24 ก.ค. 2023 เวลา 10:00 • ไอที & แก็ดเจ็ต

เมื่อ AI ยกระดับภัยคุกคาม โคลน ‘เสียงมนุษย์’ จนแทบแยกไม่ออก

AI ปัจจุบันกำลังน่ากลัวมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าสู่จุด “เลียนแบบเสียงพูดมนุษย์ได้แล้ว” อย่างคล้ายคลึงมากจนแทบแยกไม่ออก ส่งผลกระทบต่ออาชีพนักพากย์เสียง จนอาจทำให้ “ตกงาน” ได้ในอนาคต
1
เห็นได้จากกรณีนักพากย์เสียงชาวไอร์แลนด์ที่ชื่อ เรมี มิเชล คลาร์ก (Remie Michelle Clarke) ซึ่งเคยพากย์เสียงโฆษณาให้กับบริษัท Mazda, Mastercard และ Bing ของ Microsoft
วันหนึ่ง มิเชล คลาร์กถึงกับประหลาดใจ เมื่อพบว่าเสียงตัวเองไปอยู่ในเว็บ Revoicer.com ในเสียงผู้หญิงที่ชื่อว่า “โอลิเวีย” ซึ่งเมื่อเปิดฟังแล้วก็คล้ายเสียงตัวเองมากจนน่ากลัว
เธอสงสัยว่า เสียงของตัวเองไปอยู่ในเว็บนั้นได้อย่างไร ก็พบความจริงว่า บริษัท Revoicer สามารถใช้เสียงเธอผ่านข้อตกลงอนุญาตให้ใช้สิทธิกับบริษัท Microsoft ซึ่งเมื่อเรื่องดังกล่าวกลายเป็นประเด็นในหน้าหนังสือพิมพ์ ทางบริษัท Revoicer ก็ตัดสินใจนำเสียงของเธอออกจากเว็บไซต์
จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มิเชล คลาร์กกังวลใจว่า เสียงของเธออาจถูกใช้ในที่อื่น ๆ อีก โดยที่เธอไม่ได้รับรู้
รวมถึงยังกังวลถึงความมั่นคงในอาชีพตัวเอง จากการที่บริษัทต่าง ๆ เคยจ้างเธอพากย์เสียง 30 วินาทีในราคา 2,000 ดอลลาร์ หรือราว 70,000 บาท ในขณะที่เสียงพากย์จาก AI มีราคาเพียง 27 ดอลลาร์ หรือราว 1,000 บาทต่อเดือน ด้วยเหตุนี้ จึงอาจทำให้บริษัทลูกค้าไม่เลือกจ้างเธอและไปจ้าง AI แทน
📌​ลิขสิทธิ์เสียงพูดถูก AI โคลนนิ่ง
เสียงพูดที่สร้างโดย AI กำลังก่อปัญหาทางลิขสิทธิ์ขึ้น เมื่อกฎหมายในปัจจุบันยังสรุปไม่ได้ว่า ใครควรเป็นเจ้าของเสียงที่ถูกสร้างโดย AI รวมไปถึงกรณีที่เสียงของเจ้าของเสียง ถูกขายต่อให้กลุ่มที่สาม (Third Party) เพื่อใช้ฝึก AI เลียนแบบเสียงต้นฉบับด้วย
ดังจะเห็นได้จากนักพากย์เสียงที่ชื่อ ไมค์ คูเปอร์ (Mike Cooper) จากรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐ เปิดเผยว่า รู้สึกโกรธ เมื่อพบตัวอย่างเสียงของตัวเองอยู่ในคลังไฟล์ลงเสียงที่ประกาศขายโดยบริษัทรายหนึ่ง
แต่ไม่นานหลังจากนั้น ก็จำได้ว่าได้เซ็นสัญญายินยอมให้เสียงตัวเองถูกใช้ในที่อื่นได้ ซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างยิ่ง
“ผมประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไปมาก ผมคิดผิดมหันต์” คูเปอร์กล่าว
ปัญหาลิขสิทธิ์เสียงในปัจจุบัน คือ นักพากย์เสียงหลายคนยินยอมเซ็นสัญญาให้บริษัทลูกค้าสามารถใช้เสียงตัวเองได้โดยไม่จำกัด รวมถึงขายให้ฝ่ายที่สาม ซึ่งอาจใช้เสียงของมนุษย์ที่มีเอกลักษณ์ในการฝึก AI และสร้างเสียงที่คล้ายคลึงต้นฉบับนี้ขึ้นมา โดยเสียงที่สร้างโดย AI มักถูกขายในราคาถูกกว่าเสียงต้นฉบับหลายเท่า
📌​อาชีพนักร้องตกอยู่ในความเสี่ยง
นอกจากอาชีพนักพากย์แล้ว อาชีพนักร้องก็เผชิญความเสี่ยงเช่นกัน เมื่อใน Tiktok มีบุคคลที่ใช้นามแฝง ghostwriter977 ใช้ AI สร้างเพลงใหม่ที่ชื่อ "Heart on My Sleeve" โดยใช้เสียงเลียนแบบศิลปินเพลงชาวแคนาดาชื่อดังอย่าง “เดรก” (Drake) และ “เดอะวีกเอนด์” (The Weeknd)
ผลปรากฏว่าคล้ายกันมาก โดยถูกโพสต์เมื่อวันที่ 4 เม.ย. 2566 จนแพร่หลายในสื่อโซเชียลมีเดียหลายแห่งไม่ว่าจะเป็น Tiktok, Apple Music, Spotify และ YouTube
อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา กลุ่มธุรกิจค่ายเพลง Universal Music Group เกิดความไม่สบายใจ และเพลง "Heart on My Sleeve" ก็ถูกถอดออกจาก YouTube และ Spotify อย่างรวดเร็วเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
📌​เครื่องมือ “สร้างสถานการณ์ปลอม” เพื่อเรียกค่าไถ่
AI สามารถเลียนแบบเสียงคนรักของเรา ไม่ว่าจะเป็นลูก พี่น้อง ญาติในครอบครัว เมื่อญาติพี่น้องตกอยู่ในอันตราย สิ่งที่เราอยากได้ยินมากที่สุดคือ เสียงของพวกเขา
ดังนั้น มิจฉาชีพจึงใช้จุดนี้สร้างสถานการณ์ที่ดูเหมือนว่าคนรักเราถูกกักขัง และใช้ AI ปลอมเป็นเสียงคนที่เราไว้ใจ ทำให้เราใจอ่อนและยอมโอนเงินจำนวนมากให้มิจฉาชีพ โดยที่คนรักเราไม่ได้ตกอยู่ในอันตรายจริง ๆ
นอกจากการเรียกค่าไถ่ เสียงเสมือนยังถูกใช้เพื่อหลอกให้โอนเงินได้อีกด้วย โดยอ้างว่าประสบความเดือดร้อนทางการเงิน ถูกคดีร้ายแรง ซึ่งถ้าเป็นเสียงมิจฉาชีพจากแก๊ง Call Center ทั่วไป เราอาจรู้ทันและไม่โอนเงินให้ แต่ถ้าเป็นเสียงของคนรักที่ถูกปลอมโดย AI ก็เป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ
โฆษณา