23 มิ.ย. 2023 เวลา 07:52 • การศึกษา

เรียนภาษาญี่ปุ่นดีไหม?

ข้อดี
แน่นอนว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่น (หรือไม่ว่าจะภาษาไหนๆ) ก็เป็นเรื่องที่เราทุกคนรู้กันดีว่ามันมีประโยชน์มากอยู่แล้ว แต่นอกจากเรื่องของการงาน การได้คู่เป็นคนญี่ปุ่น หรือการได้เป็นคนเก๋ๆ เพราะพูดญี่ปุ่นได้แล้ว มันก็ยังข้อดีที่หลายคนอาจจะนึกไม่ถึงเหมือนกันนะ
1. ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่
ส่วนตัวผมคิดว่าญี่ปุ่นเป็นจ้าวแห่งวัฒนธรรมอันดีเลยนะ เพราะคงไม่มีชาติใดในโลกที่มีมารยาท(จนบางทีก็มากจนเข้าไม่ถึง)เท่าญี่ปุ่นแล้ว และแน่นอนการเรียนภาษาใดก็ตาม ถึงแม้จะเป็นคนที่ไม่สนใจวัฒนธรรมเลยก็ตาม ยังไงก็ต้องได้รับวัฒนธรรมมาจากภาษาไม่มากก็น้อย เพราะภาษาก็คือวัฒนธรรมยังไงล่ะ และถ้าคนไทยสายชิวอย่างเราไปลองเรียนภาษาญี่ปุ่นดู ยิ่งเรียนนานเท่าไหร่ มีหรือที่นิสัย/การใช้ชีวิตจะไม่เปลี่ยนตาม
เรื่องหนึ่งที่ผมก็ยังทึ่งอยู่ทุกวันนี้คือ เพื่อนๆที่เรียนญี่ปุ่นด้วยกันที่มหา’ลัยมาด้วยกัน ร้อยละ 99 เป็นคนตรงเวลามาก จนช่วงหนึ่งของชีวิตผมถึงกับเผลอคิดว่าคนไทยตรงเวลาเป็นเรื่องปกติ แต่พอผมออกจากรั้วมหา’ลัย ไปพบเจอกับสังคมใหม่ๆเท่านั้นแหละ ใกล้ถึงแล้วเท่ากับ…
2. ไม่ต้องรอซับไทยอีกต่อไป
เป็นเรื่องที่ฟินนนนนนที่สุดแล้วสำหรับคนเรียนภาษา ผมอยากให้เพื่อนๆที่สนใจจะเรียนภาษาญี่ปุ่นลองจินตนาการดูว่าเมื่อเราศึกษามากพอจนถึงจุดที่สามารถฟังออก แปลได้แล้ว เวลาฟังเสียงตัวละครในอนิเมะที่เราชอบแล้วเราเข้าใจจากเสียงที่เราฟังโดยไม่ต้องอ่านซับเลย มันจะรู้สึกอินแค่ไหน ยิ่งถ้าเรารู้จักวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆด้วยแล้ว เราจะยิ่งเข้าใจและอินไปกับบริบท/การตัดสินใจของตัวครมากยิ่งขึ้นไปอีกนะ
3. เรียนจีนกับเกาหลีต่อได้เลย!
สิ่งที่ยากที่สุดของสองภาษานี้คือ ตัวอักษรที่มีเยอะจนตาลายของจีน และไวยากรณ์ที่ซับซ้อนมากของเกาหลี ใช่ครับ ญี่ปุ่นได้รวมสิ่งที่ยากของทั้งสองภาษานี้เอาไว้แล้ว ถ้าเพื่อนๆเรียนญี่ปุ่นจนพอจับทางได้แล้ว ผมคิดว่าถ้าจะเรียนเกาหลีหรือจีนต่อก็คงจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
4. กลายเป็นคนมีมารยาทและขี้เกรงใจมากขึ้นแบบงงๆ
ข้อนี้ก็เชื่อมโยงจากข้อแรกและค่อนข้างเป็นความเห็นส่วนตัวพอสมควรนะครับ ส่วนตัวผมคิดว่าเวลาเราเรียนภาษาและได้รู้จักวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา มันมักจะมีส่วนทำให้มุมมองต่อสิ่งต่างๆ ของเราเปลี่ยนไป
ยกตัวอย่างวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่น เวลาใช้รถไฟฟ้า เขาจะ “งดใช้เสียง” แม้แต่เสียงแจ้งเตือนโทรศัพท์ ถ้าดังขึ้นมาก็ถือว่าไร้มารยาทแล้ว ในตอนแรกคนไทยอย่างผมก็อดคิดไม่ได้ว่า จำเป็นต้องเคร่งขนาดนั้นเลยหรือ ดูน่าอึดอัดไปหน่อยไหม พอมาดูที่มาที่ไป เราจะเข้าใจว่าเหตุผลหนึ่งคือเพราะคนญี่ปุ่นเขาทำงานกันหนักมาก ถ้าเคยขึ้นรถไฟฟ้าที่ญี่ปุ่น จะพบคนญี่ปุ่นนั่งหลับบนรถไฟเพราะความเหนื่อยล้าเป็นปกติ คนญี่ปุ่นจึงงดใช้เสียงเพราะไม่อยากรบกวนช่วงเวลาพัก(อันแสนน้อยนิด)ของคนเหล่านั้นนั่นเอง
ผมค่อยๆซึมซับแนวคิดของคนญี่ปุ่นเรื่อยๆ ในเรื่องที่ผมเห็นด้วยว่าเป็นเรื่องที่สมควรทำ ผมก็จะทำตามโดยไม่รู้ตัว ทุกวันนี้ผมก็ไม่ค่อยใช้เสียงดังในที่สาธารณะ ตรงข้ามกับเมื่อก่อนที่ค่อนข้างจะเป็นคนกระโตกกระตาก เหตุผลหนึ่งก็เพราะรู้สึกเกรงใจนั่นเอง
ข้อเสีย
ต่อมาคือข้อเสียของการเลือกเรียนภาษาญี่ปุ่น เอาเข้าจริงก็ไม่สามารถเรียกว่าข้อเสียได้อย่างสิ้นเชิง เพราะการเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ย่อมเป็นสิ่งที่ดีและมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว แต่จะบอกเพื่อไว้ประกอบการตัดสินใจของเพื่อนๆที่อาจจะกำลังสับสนว่าเรียนภาษาอะไรดี
ถ้าให้ผมพูดแบบโลกไม่สวย ข้อเสียที่ว่าคือ “ยาก” แน่นอนว่าการเริ่มต้นเรียนรู้อะไรใหม่ๆ ย่อมมีความยากและท้าทายอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นยากกว่าปกติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราเป็นคนไทยนั่นเอง เรื่องนี้พูดจริงไม่ติงนังนะ นิสัยของคนไทยกับคนญี่ปุ่นต่างกันมากๆ ทำให้ชาติที่มีความชิวมากๆ แบบเราเรียนรู้เรื่องที่ละเอียดยิบย่อยมากๆ ได้ยากกว่า เช่น แค่คำว่า “ถ้า” ในภาษาไทยคำเดียว ภาษาญี่ปุ่นมีถึง 4 ตัว ซึ่งแต่ละตัวก็ใช้ในเงื่อนไขที่แตกต่างกันไป
ในขณะเดียวกันสำหรับคนญี่ปุ่น การเรียนภาษาไทยก็ยากเช่นเดียวกัน เพราะไม่ค่อยมีหลักอะไรให้ยึดถือ เช่น กำลังจะไปกินข้าวแล้ว เขาจะสงสัยมากว่าทำไมถึงมี อดีต(แล้ว) ปัจจุบัน(กำลัง) อนาคต(จะ) อยู่ด้วยกันได้ แม้แต่คนไทยก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน ความแตกต่างนี้เองที่ทำให้ภาษาญี่ปุ่นยากสำหรับคนไทย ถ้าอยากเก่งจริงๆ เราต้องเปิดใจและพยายามเป็นคนละเอียดละออให้เหมือนกันคนญี่ปุ่นนะครับ
คำแนะนำของผมคือก่อนตัดสินใจเรียนควรจะรู้ตัวเองว่าถนัดเรียนภาษาแบบมีเพศ(gendered languages) เช่น ฝรั่งเศส เยอรมัน หรือแบบตัวอักษร(genderless languages) เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ถ้ารู้ว่าตัวเองถนัดแบบไหนก็เริ่มเรียนในสิ่งที่ถนัดดีกว่าเพื่อที่จะได้ไม่ท้อแท้หมดกำลังใจในภายหลัง แต่หากใครชอบความท้าทายหรืออยากเรียนสนุกๆ ก็เรียนเลยครับ เพราะภาษาญี่ปุ่นจะเปิดโลกของเราได้อย่างมากเลย
โฆษณา