24 มิ.ย. 2023 เวลา 17:49 • ไลฟ์สไตล์

พ่วงชะตาสัมพันธ์

ก่อนหน้านี้ เราเคยได้พูดคุยกันเกี่ยวกับ อิทธิพลความพัวพัน ซึ่งต้องถือว่า เป็นเรื่องภายในของตัวเจ้าชะตาเอง กล่าวคือ จะเน้นไปที่กรณี เจ้าชะตาได้ไปพัวพัน กับสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับตน เช่น อาคารสถานที่ที่ตนถือครอง หรือ สุสานของบรรพชน ซึ่งถือว่า มีความผูกพันกับตัวเจ้าชะตาโดยตรง
ในบทนี้ เราจึงจะมาพูดคุยกันถึง ความพัวพันอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อาจกล่าวได้ว่า เป็นความพัวพันแบบภายนอก หรือจะกล่าวให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ก็คือ การไปพัวพันกับบุคลาภายนอก จนทำให้เกิดสภาวะของ การพ่วงชะตาเข้าหากัน จนมีอิทธิพลอำนาจ ในการฉุดรั้งชะตากรรมซึ่งกันและกัน ทั้งในด้านของการส่งเสริม และทำลาย
บทนำ
Introduction
แนวทางปฏิบัติปกติในศาสตร์ตรีสัมพันธ์ทั่วไป จะเน้นให้มีการปฏิสัมพันธ์กับชะตาอื่นให้น้อยที่สุด โดยเฉพาะกับชะตาคน เพราะเป็นชะตาเดียวในสามชะตา ที่มีความแปรปรวนสูงสุด ทำให้ยากจะควบคุม เนื่องจากคนมีชีวิต จึงเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก ที่ไม่ชัดเจน บ่อยครั้งที่คนหนึ่งคน ยังยากที่จะทำความเข้าใจตนเองได้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นความพยายามจะเข้าไปทำความเข้าใจผู้อื่น จึงเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ หรือยากเกินกว่าที่จะทำได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ การเข้าไปพัวพันกับชะตาคนยิ่งน้อยเพียงใด ก็ยิ่งง่ายต่อการควบคุมได้มากเพียงนั้น นี่จึงเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ผู้ปรับฐานที่มีความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์สูง จะเน้นไปที่การปรับชะตาให้กับเจ้าชะตาที่เป็นผู้นำสูงสุดขององค์กร หรือ ครอบครัว โดยตรง โดยอาศัยหลักการที่ว่า “ผู้นำดี ผู้ตามย่อมดี” หรือ “ห่าวหลิงต่าว ห่าวซิ่งถู (好領導 好信徒)
ภาพของผู้บริหารนำทีมพนักงาน
ดังนั้น สิ่งแรกที่ผู้ปรับฐานจะต้องคำนึงถึง ในกรณีที่ต้องเข้าไปปรับเปลี่ยนชะตาดินของเจ้าชะตา อันได้แก่ อาคารสถานที่ ซึ่งเจ้าชะตาเป็นเจ้าของ ต้องเน้นคำว่า เป็นเจ้าของ โดยสมบูรณ์ หากมิได้เป็นเจ้าของโดยตรง เช่น เป็นอาคารสถานที่ ที่ไปเช่าคนอื่นมา สถานการณ์เช่นนี้ ถือว่าไม่เป็นผลดี ผู้ปรับฐานที่เก่ง มักจะไม่แนะนำ เพราะการจะใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์ให้ได้ผล กับสถานการณ์เช่นนี้ ต้องพูดตามตรงว่าไม่คุ้ม เพราะสัดส่วนที่กำหนดไว้ในหลักวิชา จะอยู่ที่ประมาณ 20%:80% หรือ 30%:70%
สุดแล้วแต่ว่า พลังปราณของอาคารสถานที่นั้นมีปริมาณ และ คุณภาพ มากน้อยเพียงใด รวมไปถึง ความสามารถในการใช้งานศาสตร์ตรีสัมพันธ์ของผู้ปรับฐานด้วย กล่าวคือ ถ้าพลังปราณดีมาก และผู้ปรับฐานมีความสามารถสูง ก็อาจจัดได้ที่สัดส่วน 30%:70% ได้ โดยสัดส่วนดังกล่าวนี้ มีความหมายว่า ผู้เช่าได้เพียง 20-30% และ เจ้าของที่ให้เช่าได้ 70-80% ด้วยเหตุนี้ แม้จะปรับชะตาได้สมบูรณ์เพียงใด ผู้เช่าก็จะได้ผลเพียงส่วนน้อยเท่านั้น
คนจนในประเทศร่ำรวย
The poor in rich countries
แต่เรื่องนี้ก็ยังมิใช่ประเด็น ที่จะพูดถึงในบทความนี้ เนื่องจาก แม้จะคำนวณจากสัดส่วน ที่กล่าวมาข้างต้น ผู้เช่าก็อาจได้ส่วนแบ่งจากผลลัพธ์ที่มากเพียงพอ และคุ้มต่อการดำเนินการปรับชะตา ยกตัวอย่างเช่น ผู้คนที่เข้าไปเช่าร้านภายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ บางร้านก็สามารถประสบผลสำเร็จ มีความเจริญรุ่งเรืองได้เช่นกัน แม้จะไม่เท่ากับตัวเจ้าของห้าง เพราะห้างยิ่งมีการวางผังพลังปราณ ในฐานันดรสูงเพียงใด สัดส่วนที่ปันผลมาให้ผู้เช่าร้านค้ารายย่อย ก็ยังถือว่าได้มากอยู่
เหมือนกับคนจนในประเทศที่มั่งคั่งร่ำรวย บางครั้งอาจรวยกว่าคนรวยในประเทศที่ยากจนด้วยซ้ำ เพื่อให้เข้าใจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สมมติว่า ห้างดังกล่าวได้รับการจัดฐานันดรปราณ ให้อยู่ระดับที่ตีเป็นตัวเงินได้ถึง 10,000 ล้าน เมื่อคิดที่สัดส่วน 20%:80% ก็จะพบว่า ผู้เช่าจะได้ส่วนแบ่งอยู่ที่ 2,000 ล้าน ขณะที่เจ้าของได้ที่ 8,000 ล้าน ในสัดส่วนตัวเลขที่ตีค่าเป็นตัวเงินเช่นนี้ ก็ต้องยอมรับว่า ผู้เช่าก็พลอยมั่งคั่งร่ำรวยตามไปด้วย แม้จะไม่รวยเท่ากับเจ้าของห้างก็ตาม
ภาพคนจนเข็นรถเก็บของเก่าในมหานคร
พูดมาถึงตรงนี้ หลายท่านอาจเข้าใจไปได้ว่า การเช่าก็มิใช่ทางเลือกที่ไม่ดีแต่อย่างไร ก็ต้องขอชี้แจงว่า ผลลัพธ์ที่ได้ดังกล่าวข้างต้น เป็นแค่การสมมติ แต่ในความเป็นจริง ใช่ว่าผู้เช่าทุกคนจะได้ผลลัพธ์เป็นตัวเลขดังกล่าว เพราะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขหรือปัจจัยที่ว่า ได้มีการปรับชะตาของร้านที่เช่าให้เหมาะสมสอดคล้องกับชะตาของห้างหรือไม่
รวมทั้งชะตาคนของผู้เช่า สอดคล้องกลมกลืนกับชะตาของร้านที่เช่ามากน้อยเพียงใดด้วย หากไม่มีการปรับชะตา หรือ ปรับอย่างสมบูรณ์แล้ว แต่ไม่สอดคล้องกับชะตาผู้เช่า ก็ย่อมจะไม่ได้รับผลตามสัดส่วนดังกล่าว อย่างสมบูรณ์พร้อม ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า แม้จะได้น้อย แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย และในกรณีนี้ ก็ต้องถือว่ายังมีโอกาสได้ ในสัดส่วนที่สูงอยู่เช่นกัน
รักษาสถานที่พลังปราณดี
Maintain a place with good energy
จากที่กล่าวมา จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่า การเช่าไม่ใช่ทางเลือกที่เลวร้ายแต่อย่างไร เพียงแต่อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะในระยะยาว เป็นช่วงเริ่มต้นพอได้ แต่เมื่อสามารถลืมตาอ้าปากได้แล้ว ก็ควรจัดหาสถานที่ ซึ่งตนเป็นเจ้าของ แล้วทำการปรับแต่งชะตาให้ดี แล้วจึงโยกย้ายออกไปยังสถานที่ใหม่นั้น การคงร้านเช่าเอาไว้ ก็ไม่ถือว่าผิด ในกรณีที่ห้างมีฐานันดรปราณที่สูง ก็ต้องถือเป็นทางเลือกที่เหมาะสม
เพียงแต่ต้องจัดแจงให้ชัดเจนว่า ร้านเช่านั้นเป็นเพียงสาขาเท่านั้น อย่าปล่อยให้เกิดความคลุมเครือไม่แน่ชัดเป็นอันขาด เพราะนั่นเท่ากับเป็นความสั่นเบลอ ไร้การควบคุม ซึ่งศาสตร์ตรีสัมพันธ์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการควบคุมเป็นหลัก ดังนั้นหากมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ก็ย่อมไม่สามารถควบคุมได้อย่างสำเร็จเบ็ดเสร็จ ซึ่งนั่นต้องถือว่า เป็นจุดเริ่มของหายนะ ในการใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์เลยทีเดียว
ภาพร้านค้าแบบโบราณแบบจีน
นอกจากที่กล่าวมานี้ ยังมีเหตุผลที่สำคัญประการหนึ่ง ที่อาจทำให้การเช่า กลายเป็นการเสี่ยงของชะตากรรมไปได้ เนื่องจากการเป็นผู้เช่า ย่อมต้องพ่วงชะตากับผู้เป็นเจ้าของอาคารสถานที่ ที่เข้าไปเช่าอยู่ด้วย ดังนั้น ความแปรปรวนใดๆ อันอาจเกิดกับเจ้าของที่ ก็ย่อมส่งผลกระทบกระเทือนมายังผู้เช่าได้โดยปริยาย ในกรณีที่ เจ้าของเป็นคนที่มีอุปนิสัยเลวร้าย ชอบกระทำการล่วงละเมิดในชะตาทั้งสาม คือ ชะตาฟ้า ชะตาดิน และ ชะตาคน ก็ย่อมจะได้รับผลร้ายจากการล่วงละเมิดนั้น
อิทธิพลของ ฟ้า-ดิน-คน
The influence of heaven-earth-man
ซึ่งในสามชะตาดังกล่าว ต้องถือว่า ชะตาฟ้าสำคัญสุด เพราะมีกำลังแรงของอิทธิพลที่มากสุด การล่วงละเมิดชะตาฟ้า สามารถทำลายชะตาดินและชะตาคนได้อย่างสิ้นเชิง ดังนั้นหากเจ้าของที่เกิดความวิบัติไปด้วยเหตุผลใดก็ตาม ก็ย่อมต้องส่งผลกับอาคารสถานที่ ซึ่งผู้เช่าเข้าไปเช่าอาศัยอยู่ตามไปด้วย และนั่นก็คือความเสี่ยงที่ยากควบคุมอีกกรณีหนึ่ง
แน่นอนว่า ในทางตรงกันข้าม หากเจ้าของที่ เป็นคนที่มีอุปนิสัย เป็นคนจิตใจดี มีความเอื้อเฟื้อยเผื่อแผ่ต่อคนรอบข้าง ก็ย่อมจะกลายเป็นการพ่วงกับชะตาที่ดี ผู้เช่าทั้งหมด ก็ย่อมได้รับผลดีตามไปด้วยเช่นกัน เพียงแต่มากน้อยขึ้นกับชะตาทั้งสามของผู้เช่านั้น
แต่ก็ต้องพึงระวัง เพราะความไม่แน่นอนของชะตาคน จึงอาจทำให้ เจ้าของที่ซึ่งมีจิตใจดี อาจเกิดเหตุอันจำเป็น ทำให้ต้องเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยจากดีเป็นร้าย ก็จะพลอยส่งผลกระทบต่อผู้เช่าได้เช่นกัน ดังนั้นเพื่อหลีกพ้นจากความเสี่ยงดังกล่าว ในศาสตร์ตรีสัมพันธ์จึงเน้นให้หาทางมีอาคารสถานที่เป็นของตนเอง จะปลอดภัยมากกว่า แม้ว่าจะมีขนาดเล็กก็ตามที เพราะจะไม่ต้องไปพ่วงชะตากับผู้อื่น ทำให้สามารถควบคุมการปรับชะตาได้ง่าย และสมบูรณ์มากขึ้น
ภาพความสัมพันธ์ระหว่าง ฟ้า-ดิน-คน
ด้วยเหตุนี้ โดยหลักปรัชญาของศาสตร์ตรีสัมพันธ์ จึงไม่เน้นให้กระทำอะไรที่เกินกำลังของตนเอง เพื่อหวังผลในการควบคุมให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด หากยังไม่มีความพร้อม ก็ยังไม่ควรกระทำการที่เกินความพร้อมนั้น แต่มิได้ห้ามมิให้กระทำการใดๆ แต่ให้เลือกกระทำ เท่าที่กำลังของตนจะเอื้ออำนวยให้ได้ แล้วจึงค่อยขยับขยายออกไป
ปัญหาใหญ่สำหรับเรื่องนี้ ที่พบส่วนมากก็มาจากธรรมชาติวิสัยของผู้คน ดังกล่าวข้างต้นแล้วว่า บ่อยครั้งที่ผู้คนยังไม่เข้าใจความต้องการของตนเอง ยิ่งไม่อาจประเมินกำลังของตนเองให้เหมาะสม มักคิดไปเองว่า เราทำได้ และมักสอนกันเช่นนั้น จึงมักทำให้ ประเมินกำลังตนเองมากกว่าที่ควรจะเป็น และต้องพบกับความล้มเหลวอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
การพ่วงชะตากรรม
Sharing Destiny
หลายคนอาจมีคำถามในใจกันว่า แล้วถ้าเป็นกรณีของอาคารบ้านเรือน ที่ยังติดจำนองกับธนาคารนั้น จะถือเป็นการพ่วงชะตากับธนาคารหรือไม่ ก็ต้องขอตอบตามตรงว่า ใช่ เพียงแต่หากธนาคารนั้น มีกิจการที่ใหญ่โต มีความเจริญรุ่งเรือง การพ่วงชะตาในกรณีนี้ ก็จะถือว่า พ่วงกับชะตาที่ดีกว่า จึงย่อมส่งผลไปในทางที่ดี ยกเว้นเสียแต่ว่า ธนาคารนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ จนมีสภาวะย่ำแย่ลง
สถานการณ์ก็ย่อมต้องพลิกผันตามไปด้วยเช่นกัน คือ เปลี่ยนจากพ่วงชะตาที่ดีเป็นไม่ดีไปได้ ในขณะเดียวกันตัวเจ้าของบ้านเอง ก็มีผลอยู่มาก หากชะตาทั้งสามของเจ้าของบ้าน ไม่ดีเอามากๆ หรือแย่เกินกว่าที่การพ่วงชะตากับธนาคารจะช่วยดึงขึ้นได้ ก็อาจต้องสูญเสียอาคารบ้านเรือนนั้นไป ในกรณีที่ธนาคารมีชะตาที่แข็งแกร่งเพียงพอ ก็ย่อมได้รับผลกระทบน้อย หรืออาจไม่ได้รับผลกระทบเลย
ภาพคนใช้บริการธนาคาร
ด้วยเหตุนี้ การพ่วงชะตาจะดำเนินไปในลักษณะของ ชะตาใหญ่เกื้อหนุนชะตาเล็ก ในทางตรงกันข้าม ชะตาเล็กก็ฉุดรั้งชะตาใหญ่ได้เช่นกัน เพียงแต่ถ้าชะตาใหญ่แข็งแกร่งมากพอ ก็จะไม่ซวนเซตามไป
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จึงต้องการย้ำเน้นให้มีความรอบครอบระมัดระวัง สำหรับผู้ที่ใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์เข้าไปช่วยในการปรับชะตาของตน เมื่อใดที่ต้องไปสัมพันธ์ หรือ พ่วงชะตากับผู้อื่น จะต้องทำการตรวจสอบชะตาทั้งสาม ของผู้ที่จะเข้าไปพ่วงด้วยให้แน่ชัดก่อน โดยการปรึกษากับผู้ปรับฐานของท่าน เพื่อความปลอดภัย และประสิทธิผลสุงสุดในการใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์ อย่าได้ใช้ข้อมูลหรือความรู้ ในสิ่งที่ตนได้ยินได้ฟังมา โดยยังไม่มีความเข้าใจแตกฉานในเรื่องเหล่านั้น
ยกตัวอย่างเช่น ในส่วนของชะตาคน มักจะมีการสอนต่อๆ กันมา เกี่ยวกับ ปีนักษัตที่สอดคล้องและสามารถทำงานร่วมกันได้เป็นอย่างดี กล่าวคือ คนที่เกิดปีวอก (ลิง) ปีชวด (หนู) ปีมะโรง (มังกร) หรือ ซิมจื่อซิ้ง (申子辰) และปีขาล (เสือ) ปีมะเมีย (ม้า) ปีจอ (หมา) หรือ เอี้ยงโง่วสุก (寅牛戌) และ ปีมะเส็ง (งู) ปีระกา (ไก่) ปีฉลู (วัว) หรือ จี๋อิ้วทิ่ว (巳酉丑) และ ปีกุน (หมู) ปีเถาะ (กระต่าย) ปีมะแม (แพะ) หรือ ไหเบ้าบี่ (亥卯未)
ทั้งสี่กลุ่มนักษัตที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นลักษณะที่เรียกว่า ไตรภาคี จึงทำให้โดยภาพรวมกว้างๆ แล้ว ปีนักษัตที่อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดังกล่าว จะมีชะตาคนที่สอดคล้องต้องกัน สามารถร่วมทำงานด้วยกันได้
บทบาทของเบญจธาตุ
The role of the five elements
แต่ในความเป็นจริงนั้น ดวงชะตาของคนแต่ละคน จะต้องพิจารณาในเรื่องของเบญจธาตุสัมพันธ์ด้วย เพราะในแต่ละดวงชะตา จะมิได้มีเพียงธาตุของนักษัตที่เป็นปีเกิดเท่านั้น แต่ยังมีธาตุของหลัก ยาม วัน เดือน และ ปี ซึ่งแต่ละหลัก ก็จะเป็นคู่ราศี ที่มีธาตุผสมปนเปกันอยู่ถึงห้าธาตุ (บางดวงอาจมีไม่ครบเบญจธาตุ) และเมื่อเบญจธาตุ จะมีความสัมพันธ์ได้ทั้งในวงจรของการก่อเกิด และการทำลาย
ดังนั้นปฏิสัมพันธ์ระหว่างธาตุในชะตาของคนสองคน จึงอาจหนุนเสริมหรือทำร้ายต่อกันก็ได้ทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้จึงไม่อาจพิจารณาแค่ธาตุนักษัตเท่านั้น โดยในกรณีนี้ เมื่อหนึ่งดวงชะตาจะมีได้หลายธาตุ เพื่อหาเกณฑ์ตรวจวัดให้ได้ จึงมีกระบวนการทอนธาตุลง จนเหลือเป็น ธาตุสำคัญ หรือ ย่งสิง (用行) เพียงธาตุเดียว ซึ่งจะเป็นธาตุที่แต่ละดวงชะตาจะต้องมีปฏิสัมพันธ์ด้วย เพื่อให้พลังของดวงมีความสมดุลย์ เพราะความสมดุลย์จึงจะเป็นจุดที่มีศักยภาพสูงสุด
ภาพแผนผังดวงชะตาแบบจีน
อาจกล่าวได้ว่า ความสมดุลย์ก็คือความเหมาะสม หรือ ความพอดี ไม่มากไป หรือน้อยไป ซึ่งนั่นย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละสภาวะการณ์ ยกตัวอย่างเช่น แสงสว่างที่ทำให้คนเรามองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ หากน้อยไป ก็ย่อมมองไม่เห็น หรือไม่ชัดเจน แต่ถ้ามากไป ก็ย่อมจะแยงตา ทำให้มองภาพไม่ชัดเช่นกัน ดังนั้นแสงสว่างที่กำลังพอดี จึงเป็นดุลยภาพระหว่างการมองเห็นกับแสงสว่างนั้น
ดวงชะตาของคนก็เช่นกัน และธาตุสำคัญจะเป็นปัจจัยสำคัญในการปรับให้ชะตาเข้าสู่ความสมดุลย์ ดังนั้นชะตาดังกล่าวก็จะบรรเจิดศักยภาพได้สูงสุด ด้วยเหตุนี้ ในศาสตร์ตรีสัมพันธ์ส่วนของชะตาคน จึงถือว่าธาตุสำคัญเป็นเหมือนธาตุประจำดวงของแต่ละคน การที่คนสองคนจะมาทำงานร่วมกัน หรือมามีความสัมพันธ์ต่อกัน นอกจากเกณฑ์นักษัตไตรภาคีข้างต้นแล้ว ก็ต้องพิจารณาสัมพันธ์ธาตุของแต่ละคนด้วย
ยกตัวอย่างเช่น คนแรกเกิดปีชวด (จื้อ) คนที่สองเกิดปีมังกร (ซิ้ง) ตามเกณฑ์นักษัตไตรภาคี ต้องถือว่า คนทั้งสองเข้าเกณฑ์ของกลุ่มแรกคือ ซิมจื่อซิ้ง จึงถือว่า เข้ากันได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าคนแรกมีธาตุสำคัญเป็นทอง แต่คนที่สองมีธาตุสำคัญเป็นไฟ ตามวงรอบเบญจธาตุด้านทำลาย จะพบว่า ไฟหลอมทอง หรือ ไฟพิฆาตทอง ในกรณีเช่นนี้
จะแปลความหมายได้ว่า การเข้ามาสัมพันธ์กันของคนทั้งสอง แม้จะไปด้วยกันได้ แต่คนแรกจะตกเป็นเบี้ยล่างให้คนที่สอง หรืออาจถูกคนที่สองกดข่มและเอาเปรียบได้
สมดุลชะตากรรม
Balance of Destiny
จากปฏิสัมพันธ์ที่กล่าวมา จะแสดงให้เห็นได้ว่า การเข้ามาร่วมกัน จึงจำต้องพิจารณาในรายละเอียดทุกด้านให้ครบถ้วน เพราะเป็นการพ่วงชะตากันดังกล่าว เพื่อที่จะตรวจสอบให้ได้ว่า การเข้าไปพ่วงชะตากับผู้อื่นนั้น จะเกิดบทบาทดีร้าย หรือ ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไรบ้าง แน่นอนว่า ในศาสตร์ตรีสัมพันธ์ มิได้มุ่งเน้นให้เกิดการเอาเปรียบ หรือ ข่มเหงรังแกกัน ผู้ปรับฐานที่แตกฉานเชี่ยวชาญ ย่อมทราบเหตุผลเบื้องหลังหลักการนี้เป็นอย่างดี
ดังกล่าวแล้วว่า ศาสตร์ตรีสัมพันธ์เน้นความสมดุลย์ การได้เปรียบเสียเปรียบ จึงถือเป็นการไม่สมดุลย์ เพราะหากสมดุลย์ทั้งสองฝ่ายจะไม่ได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างกัน แต่เป็นการได้ทั้งสองฝ่าย แม้ว่า หลักการในศาสตร์ตรีสัมพันธ์ จะเน้นการควบคุม แต่เป็นการควบคุมความเป็นไปของชะตาทั้งสาม มิใช่การควบคุมผู้คน หรือสิ่งใด และจุดประสงค์ของการควบคุมนั้น ก็เพื่อให้ดำรงอยู่และดำเนินไปบนดุลยภาพของสภาวะการณ์ทั้งหมด
ภาพผู้มีอำนาจในจีนสมัยโบราณ
ผู้มีอำนาจ ที่พยายามใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์ ไปในทางควบคุมผู้ที่ต่ำต้อยกว่า จะเป็นการทำลายสมดุลย์ของชะตาทั้งสาม ซึ่งผลที่ได้ก็คือ การพังทลายของดุลยภาพในภาพรวม ดังจะพบเห็นได้ในเหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์ ที่หลายราชวงศ์ในอดีตของจีน ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของหลักวิชาในศาสตร์ตรีสัมพันธ์ดังกล่าว ต้องมีอันล่มสลายสิ้นชาติสิ้นวงศ์กันไปตามๆ หลังจากที่มีความรุ่งเรืองในช่วงต้น
ความพยายามที่จะครอบครองอำนาจ โดยไร้ดุลยภาพ ของผู้ปกครอง และ ผู้ใต้ปกครอง มีแต่จะสร้างหายะภัยทั้งสิ้น จึงอาจถือเป็นกฏเหล็กสำหรับผู้ใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์ทั้งหลาย ดังหลักการที่เรียกว่า หลักสามไม่ละเมิด หรือ ซานปู้เหวย (三不違) ของสำนักหทัยเมฆา กล่าวคือ “ไม่ละเมิดฟ้า ไม่รบกวนดิน ไม่ล่วงเกินคน” หรือ “ปู๋เหวยเทียน ปู๋เหล่าตี้ ปู๋ฉินเหยิน” (不違天 不擾地 不侵人) เมื่อเดินตามหลักดังกล่าวนี้ ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง ได้ทั้งสามชะตา จึงนำไปสู่ลู่ทางแห่งดุลยภาพในที่สุด
บทบาทของการพ่วงชะตา มิได้จำกัดเพียงการที่ เราจะไปมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำบุคคลภายนอก เข้ามายังบ้านเรือนหรือองค์กรของเราด้วย อาจกล่าวได้ว่า เป็นปฏิสัมพันธ์วงกว้าง เพราะการนำคนภายนอกเข้ามาในที่ของเรา ซึ่งอาจเป็นสถานที่ ที่มีการปรับชะตาด้วยศาสตร์ตรีสัมพันธ์ไว้อย่างดีแล้ว การนำคนเข้ามา จะมีอิทธิพลความพัวพันที่เข้มข้นรุนแรงกว่า การออกไปปฏิสัมพันธ์กันที่ภายนอก อุปมาดังการนำสิ่งแปลกปลอมเข้ามายังฐานที่มั่น
ซึ่งหากเป็นสิ่งที่ไม่ดี ก็ย่อมเกิดการทำลายจากภายในฐานออกไปได้ และเมื่อฐานที่มั่นพังทลาย ก็ย่อมร้ายแรงกว่า เพราะไม่มีที่มั่นให้ยืนหยัดได้อีก ในกรณีการปฏิสัมพันธ์ที่ภายนอกฐาน แม้จะเกิดเหตุสุดวิสัย หากเรายังรักษาฐานที่มั่นไว้ได้ ก็ยังพอมีเวลาให้หายใจต่อชีวิตไปได้อีกระยะหนึ่ง เพื่อหาทางแก้ไขต่อไป ดังภาษิตที่กล่าวไว้ว่า “เหลือขุนเขาแมกไม้ ไม่กลัวไร้ฟืนไฟ” หรือ “โหย่วซันโหย่วซู่ ปู๋ข่งเหมยโหย่วไฉ” (有山有樹 不恐沒有柴)
ผลกระทบจากบุคคลภายนอก
Impact from external factors
นอกจากนี้ การนำบุคคลภายนอกเข้ามาในฐานที่มั่นของเรา ยังหลีกไม่พ้นที่จะต้องไปพ่วงชะตากับสัมพันธชนของคนภายนอกผู้นั้นด้วย เรียกว่า พ่วงหมดทั้งนอกใน จึงมีผลกระทบที่รุนแรงกว่า ทั้งในแง่ดีและร้าย ภาษิตจีนมีกล่าวไว้อีกว่า “บัณฑิตถามเคราะห์ ไม่ถามโชค” หรือ ต๋าเหรินเหวินเอ้อ ปู๋เหวินซิ่ง (達人問厄 不問幸) ก็จะขอนำมาใช้ในที่นี้ เพราะหากเป็นผลกระทบทางดี ก็ถือว่าไร้ปัญหา จึงไม่ขอพูดถึง
ประเด็นจึงตกอยู่ที่ผลกระทบในแง่ร้าย เพราะเป็นสิ่งที่จะทำให้การใช้งานศาสตร์ตรีสัมพันธ์ เกิดความล้มเหลวขึ้นได้ ในสมัยโบราณ คนจีนจึงมักให้ความใส่ใจ ต่อการนำคนเข้ามาสู่บ้าน อาทิเช่น การแต่งงาน จึงทำให้ต้องมีการตรวจสอบดวงชะตา ของคนที่จะเข้ามาอย่างถี่ถ้วนรอบครอบ จะเห็นได้จาก กระบวนการหาฤกษ์สำหรับแต่งงานนั้น มีรายละเอียดที่ต้องตรวจสอบมากกมาย เพราะความผิดพลาดเพียงน้อยนิด อาจทำลายสิ้นทั้งวงศ์ตระกูลได้เลยทีเดียว
ภาพกลุ่มคนที่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
ด้วยเหตุนี้ การนำบุคคลภายนอกเข้ามาในอาคารสถานที่ ซึ่งได้รับการปรับแต่งผังปราณ หรือ ชะตาทั้งสามด้วยศาสตร์ตรีสัมพันธ์ ที่สมบูรณ์พร้อมแล้ว ก็อาจมีผลให้เกิดการกระทบกระเทือนได้ไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับว่า ฐานพลังปราณที่มีอยู่เดิม มีความแข็งแกร่งมากน้อยเพียงใดด้วย และอิทธิพลจากบุคคลภายนอก ที่ไปพ่วงชะตาเข้ามา มีความเข้มข้นรุนแรงมากหรือน้อยกว่า พลังของอาคารสถานที่
ถ้าแรงกว่า ก็ถึงขั้นสร้างความหายนะให้ได้เลย ถ้าน้อยกว่าก็อาจยังพอต้านรับไว้ได้ ขึ้นกับว่า น้อยกว่ามากเพียงไหน แต่ในสัดส่วนที่กำหนดไว้ในศาสตร์ตรีสัมพันธ์ มีหลักการที่เป็นข้อเท็จจริงว่า “ไร้หัวใจ ไร้ชีวิต” หรือ เหมยโหย่วซิน เหมยโหย่วมิ่ง (沒有心 沒有命) เพราะในด้านมิติของพลังปราณแล้ว หากถูกทำลายที่ศูนย์พลัง หรือ หัวใจของผังปราณ ก็จะเท่ากับทำลายโครงสร้างพลังทั้งหมด
การซ่อนเร้นศูนย์พลัง
Concealing the power center
ด้วยเหตุนี้ ผู้ปรับฐานที่เชี่ยวชาญ จะทำการซ่อนเร้นหัวใจหรือศูนย์พลัง ไว้อย่างมิดชิดรอบครอบ และปกป้องเอาไว้ไม่ให้ถูกกระทบกระเทือนได้โดยง่าย เพียงแต่หากการพ่วงชะตานั้น เกิดมีเหตุอันบังเอิญหรือจงใจก็ตาม ในการมุ่งเป้าไปทำลายหัวใจหรือศูนย์พลังดังกล่าว ก็สามารถล้มครืนทั้งกระดานได้เช่นกัน
ตัวอย่างของการ จงใจใช้การพว่งชะตาเข้ามาทำลาย หัวใจของอาคารสถานที่ ซึ่งในกรณีนี้อาจเป็น ดวงของเจ้าของบ้าน หรือ องศาอิงของบ้าน ที่ไปตรงกับองศาใน 12 นักษัต ในกรณีแรกจะเบากว่า กล่าวคือ ยืดเยื้อมากกว่า เพราะเป็นการทำลายคน ในกรณีนี้คือ ผู้นำ แต่ยังไม่ได้ทำลายชะตาบ้านโดยตรง ทำให้ยังพอมีเวลาแก้ไขปรับเปลี่ยนได้บ้าง แต่กรณีหลังเป็นการทำลายชะตาของอาคาร หรือ ชะตาดิน โดยตรง ถ้าทำลายสำเร็จ ผังปราณทั้งหมดจะพังครืนลงมาทันที ไม่มีเวลาให้แก้ไข
ภาพการดูแลรักษาตำแหน่งสำคัญ
แต่ชะตาดินของอาคาร มีโอกาสกระทำได้แค่ครึ่งเดียว จาก 24 ช่วงองศา เพราะนักษัตมีเพียง 12 ช่วงองศาเท่านั้น โดยการกระทำนั้น จะเลือกชะตาคนที่จะเข้ามาพ่วงชะตา ให้ขัดแย้งกับชะตาของเจ้าบ้าน หรือ ตัวบ้าน ซึ่งหากมิได้ตรวจสอบให้ดี อาจส่งผลให้เกิดความเสียหายได้ ซึ่งในที่นี้คงไม่สามารถเปิดเผยวิธีการทำได้ เพราะถือเป็นด้านมืดของศาสตร์ตรีสัมพันธ์ ที่ไม่ควรบอกกล่าวให้ผู้ไม่ปรารถนาดี นำไปใช้ทำร้ายผู้อื่น
บทสรุป
Conclusion
กล่าวโดยสรุปแล้ว การจะเข้าไปเกี่ยวพันกับบุคคลาภายนอก ในที่นี้เน้นเฉพาะชะตาคน เพราะเป็นส่วนที่อ่อนไหวที่สุดในสามชะตาดังกล่าว แต่แท้จริงแล้ว การไปพ่วงชะตากับคน ก็หลีกไม่พ้นที่จะต้องพ่วงกับ ชะตาฟ้าและชะตาดิน ของบุคคลผู้นั้นด้วย ซึ่งย่อมจะส่งผลกระทบได้เช่นกัน ไม่ว่าด้านดีหรือร้าย ดังนั้นก่อนที่จะเข้าไปปฏิสัมพันธ์ หรือ เชื่อมโยงชะตาสัมพันธ์กับผู้ใด
ในกรณีที่ท่านได้ใช้ศาสตร์ตรีสัมพันธ์ในการปรับชะตาทั้งตัวท่านและอาคารสถานที่ไว้แล้ว ก็ควรหารือหรือปรึกษากับผู้ปรับฐานของท่านก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการป้องกันไว้ล่วงหน้า ดีกว่าจะมาปรับแก้กันภายหลัง เพราะบ่อยครั้ง เมื่อโครงสร้างพลังที่ได้รับการจัดวางมาแบบสมบูรณ์โดยกำเนิด หรือ เซียนเทียนเว่ย (先天位) เกิดการแตกร้าวแล้ว การแก้ไขทั้งหมด จะทำลายสภาพสมบูรณ์โดยกำเนิดนั้นลงได้ ทำให้โครงสร้างพลังใหม่ที่กู้กลับคืนมา ไม่แข็งแกร่งสมบูรณ์เหมือนเดิมอีกต่อไป
(มิติทางปัจจัยสภาพ ep.1 พ่วงชะตาสัมพันธ์)

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา