30 มิ.ย. 2023 เวลา 09:06 • วิทยาศาสตร์ & เทคโนโลยี

Adjusting Your Body Clock May Stave Off Cancer

การปรับนาฬิกาชีวภาพของคุณอาจช่วยป้องกันมะเร็งได้
การวิจัยแสดงให้เห็นว่า การรบกวนนาฬิกาชีวภาพในร่างกาย จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็ง และการรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพ อาจทำให้ความเสี่ยงต่อมะเร็งลดลง
ฉันมักจะตื่นนอนตอน 7 โมงเช้า และเข้านอนก่อน 4 ทุ่ม ฉันมักจะกินอาหารในเวลาเดียวกันของทุกวันด้วย ฟังดูแล้วอาจน่าเบื่อเล็กน้อย แต่สิ่งที่ฉันทำอยู่ มันสำคัญต่อประสิทธิภาพการทำงานของฉัน นอกจากนี้ สิ่งที่ฉันปฏิบัติจนเป็นกิจวัตรนี้ มันยังเป็นตารางเวลาที่ไม่ค่อยรบกวนนาฬิกาชีวภาพของฉัน ผลการวิจัยใหม่พบว่า นาฬิกาชีวภาพที่เดินสม่ำเสมอ อาจช่วยให้ฉัน และคนอีกจำนวนมาก หลีกเลี่ยงโรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ ได้
สิ่งที่ฉันเรียกว่านาฬิกาของร่างกาย จริงๆ แล้วมันก็คือ นาฬิกาชีวภาพที่กำลังทำงานอยู่ในตัวเรา เรียกว่า นาฬิกา เซอเคเดียน circadian ซึ่งมาจากภาษาละติน ที่แปลว่า "เกือบๆ จะครบวัน" นาฬิกาชีวภาพคือ เครื่องกระตุ้นทางชีวภาพภายในร่างกายของเรา โดยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ที่จะช่วยให้เราปรับตัวเองเข้ากับช่วงเวลาของวันตลอด 24 ชั่วโมง
โดยมีการทำงานประสานกันระหว่างนาฬิกาชีวภาพ กับปัจจัยของสภาวะแวดล้อม เช่น แสงสว่าง ความมืด อุณหภูมิ และอาหารที่รับประทาน การทำงานของนาฬิกาชีวภาพ จะไปมีผลต่อการนอนหลับและการตื่น การให้อาหารและการอดอาหาร วงจรต่อมไร้ท่อ การทำงานของภูมิคุ้มกัน และการเติบโตของเซลล์
ผลจากการวิจัยทางระบาดวิทยาของพนักงานที่ทำงานเข้ากะกลางคืน พบว่า การรบกวนขัดขวางการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ มีผลทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็งและโรคอื่นๆ ผลวิจัยพบว่า การรบกวนขัดขวางการทำงานของนาฬิกาชีวภาพทำให้เกิดเป็นมะเร็งเต้านม และเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
ระยะเวลาของการทำงานเป็นกะ ก็มีผลต่อความสี่ยงของมะเร็ง เช่น พยาบาลที่ทำงานกะกลางคืนนานถึง 30 ปี จะมีความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง เมื่อเทียบกับผู้ที่ทำงานเป็นกะแต่ในระยะเวลาที่สั้นกว่า และผู้ที่ทำงานกะเป็นระยะเวลานานกว่า 30 ปี ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็งสูงที่สุด ในปี 2019 องค์การอนามัยโลกได้ยืนยันแล้วว่า การทำงานเป็นกะ มีความเป็นไปได้ที่จะทำให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง
มัสรี Selma Masri นักชีววิทยา เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาชีวภาพ รองศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เมืองเออร์ไวน์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลักฐานมากขึ้นเกี่ยวกับการรบกวนขัดขวางการทำงานของนาฬิกาชีวภาพ ที่ไปก่อให้เกิดมะเร็งชนิดอื่นๆ เช่น มะเร็งตับ ปอด และลำไส้ใหญ่ จากการวิจัยใหม่จำนวนมาก “เราเริ่มเข้าใจสาเหตุที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้น” มัสรี ได้แสดงให้เห็นว่า การรบกวนหรือขัดขวางนาฬิกาชีวภาพ ทำให้เกิดการลุกลามของมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยได้ไปรบกวนการแสดงออกของยีนบางชนิด
แพนด้า Satchidananda Panda นักชีววิทยา เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาชีวภาพ ศาสตราจารย์จากสถาบันซอล์คเพื่อการวิจัยชีววิทยา Salk Institute for Biological Studies กล่าวว่า การเกิดขึ้นของมะเร็งนั้น เกิดมาจากหลายกลไก การรบกวนและขัดขวางวงจรนาฬิกาชีวิต จะไปส่งผลต่อวิถีเมแทบอลิซึม ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีที่ผลิตพลังงานในร่างกาย
การรบกวนและขัดขวางวงจรนาฬิกาชีวิต จะรบกวนการทำงานของภูมิคุ้มกัน นอกจากนี้แล้ว ยังไปลดความแม่นยำของการซ่อมแซมดีเอ็นเอในเซลล์ด้วย เซลล์ของมนุษย์ที่โตเต็มวัยจะมีการแบ่งตัวทุกๆ 18 ถึง 24 ชั่วโมง และหน้าที่ของนาฬิกาชีวภาพในร่างกายเราคือ การบอกให้เซลล์แบ่งตัวในเวลากลางคืน เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายของดีเอ็นเอจากแสงแดด “เมื่อนาฬิกาชีวภาพถูกรบกวนและขัดขวาง ทำให้เซลล์ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะแบ่งตัว” “เซลล์สามารถแบ่งตัวเร็วขึ้นและกลายเป็นมะเร็งได้”
การรบกวนขัดขวางของนาฬิกาชีวภาพในตัวเรา ไม่ใช่จะเกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ทำงานเป็นกะเท่านั้น มันเกิดขึ้นเมื่อเรานอนหลับไม่สนิทเป็นประจำ นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ซึ่งจะรวมไปถึงการตื่นเป็นเวลาสองหรือสามชั่วโมงระหว่างเวลา 4 ทุ่ม ถึง ตี 5 อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
การตื่นนอนตอนดึกในลักษณะเช่นนี้ อาจเกิดเนื่องมาจากอาการเจ็ตแล็ก การนอนดึก หรือการดูหน้าจอโทรศัพท์ที่ปล่อยแสงสีฟ้าในตอนกลางคืน ซึ่งแสงสีฟ้าของโทรศัพท์จะเลียนแบบแสงแดดตอนกลางวัน เวลาที่เรารับประทานอาหาร รวมทั้งอาหารที่เรากิน จะส่งสัญญาณบอกนาฬิกาชีวภาพของเรา เช่นเดียวกันกับแสงสว่างและความมืด ดังนั้นการกินของว่างตอนเที่ยงคืน จึงเป็นสิ่งที่ควรจะหลีกเลี่ยง
เมื่อเรามีความเข้าใจนาฬิกาชีวภาพมากขึ้น ทำให้แพทย์สามารถจะนำนาฬิกาชีวภาพไปใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น การรักษาโรคนอนไม่หลับ โดยการเปลี่ยนเวลาในการนอนและการตื่น เพื่อรีเซ็ตนาฬิกาชีวภาพของผู้ป่วย ที่เรียกว่า โครโนเธอระปี chronotherapy การรักษาด้วยเคมีบำบัดบางอย่างจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อให้ยาเคมีบำบัดตามนาฬิกาชีวภาพของผู้ป่วย ขณะนี้นักวิจัยกำลังสำรวจจังหวะเวลาที่เหมาะสมของการรักษาด้วยรังสี และสำหรับยารักษาโรคที่จะเสริมกับนาฬิกาชีวภาพตามธรรมชาติ ก็อยู่ในระหว่างการทำวิจัยเช่นกัน
ลาเมีย Katja Lamia นักชีววิทยา เชี่ยวชาญด้านนาฬิกาชีวภาพ ศาสตราจารย์จากสถาบันวิจัย สคริปส์ Scripps Research Institute กล่าวว่า การทำงานเป็นกะยังมีความสำคัญ และจะยังคงมีใช้อยู่ต่อไป แต่อาจมีวิธีในการลดผลกระทบต่อร่างกายของผู้ทำงาน
จากการวิจัยของเธอชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิของร่างกายที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจเป็นปัจจัยสำคัญในการรบกวนขัดขวางนาฬิกาชีวภาพ หากเป็นเช่นนั้น ลาเมีย กล่าวว่า "เราสามารถใช้การตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายในพนักงานที่เข้ากะ เพื่อประเมินว่าใครมีความเสี่ยง และใช้แนวทางการจัดตารางเวลาส่วนบุคคล"
สำหรับคนที่ไม่ทำงานตอนกลางคืน การเปลี่ยนกิจวัตรบางอย่างก็เพียงพอแล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่ดีเป็นความสำคัญอันดับแรก พฤติกรรมการกินก็สำคัญเช่นกัน แพนด้าและเพื่อนร่วมงานของเขา กำลังทำวิจัยแนวทางปฏิบัติที่เรียกว่า การรับประทานอาหารแบบจำกัดเวลา ชื่อย่อว่า ทีอาร์อี TRE หรือการอดอาหารเป็นช่วงๆ หรือย่อว่า ไอเอฟ IF จะหมายถึง การเลื่อนเวลาอาหารเช้าออกไปหนึ่งหรือสองชั่วโมง จนกว่าระดับของฮอร์โมนคอร์ติซอลจะลดลง และรับประทานอาหารเย็นอย่างน้อยสามชั่วโมงก่อนเข้านอนตามปกติ
จากผลการทำวิจัยเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์ กับนักผจญเพลิง ผลจากการวิจัยพบว่า วิธีการ ทีอาร์อี ซึ่งอดอาหารเป็นช่วงๆ เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเมแทบอลิซึมของนักผจญเพลิง และได้ช่วยให้พวกเขานอนหลับได้ดีขึ้น ในหนูทดลองก็เช่นกัน พบว่า แนวทางปฏิบัติที่เรียกว่าการรับประทานอาหารแบบจำกัดเวลานี้ ได้ไปลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งหรือไปชะลอการเติบโตของก้อนมะเร็งในหนูทดลองได้
แพนด้า กล่าวว่า บางที การเคารพนาฬิกาชีวภาพที่อยู่ในตัวเรา สามารถจะช่วยปกป้องร่างกายเราที่มีความอ่อนไหวต่อเวลาได้
ผู้เขียน: Lydia Denworth
แปลไทยโดย: Wichai Purisa (senior scientist)
โฆษณา