“Tove Jansson” ชีวิตและเรื่องรักในมนต์รัก มนต์มูมิน

เมื่อพูดถึงโทรลล์ตัวสีขาวที่หน้าตาเหมือนฮิปโปแคระอย่าง “มูมิน” แล้ว ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลาย ๆ ท่านอาจจะได้เคยเห็นผ่านตามาบ้าง ถึงแม้จะไม่ใช่แฟนคลับของมูมินก็ตาม
ในสัปดาห์นี้ Bnomics Blockdit Original ยังคงนำเสนอเรื่องราวของนักเขียน LGBTQ+ ที่ทรงอิทธิพลต่อวงการสื่อและวรรณกรรมจนถึงปัจจุบัน โดยในวันนี้เราทำความรู้จักกับ “ตูเว ยานซอน” (Tove Jansson) สตรีผู้อยู่เบื้องหลังเจ้าโทรลล์สีขาวอันเป็นที่รักของทั้งเด็กและผู้ใหญ่จากทั่วทุกมุมโลก
📌 ทายาทครอบครัวศิลปิน
ตูเว ยานซอน เกิดเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ปี 1914 ในกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ ครอบครัวของเธอเป็นครอบครัวที่พูดภาษาสวีดิชเป็นภาษาหลัก เธอเติบโตมาในครอบครัวของศิลปิน โดยพ่อของเธอ วิกตอร์ ยานซอน (Viktor Jansson) เป็นประติมากรที่มีประติมากรรมชิ้นสำคัญอย่างคอนวัลวูลัส (Convolvulus) ที่สวนสาธารณะไกซาเนียมี (Kaisaniemi) ในกรุงเฮลซิงกิ ส่วนแม่ของเธอ ซิกเน ฮามมาร์สเติน ยานซอน (Signe Hammarsten-Jansson) เป็นนักวาดภาพประกอบทำงานให้กับธนาคารแห่งฟินแลนด์และมีผลงานสำคัญคือ
การออกแบบแสตมป์ที่ใช้ในฟินแลนด์ช่วงปี 1929-1962 เป็นจำนวนมากถึง 200 ดวงด้วยกัน เธอมีพี่น้องอีกสองคนคือ แพร์ โอลอฟ ยานซอน (Per Olov Jansson) และ ลาร์ส ยานซอน (Lars Jansson) ซึ่งต่อมาทั้งคู่ก็เป็นศิลปินเหมือนกันโดยแพร์เป็นช่างภาพ และลาร์สเป็นนักเขียนการ์ตูน นับได้ว่าเป็นครอบครัวที่ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอย่างแท้จริง
นอกเหนือไปจากกรุงเฮลซิงกิแล้ว อีกสถานที่หนึ่งที่ตูเวได้ใช้ชีวิตอยู่ก็คือ “เกาะ” เป็นธรรมเนียมของบ้านยานซอนที่มักจะใช้เวลาในช่วงฤดูร้อนบนเกาะเพิลลินกิ ในบางครั้งตูเวก็ถูกส่งไปบ้านของญาติฝั่งแม่ในสวีเดน บนเกาะบิลดา (Bildö) ตูเวใช้เวลาอยู่บนเกาะมากเสียจนเป็นความผูกพันธ์ สภาพแวดล้อมบนเกาะเหล่านี้เองที่เป็นแรงบันดาลใจให้แก่หมู่บ้านโทรลล์ของมูมินด้วย
ตูเวสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสำหรับผู้พูดภาษาสวีดิชแห่งหนึ่งในกรุงเฮลซิงกิและได้ศึกษาต่อด้านศิลปะในกรุงสตอกโฮล์มช่วงปี 1930 ก่อนที่จะกลับมาศึกษาต่อในฟินแลนด์ ที่หอศิลป์แห่งชาติฟินแลนด์
นอกจากนี้ในปี 1938 ตูเวยังได้ทุนไปศึกษาต่อด้านศิลปะที่ฝรั่งเศสเหมือนกันกับพ่อและแม่ของเธอ โดยตูเวได้ศึกษาในโรงเรียนศิลปะชื่อดังของฝรั่งเศสอย่าง สถาบันศิลปะเดโบซาร์ (L´École des Beaux-Arts) แต่ก็ต้องลาออกมาหลังจากนั้นไม่นานเนื่องจากปัญหาภายในโรงเรียน
📌 ชีวิตศิลปินท่ามกลางไฟสงคราม
ตูเวเริ่มผลิตผลงานในช่วงปีทศวรรษที่ 1930 เธอเขียนภาพเหมือนตัวเองไปมากมายหลายภาพโดยได้นำเอาเทคนิคในกระแสนิยมอิมเพรสชั่นนิสม์ฝรั่งเศสมาปรับใช้กับงานของเธอเอง นอกจากนี้ในช่วงทศวรรษที่ 1940 เธอก็ได้เขียนภาพในแนวของภาพประกอบลงนิตยสารหรือภาพเล่าเรื่อง
ในปี 1939 สงครามโลกครั้งที่สองก็ได้อุบัติขึ้นมา โดยฟินแลนด์กลายเป็นประเทศเล็ก ๆ และเป็นสมรภูมิที่คั่นกลางระหว่างโซเวียตและเยอรมัน เมื่อเกิดสงครามอันเกี่ยวเนื่องกับการเมือง ความคิดเห็นของคนในครอบครัวก็เริ่มแตกออกเป็นหลายฝ่าย
โดยพ่อของตูเวนั้นฝักใฝ่ในฝ่ายเยอรมันมากเนื่องจากเขาเคยรบในสงครามกลางเมืองฟินแลนด์ในช่วงปฏิวัติรัสเซีย ซึ่งทำให้พ่อของตูเวไม่ชื่นชอบฝ่ายโซเวียตนักจึงเลือกที่จะอย่างฝั่งเยอรมันที่อยู่ขั้วตรงข้าม ในขณะที่ตัวของตูเวเองนั้นไม่นิยมสงครามและเชื่อในสันติภาพมากกว่า
เพื่อที่จะหลีกหนีความจริงจากสงครามที่เกิดขึ้น ตูเวก็เลือกที่จะหลีกหนีเข้าไปในห้วงแห่งจินตนาการผ่านการวาดภาพ เธอวาดภาพแนวหุ่นนิ่งและเทพนิยายในช่วงเวลานี้ ในขณะเดียวกันปัญหาสงครามก็ทำให้เธอเจอกับทางแยกว่าเธอควรที่จะไปในด้านงานวาดภาพประกอบที่สร้างรายได้ให้เธอ หรืองานจิตรกรรมที่เธอรักมากกว่ากัน
หลังสงครามสงบลงในปี 1945 ตูเวได้ย้ายมาอยู่ในสตูดิโอที่อูลันลินา กรุงเฮลซิงกิ ที่ซึ่งตูเวได้ใช้เวลาหลายทศวรรษต่อมาในการรังสรรค์ผลงานทั้งภาพวาดรวมไปถึงนิทานเรื่องแรกของเธออย่าง “มูมิน” ก็เกิดขึ้นที่นี่ด้วย
📌 สงครามและ “มูมิน”
สำหรับตัวละครโทรลล์มูมิน (Moomin) ได้ปรากฏตัวสู่สาธารณะชนครั้งแรกในฐานะของการ์ตูนต่อต้านนาซีเยอรมัน ซึ่งถูกตีพิมพ์บนนิตยสารในช่วงทศวรรษที่ 1930 แต่ในส่วนของเรื่องราวของมูมินนั้น เล่มแรกถูกเขียนและตีพิมพ์ขึ้นในปี 1945 หลังจากที่สงครามเพิ่งจะสงบไปได้ไม่นาน
โดยเล่มแรกมีชื่อว่า “มูมินกับน้ำท่วมใหญ่”(Moomin and the great flood) แต่ก็ไม่ได้โด่งดังหรือประสบความสำเร็จตั้งแต่เล่มแรกเสียทีเดียว กว่าตูเวจะมีชื่อเสียงในด้านงานเขียนขึ้นมานั้น
ก็เป็นช่วงที่มูมินสองเล่มถัดมาถูกตีพิมพ์คือเรื่อง “ดาวหางในเมืองมูมิน” (Comet in Moominland) และ “มนต์มูมิน” (Finn Family Moomintroll) ในช่วงแรก เนื้อหาของมูมินจะเป็นการเล่าเรื่องโดยกล่าวถึงเหตุการณ์ภัยธรรมชาติและสิ่งเหนือธรรมชาติเป็นหลัก
ซึ่งนักวิจารณ์จำนวนไม่น้อยที่มองว่าเนื้อหาในช่วงแรกของมูมินนั้นยังคงได้รับอิทธิพลจากสงครามที่มามีส่วนในการสร้างเรื่องราวของมูมินขึ้นมา โดยเนื้อหาในลักษณะนี้ปรากฏอยู่ในมูมิน 6 เรื่องแรกด้วยกัน
มูมินได้รับการเผยแพร่ออกสู่สายตาคนต่างชาติครั้งแรกในช่วงปี 1945 โดยหนังสือพิมพ์ข่าวเย็นลอนดอนได้เริ่มตีพิมพ์การ์ตูนช่องมูมินและประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จัก มูมินมีฐานผู้อ่านมากถึง 40 ประเทศ และถูกแปลไปแล้วถึง 43 ภาษา นอกเหนือจากมูมินแล้ว ตูเวยังผลิตงานเขียนอยู่อีกหลายเรื่องทั้งเรื่องสั้นและนวนิยาย รวมไปถึงหนังสือภาพอีกด้วย
📌 มนต์รัก มนต์มูมิน
ในด้านชีวิตรักของตูเวนั้น ในแรกเริ่มเธอได้คบหากับศิลปินชายชาวฟินนิชคนหนึ่งนาม ตาปิอา ตาปิอาวารา (Tapio Tapiovaara) ทั้งสองคบกันในช่วงเวลาสงครามที่ซึ่งครอบครัวของตูเวกำลังมีปัญหาในเรื่องของความเห็นต่างทางการเมือง ทั้งคู่คบกันเป็นระยะเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ตูเวจะมาคบกับเอทอส วีร์ตาเนน (Atos Wirtanen) นักปรัชญาและสมาชิกสภา ทั้งคู่เองก็คบกันได้ไม่นานและได้ยุติความสัมพันธ์ลงแต่ยังคงสถานะเพื่อนเอาไว้
ในขณะที่ตูเวกำลังคบกันกับเอทอสอยู่นั้นก็เป็นช่วงที่ตูเวระลึกได้ว่าตนนั้นมีความรู้สึกรักกับผู้หญิงด้วยกันดังที่ปรากฏในจดหมายที่เขียนถึงเอวา โคนิคอฟ (Eva Konikoff) เพื่อนของเธอ โดยใจความท่อนหนึ่งระบุว่า
“เธอรู้ว่าฉันรู้สึกเหมือนเป็นภรรยาของเอทอส และฉันหวังว่าจะเป็นเช่นนั้นตลอดไป ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันขณะนี้คือฉันตกหลุมรักผู้หญิงอย่างบ้าคลั่ง”
(You know I feel like Atos’s wife, and I expect I always shall. But what has happened now is that I’ve fallen madly in love with a woman.)
หญิงสาวที่ตูเวตกหลุมรักในขณะนั้นคือผู้กำกับโรงละครนาม วีวิกา เบนเดลียร์ (Vivica Bandler) ซึ่งทั้งคู่ได้คบหากันอย่างลับ ๆ โดยที่ตัววีวิกานั้นแต่งงานแล้ว และตูเวก็กำลังมีแฟนหนุ่ม ตูเวอยากจะบอกให้ผู้คนรู้เรื่องความรักของเธอกับวีวิกา แต่ฝ่ายวีวิกานั้นกลับมองว่าควรปิดเป็นความลับ ตูเวจึงได้แต่บอกให้คนอื่นรู้แบบลับ ๆ ผ่านสิ่งที่นักเขียนมักจะทำคือ การสอดแทรกเรื่องราวเหล่านั้นเอาไว้ในงานเขียนของตนเอง โดยข้อความลับที่กล่าวถึงเรื่องราวของทั้งคู่ก็ปรากฏให้เห็นอยู่ในมูมินเล่มที่ 3 “มนต์มูมิน”นั่นเอง
เรื่องราวของตูเวกับวีวิกาถูกสอดแทรกผ่านตัวละครอย่างธิงกัมมี่และบ็อบ ในขณะที่ทั้งสองกำลังพักผ่อนระหว่างเดินทางและมองลงไปยังหุบเขามูมินเบื้องล่างที่ซึ่งควันจากบ้านของมูมินลอยขึ้นมา ธิงกัมมี่ก็กล่าวขึ้นมาว่า “ควัน” “โฟกแปลว่าควัน” บ็อบพยักหน้า จากนั้นทั้งคู่ก็เดินทางลึกเข้าไปในหุบเขาพร้อมกับสนทนากันด้วยภาษาแปลกที่มีแค่ธิงกัมมี่กับบ็อบเท่านั้นที่รู้
ธิงกัมมี่กับบ็อบต่างพูดกันด้วยภาษาที่เป็นรหัสลับซึ่งมีเพียงแค่เขาสองคนเท่านั้นที่รู้ เหมือนกันกับรหัสลับที่ปรากฏในจดหมายที่ตูเว และวีวิกาส่งถึงกัน พวกเขามีความลับที่ซุกซ่อนเอาไว้ เรื่องราวส่วนนี้จึงเป็นเหมือนกับภาพอุปมาถึงความรักต้องห้ามที่จำเป็นต้องปกปิดเอาไว้ของทั้งสองคน
ในขณะเดียวกัน ก็ดูเหมือนจะเป็นความผิดพลาดของการแปลภาษา เพราะจริง ๆ แล้วในต้นฉบับดั้งเดิมของมูมินซึ่งเป็นภาษาสวีดิชนั้น ตัวละครสองตัวนี้ไม่ได้ชื่อธิงกัมมี่กับบ็อบแต่อย่างใด กลับกันชื่อของทั้งสอง คือ ทอฟสลัน กับ วิฟสลัน (Tofslan กับ Vifslan) ซึ่งสามารถเทียบเคียงได้กับชื่อของตูเวและวีวิกา อีกทั้งสองชื่อนี้ยังเป็นชื่อเล่นที่ทั้งคู่เลือกใช้เรียกกันและกันในจดหมายอีกด้วย
อย่างไรก็ดีความรักของตูเวกับวีวิกาก็ไม่ได้ยาวยืดมากนัก ทั้งคู่ยุติความสัมพันธ์ลงเนื่องจากฝ่ายวีวิกาเองก็ไม่ได้ต้องการที่จะหย่าขาดกับสามี อีกยังภายหลังยังพบหลักฐานอีกว่าวีวิกามีคนรักหญิงอื่น ๆ ซ่อนเอาไว้อีกหลายคน แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ยังคงสถานะความสัมพันธ์ฉันเพื่อนได้อย่างยืนนาน
หลังจากที่เลิกราไปกับวีวิกาและเอทอสแล้ว ตูเวก็ได้ลองคบกับทั้งผู้ชายผู้หญิงไปอีก
หลายคนจนในท้ายที่สุดก็มาลงเอยกับทูตี้ (Tuulikki Pietilä) ศิลปินภาพพิมพ์และครูชาวอเมริกันฟินนิชในปี 1955 ทั้งคู่ได้แอบไปมาหาสู่กันอยู่บ่อย ๆ
และมักใช้เวลาร่วมกันบนเกาะเล็ก ๆ ในหมู่เกาะเพิลลินกิในช่วงฤดูร้อนเหมือนอย่างที่ตูเวมักทำในตอนเด็ก ทั้งคู่ใช้ชีวิตร่วมกันเป็นระยะเวลานานจนตูเวถึงแก่กรรมลงในปี 2001 เป็นอันปิดฉากเรื่องราวชีวิตของสตรีผู้ให้กำเนิดตัวละครโทรลล์สีขาวที่ซึ่งเป็นที่รู้จักและเป็นที่รักใคร่ของคนในทุกช่วงวัยอย่างไม่เสื่อมคลาย
ผู้เขียน: ณัฐรุจา งาตา Content Creator, Bnomics
ภาพประกอบ : จินดาวรรณ อรรถมานะ Graphic Designer, Bnomics
References :
  • 9
โฆษณา