค้นพบโดยชาวประมงเดิมเรียกว่า บูกิต (Bukit) ซึ่งออกเสียงตามภาษามลายูแปลว่า "ภูเขา" เพราะเมื่อมองจากทะเลจะเห็นเหมือนมีภูเขา โผล่ขึ้นกลางน้ำมาก ๆ "ภูเก็ต" มาจากคำว่า "ภูเก็จ" แปลว่า 'ภูเขา" มีค่าตรงกับบันทึกเอกสารเมืองถลาง
ชื่อภูเก็ต ที่ใช้ ต.เต่า เช่นทุกวันนี้ไม่พบหลักฐานความเป็นมารู้ แต่ว่าเริ่มใช้ในสมัยรัชกาลที่ 5 และก็ไม่มีความหมาย ในภาษาไทย แต่ถ้าเป็นชื่อ "ภูเก็จ" ที่ใช้ จ.จาน มีหลักฐานปรากฏ และมีความหมายว่า "ภูเขาแก้ว"
สืบย้อนไปตั้งแต่สมัยอยุธยา ชื่อ "ภูเก็จ" และ "ภูเก็ต" ไม่มีปรากฏอยู่ในหลักฐานเอกสารใด นักเดินเรือในยุคโบราณ เรียกเกาะนี้ว่า แหลมจังซีลอน (Junk Ceylon) ส่วนคนพื้นเมือง เรียกดินแดนของตนว่า "สลาง"หรือ "ถลาง "
ชาวมลายูเรียกถลางว่า "ยงซีลัง" (Jong Silang) "ยง" คือ "สำเภา" "ซีลัง" หมายถึง "สถานที่หรือชุมทาง" ที่เรือสำเภาผ่านมา อังกฤษออกเสียงแบบบ้านเราไม่ได้ จึงเรียกว่า "จังซีลอน" (แผนที่โบราณเขียนว่า Junk seilon) ฝรั่งเศส ในยุคเดินเรือโบราณเรียกว่า "ยองสะลัม" (Jonsalam) ประมาณอังกฤษชวนให้เขียนเป็น Junk Ceylon
สมัยกรุงศรีอยุธยา "ถลาง" เป็นเมืองในการปกครองของนครศรีธรรมราช เรียกว่า "เมืองตะกั่วป่าถลาง" และเป็นแหล่งแร่ดีบุก ของอยุธยาครั้งถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงทำสัญญาทางไมตรีกับฝรั่งเศส หนังสือฉบับไทย ก็เรียกว่าเมืองถลาง เมืองที่เป็นส่วนหนึ่งของ สงคราม 9 ทัพครั้งสุดท้าย ก่อนที่ไทยจะก้าวสู่โลกยุคใหม่ ในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยอยุธยา จนถึงรัชกาลที่ 1 เมืองถลาง ในเวลานั้น มีชุมชนไม่มาก เช่น บ้านสะปำ บ้านป่าคลอก บ้านหม่านิก บ้านกะทู้ ชาวบ้านมีอาชีพเกษตรกรรม หาของป่าและทำการประมง หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 การค้ากับต่างประเทศซบเซา รวมทั้งการทำเหมืองแร่ในถลาง
เมื่อบ้านเมืองสงบ จึงเริ่มฟื้นฟูการค้ากับต่างประเทศขึ้นใหม่ ตรงกับช่วงเวลาที่อังกฤษขยายอาณานิคม มายังภูมิภาคนี้ โดยมอบหมายให้กัปตันฟรานซิสไลท์(Francis Light ) เข้ามาตั้งสถานีรับซื้อแร่ดีบุกในภูเก็ต
กัปตัน ไลท์อยู่ในภูเก็ตเกือบ 20 ปีและได้เสนอให้ใช้เมืองภูเก็ต เป็นศูนย์กลางการปกครอง แต่ไม่สำเร็จจึงเปลี่ยนไปเป็น เมืองปีนัง หรือเกาะหมากแทนอังกฤษ ตั้งบริษัท English East India. ในปีนังเพื่อเป็นศูนย์กลาง ค้าขายแร่ดีบุกในเอเชีย รวมทั้งถลาง
ในยุคที่เหมืองแร่ดีบุกรุ่งเรือง คนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เรียกว่า "ภูเก็จ" หรือ "ภูเก็ต" แต่เรียกว่า "ทุ่งคา" ตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น ในปีพ.ศ 2448 กัปตันไมล์ล ( Edward T .Miles) ชาวออสเตรเลียเดินทางเข้ามาภูเก็ต ก่อตั้ง บริษัททุ่งคาฮาร์เบอร์ เพื่อทำกิจการเหมืองแร่ดีบุก ปีพ.ศ 2448 บริษัททุ่งคาคอมเปาวน์และ บริษัท สเตรมเทรดดิ้ง เข้ามาค้าขายแร่ดีบุก
ชื่อ ภูเก็จ ปรากฏขึ้น ตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี พบคำนี้ในเอกสารเมืองถลาง ตั้งแต่ปีพ.ศ 2328 และหลักฐานอื่นๆที่อ้างอิงถึงการใช้ "ภูเก็จ" ในเวลาต่อมาเช่น
(1).จดหมาย เมืองภูเก็จ หมายถึงตำแหน่งเจ้าเมืองถึง พระยาราชกปิตัน หรือฟรานซิสไลท์ จดหมายเหตุเมืองถลาง ของท้าวเทพกระษัตรีถึงพระยาราชกัปปิตัน กล่าวถึง เมืองเก็จ ตำแหน่งของคุณเทียน บุตรท้าวเทพกระษัตรี ซึ่งต่อมาได้รับพระราชทาน ตำแหน่งเป็น พระยาเพชรคีรีศรีพิชัยสงครามรามคำแหง ซึ่งหมายถึงตำแหน่งผู้ครองเมืองภูเขาแก้ว
(2) พระราชหัตถเลขา ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) เมื่อครั้งดำรงพระยศ เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธสยามมกุฎราชกุมาร ทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในจดหมายเหตุ ประพาสเมืองปักษ์ใต้รศ 128 ใช้พระนามแฝงว่า "นายแก้ว" มีความต่อหนึ่งว่า
"ส่วนเมืองภูเก็จ นั้นเป็นเมืองที่จะมีขึ้นมาใหม่ ๆ ผม"กุ"ว่าชื่อน่าจะมาจาก ภาษามลายูว่า บูกิต แปลว่า "เขา" แล้วจึงแปลมาเป็น "พูเก็ต" ต่อมาบางทีจะมีใครมีความรู้ภาษาไทยดี ๆ มาคิดเขียน เสียใหม่ว่า ภูเก็จ ให้สำเนียงคงอยู่ อย่างเดิมแต่ให้มีคำแปลได้ขึ้นคือผสมคำภูแปลว่าเขา "เก็จ" แปลว่าฝั่งเข้าด้วยกัน
เมืองภูเก็จ ยังมีชื่อได้ยินฝรั่ง ฉันพ่อค้าใช้เรียกอยู่มากอีกอย่างหนึ่งคือ "ทองคา" ชื่อ ทองคา นี้มาจากคำไทยว่า "ทุ่งคา" คือทุ่งที่มีหญ้าคามาก พวกจีนพูดสำเนียงไทยไม่ชัด เรียกหมู่บ้านทุ่งคาว่า "ท่องคา" ฝรั่งเรียกตามจีนอีกชั้นหนึ่งนี่ไม่ใช่กุ เป็นความที่จริง"
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ 2542 บัญญัติไว้ว่า "กุ" คือการสร้างให้เป็นเรื่องเป็นข่าวขึ้นโดยไม่มีข้อมูลดังนั้นชื่อ "ภูเก็จ" ที่ว่ามาจากคำว่า "บูกิต" ในภาษามลายูนั้นเป็นการกุ คือพูดเล่นๆโดยไม่มีมูลความจริง
(3). ตราประทับของกระทรวงมหาดไทยประจำมณฑลเขียน " มณฑลภูเก็จ"..
(4). เครื่องบินประจำมณฑลเขียนข้างเครื่องบินว่า "มณฑลภูเก็จ"
(5). ภาพแผนที่ระหว่างซึ่งเขียนโดยกรมแผนที่ทหารใช้คำว่า "ภูเก็จ"
(6).บันทึกของสาธารณสุขมณฑลเขียนว่า " มณฑลภูเก็จ"
จากภูเก็จ เปลี่ยนมาเป็น "ภูเก็ต" โดยไม่ทราบสาเหตุ แต่ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา ตั้งแต่ปีพ.ศ 2450 เป็นต้นมาในฐานะ "มณฑลภูเก็ต" ในสมัยรัชกาลที่ 5 และต่อมาเปลี่ยนเป็นจังหวัดภูเก็ต
ไม่ว่าจะชื่อ จังซีลอน ยงซีลอน ยองสะลัม ถลาง ฉลาง ทุ่งคา ภูเก็จ หรือ ภูเก็ต ล้วนเป็นนามเรียกแผ่นดินริมฝั่งทะเลอันดามัน ที่เกิดขึ้นต่างกันต่างวาระ แม้นแต่คำว่าคนภูเก็ต ครั้งหนึ่งก็เคยเขียนว่า Phuketian ก่อนจะมาเป็น Phuket people ธรรมดา ๆ อย่างทุกวันนี้
แม้จะลงเอยด้วย ชื่อภูเก็ต แต่นามที่เกิดในการต่างๆยังคงคุณค่าทางใจและเป็นต้นทุน ที่สามารถต่อยอดธุรกิจท่องเที่ยว การผลิตสินค้าที่ระลึกและบริการที่เชื่อมโยง กับการท่องเที่ยวเมืองภูเก็ต
อ้างอิง Reference
ศูนย์นวัตกรรมการออกแบบอุทยานวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
&&&&&&&&&&&&
ประวัติศาสตร์
ความรู้
ความรู้รอบตัว
1 บันทึก
2
1
2
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย