9 ก.ค. 2023 เวลา 06:40 • ประวัติศาสตร์

“บูเช็กเทียน (Wu Zetian)” สตรีองค์เดียวที่ได้ขึ้นเป็นผู้ปกครองแผ่นดินจีน

นางสนมคนหนึ่ง ภายหลังไปบวชชี และก็กลับมาเป็นนางสนมอีกครั้ง ก่อนจะขึ้นมาเป็นขั้วอำนาจในราชสำนักจีน และกลายเป็นจักรพรรดินีที่ทรงอำนาจในแผ่นดินจีน
1
นี่คือเรื่องราวของ “บูเช็กเทียน (Wu Zetian)” ผู้ปกครองจีนที่เป็นสตรีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน
ในสมัยศตวรรษที่ 7 จีดีพี (GDP) ของจีนนั้นเท่ากับ 23% ของจีดีพีโลก และด้วยความที่บูเช็กเทียนกุมอำนาจปกครองจีนทั้งหมดไว้ นั่นทำให้พระองค์ทรงเป็นสตรีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก
บูเช็กเทียนเสด็จพระราชสมภพในปีค.ศ.624 (พ.ศ.1167) ในครอบครัวชั้นสูง โดยบิดาของพระองค์เป็นเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ และบิดาของพระองค์ก็ทรงให้พระองค์ได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกใหม่ในสมัยนั้น
บูเช็กเทียน (Wu Zetian)
บูเช็กเทียนทรงได้รับการสอนการอ่านเขียน และทรงเชื่อมาโดยตลอดว่าสตรีก็เก่งและมีความสามารถไม่แพ้บุรุษ
พระองค์ทรงเป็นผู้ที่เฉลียวฉลาดและมีการศึกษา อีกทั้งยังมีรูปโฉมงดงามและมีเสน่ห์ ทำให้พระองค์ได้เข้ามาเป็นหนึ่งในนางสนมขององค์จักรพรรดิ
ในช่วงวัยสาว บูเช็กเทียนได้เป็นนางสนมคนรองๆ ของ “จักรพรรดิถังไท่จง (Emperor Taizong of Tang)” และยังถวายงานเป็นราชเลขาขององค์จักรพรรดิอีกด้วย
จักรพรรดิถังไท่จง (Emperor Taizong of Tang)
ถึงแม้จะได้เป็นราชเลขา หากแต่บูเช็กเทียนก็ยังเป็นเพียงสนมคนรองๆ เท่านั้น พระองค์จึงทรงเดิมพันชีวิตด้วยการเสี่ยงมีความสัมพันธ์กับ “เจ้าชายหลี่จื้อ (Li Zhi)” หรือภายหลังคือ “จักรพรรดิถังเกาจง (Emperor Gaozong of Tang)” พระราชโอรสในจักรพรรดิถังไท่จง
1
การมีความสัมพันธ์กับเจ้าชายหลี่จื้อถือเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากบูเช็กเทียนเป็นนางสนมขององค์จักรพรรดิ ก็ต้องซื่อสัตย์ต่อองค์จักรพรรดิพระองค์เดียว หากแต่บูเช็กเทียนก็พร้อมจะเดิมพัน
จักรพรรดิถังไท่จงสวรรคตในปีค.ศ.649 (พ.ศ.1192) และบูเช็กเทียนก็ถูกส่งไปยังอาราม และพระองค์ก็ต้องโกนหัวบวชชี
จักรพรรดิถังเกาจง (Emperor Gaozong of Tang)
ในเวลานั้น ตามธรรมเนียมจีน เมื่อจักรพรรดิสวรรคต นางสนมที่ไม่มีพระราชโอรสให้องค์จักรพรรดิจะต้องถูกคุมขังในอาราม
ถึงแม้สถานการณ์จะดูเหมือนไม่เป็นใจสำหรับบูเช็กเทียน แต่ดูเหมือนความสัมพันธ์ที่พระองค์เคยมีกับเจ้าชายหลี่จื้อจะส่งผลดี เนื่องจากเวลานี้ เจ้าชายหลี่จื้อได้ขึ้นครองราชย์เป็น “จักรพรรดิถังเกาจง (Emperor Gaozong of Tang)” และจักรพรรดิถังเกาจงก็ทรงช่วยเหลือบูเช็กเทียน มีรับสั่งให้บูเช็กเทียนกลับมาเป็นนางสนมของพระองค์
สิ่งที่จักรพรรดิถังเกาจงทรงทำนั้นนับเป็นการแหกธรรมเนียมที่เคยมีมา หากแต่จักรพรรดิถังเกาจงก็ไม่ทรงสนธรรมเนียมอะไรทั้งนั้น และในปีค.ศ.650 (พ.ศ.1193) บูเช็กเทียนก็ได้กลายเป็นนางสนมของจักรพรรดิถังเกาจง
อีกเหตุผลที่จักรพรรดิถังเกาจงทรงช่วยเหลือบูเช็กเทียนออกมาจากอาราม เนื่องจาก “จักรพรรดินีหวัง (Empress Wang)” พระมเหสีของพระองค์ ทรงริษยา “สนมเซียว (Consort Xiao)” หนึ่งในสนมของจักรพรรดิถังเกาจง ซึ่งเริ่มจะมีอิทธิพลมากขึ้นเรื่อยๆ
2
บทบาทสำคัญของบูเช็กเทียนก็คือการลดอิทธิพลของสนมเซียวให้น้อยลง
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นกลับเกินความคาดหมาย บูเช็กเทียนไม่เพียงจะกำจัดอิทธิพลของสนมเซียวได้เท่านั้น แต่พระองค์กลับกลายเป็นมีอิทธิพลยิ่งกว่าจักรพรรดินีหวังซะอีก
1
ภายในปีค.ศ.654 (พ.ศ.1197) บูเช็กเทียนทรงมีพระราชโอรสและพระราชธิดากับจักรพรรดิถังเกาจง
แต่พระราชธิดานั้นสิ้นพระชนม์ในเวลาต่อมา ซึ่งสาเหตุนั้นก็เป็นไปได้ว่าอาจจะประชวรหรือไม่ก็อาจจะถูกสังหารโดยบูเช็กเทียนเอง หากแต่บูเช็กเทียนก็ทรงใช้การสิ้นพระชนม์ของพระราชธิดาให้เป็นประโยชน์ โดยพระองค์ทรงกล่าวหาว่าจักรพรรดินีหวังเป็นผู้สังหารพระราชธิดา
ด้วยเหตุนี้ทำให้จักรพรรดิถังเกาจงทรงกริ้ว และมีรับสั่งให้จับกุมจักรพรรดินีหวังและสนมเซียว และแต่งตั้งบูเช็กเทียนเป็นมเหสี
หลังจากขึ้นสู่อำนาจ บูเช็กเทียนก็จัดการกำจัดเสี้ยนหนามทั้งสองทันที โดยจักรพรรดินีหวังและสนมเซียวถูกกำจัดอย่างโหดร้ายและรุนแรง
ในปีค.ศ.655 (พ.ศ.1198) บูเช็กเทียนทรงมีรับสั่งให้ใช้ไม้โบยตีจักรพรรดินีหวังและสนมเซียวคนละ 100 ที ก่อนจะนำไปตัดมือและเท้า สุดท้ายให้นำทั้งสองไปขังไว้ในไหเหล้าขนาดใหญ่ ทุกข์ทรมานเป็นเวลาหลายวัน และนำไปตัดศีรษะ
1
ก่อนตาย สนมเซียวได้กล่าวสาปแช่งบูเช็กเทียนว่า
“บูเช็กเทียนคือปีศาจที่ไว้ใจไม่ได้ ขอให้ข้ากลับมาเกิดเป็นแมว และขอให้บูเช็กเทียนเป็นหนู ข้าจะได้บีบคอนางไปชั่วกาลนาน”
เมื่อบูเช็กเทียนได้ยินคำสาปแช่งของสนมเซียว พระองค์ก็ทรงฝันร้ายว่าจักรพรรดินีหวังและสนมเซียวมาสังหารพระองค์
1
บูเช็กเทียนทรงมีรับสั่งให้กำจัดแมวทุกตัวในนครฉางอัน ก่อนจะเสด็จย้ายไปประทับยังเมืองลกเอี๋ยงเพื่อหนีจากฝันร้าย
ทางด้านจักรพรรดิถังเกาจง พระองค์ทรงเป็นผู้ปกครองที่อ่อนแอ พระองค์ทรงประชวรด้วยพระโรคความดันพระโลหิตสูง ในขณะที่บูเช็กเทียนนั้นทรงฉลาด มีความเด็ดขาด และมีการศึกษา สามารถตัดสินพระทัยในหลายๆ เรื่องได้อย่างถูกต้อง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จักรพรรดิถังเกาจงจึงทรงไว้วางพระทัยในบูเช็กเทียน และมอบหมายให้บูเช็กเทียนตัดสินพระทัยในงานสำคัญ อีกทั้งยังให้บูเช็กเทียนเป็นผู้พูดคุยงานกับเหล่าขุนนาง
เรียกได้ว่าเวลานี้บูเช็กเทียนกลายเป็นขั้วอำนาจหลังม่าน ถวายคำแนะนำต่างๆ แก่องค์จักรพรรดิ ซึ่งองค์จักรพรรดิก็ทรงเชื่อ
เรียกได้ว่าตั้งแต่ค.ศ.655-683 (พ.ศ.1198-1226) ผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงไม่ใช่องค์จักรพรรดิ หากแต่คือบูเช็กเทียน
บูเช็กเทียนทรงแต่งตั้งขุนนาง มีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์ต่างๆ และทรงให้มีการลดอัตราภาษี หากแต่สิ่งที่แตกต่างจากที่ผ่านๆ มา นั่นคือพระองค์ทรงแต่งตั้งขุนนางโดยดูจากความสามารถ ไม่ใช่ชาติตระกูลดังเช่นในอดีต บุคคลที่ผ่านการสอบจะได้รับแต่งตั้งให้รับราชการ ทำให้รัฐบาลของพระองค์มีประสิทธิภาพ
2
ในช่วงปลายรัชสมัยของจักรพรรดิถังเกาจง พระองค์ทรงเริ่มตระหนักถึงอิทธิพลของบูเช็กเทียนหากแต่ก็สายไปแล้ว บูเช็กเทียนไม่ต้องทรงแอบอยู่หลังม่านอีกต่อไป หากแต่สามารถปกครองและสั่งการได้อย่างเปิดเผย
จักรพรรดิถังเกาจงสวรรคตในปีค.ศ.683 (พ.ศ.1226) หลังจากนั้น บูเช็กเทียนก็ทรงแต่งตั้งพระราชโอรสเป็นจักรพรรดิ นั่นคือ “จักรพรรดิถังจงจง (Emperor Zhongzong of Tang)”
1
จักรพรรดิถังจงจง (Emperor Zhongzong of Tang)
แต่อำนาจที่แท้จริงยังคงเป็นของบูเช็กเทียน โดยบูเช็กเทียนเป็นผู้สำเร็จราชการและกุมอำนาจทั้งหมดไว้ และในเวลาต่อมา เมื่อมเหสีของจักรพรรดิถังจงจงทรงโน้มน้าวให้พระสวามีต่อต้านบูเช็กเทียน ทั้งสองพระองค์ก็ถูกเนรเทศออกไปจากดินแดนในปีค.ศ.684 (พ.ศ.1227)
1
หลังจากเหตุการณ์นี้ บูเช็กเทียนทรงแต่งตั้งพระราชโอรสองค์เล็กขึ้นเป็นจักรพรรดิ นั่นคือ “จักรพรรดิถังรุ่ยจง (Emperor Ruizong of Tang)”
แต่ถึงอย่างนั้น จักรพรรดิถังรุ่ยจงก็ถูกควบคุมองค์ในเรือนจำ และผู้ที่ปกครองแผ่นดินที่แท้จริงก็คือบูเช็กเทียน
ค.ศ.690 (พ.ศ.1233) บูเช็กเทียนทรงถอดถอนจักรพรรดิถังรุ่ยจง และขึ้นเป็นจักรพรรดินี ซึ่งเรียกได้ว่าในประวัติศาสตร์จีนกว่า 4,000 ปี พระองค์เป็นพระประมุขที่เป็นสตรีองค์แรกและองค์เดียวในประวัติศาสตร์จีน
จักรพรรดิถังรุ่ยจง (Emperor Ruizong of Tang)
ภายหลังขึ้นเป็นจักรพรรดินี บูเช็กเทียนก็ทรงมีรับสั่งให้มีการปฏิรูปในหลายๆ ด้าน อาทิ
-ทรงก่อตั้งกระทรวงเกษตรเพื่อควบคุมดูแลการผลิตอาหาร
-ทรงปฏิรูปโครงสร้างกองทัพ และให้มีการปรับปรุงการฝึกทหารเพื่อให้ทหารมีประสิทธิภาพสูงสุด
-ทรงลดอัตราภาษี
-ทรงให้ความสำคัญกับโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยมีรับสั่งให้สร้างถนน ขุดคลองและสร้างเขื่อน รวมทั้งมีโครงการก่อสร้างต่างๆ เป็นจำนวนมาก
-ทรงส่งเสริมบทบาทสตรี โดยส่งเสริมให้สตรีได้รับการศึกษาและดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาล
-ทรงสร้างโรงเรียนหลายแห่ง รวมทั้งว่าจ้างครูอาจารย์โดยดูจากผลคะแนนสอบ
เรียกได้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ที่หัวก้าวหน้าคนหนึ่งเลยทีเดียว
แต่ในอีกด้านหนึ่ง พระองค์ทรงก่อตั้งหน่วยตำรวจลับที่คอยสืบหาผู้ต่อต้านพระองค์ และหากทราบว่าใครคิดร้าย พระองค์จะมีรับสั่งให้ประหารหรือเนรเทศทันทีโดยไม่สนใจว่าผู้นั้นเป็นใคร หรือต่อให้เป็นผู้ที่ใกล้ชิดพระองค์ พระองค์ก็ไม่สน
1
เมื่อเข้าสู่วัยชรา บูเช็กเทียนก็เริ่มอ่อนแอ ต้องพึ่งพิงเหล่าเสนาบดีและพระสวามีในการบริหารราชการ ซึ่งต่างก็ล้วนแสวงประโยชน์จากพระองค์ ก่อนที่ในปีค.ศ.705 (พ.ศ.1248) จักรพรรดิถังจงจงจะกลับคืนสู่อำนาจ และถอดถอนบูเช็กเทียนออกจากตำแหน่ง
ในปีเดียวกันนี้ บูเช็กเทียนสวรรคตด้วยพระชนมายุ 81 พรรษา
เป็นอันสิ้นสุดบทบาทของจักรพรรดินีองค์แรกและองค์เดียวที่สร้างความสั่นสะเทือนแก่ราชบัลลังก์จีน
โฆษณา