11 ก.ค. 2023 เวลา 04:07 • กีฬา

#MainStand : กาลครั้งหนึ่ง “บังยี” เคยโดนชาติอาเซียนหักหลังตอนโหวตประธาน AFC

ทุกสายตากำลังจับจ้องไปที่การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่จะมีขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้ โดยมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 750 คนเป็นตัวแปรสำคัญ
1
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามี ส.ส. และ สว. หลายรายได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะโหวตไปในทิศทางไหน จนนำมาซึ่งการคำนวณเสียงและเก็งโผจากสื่อหลายสำนัก
แต่ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปจะลงเอยอย่างไรยังต้องลุ้นจนถึงวินาทีสุดท้าย เพราะเหตุการณ์พลิกล็อกย้ายข้างมีให้เห็นกันมาแล้วนักต่อนัก … ไม่เว้นแม้แต่ในวงการกีฬา
โดยเฉพาะเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับ “บังยี” วรวีร์ มะกูดี อดีตนายกสมาคมฟุตบอลไทย ที่เคยโดนเพื่อนในชาติอาเซียนหักหลังมาแล้วเมื่อครั้งลงชิงตำแหน่งประธานฟุตบอลเอเชีย
เหตุการณ์เป็นอย่างไร ร่วมย้อนเวลาไปกับ Main Stand
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 วรวีร์ มะกูดี นายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ณ เวลานั้น ถือเป็นบุคคลมากบารมีในวงการฟุตบอลทั้งในประเทศและในระดับนานาชาติ โดยเขาดำรงตำแหน่งสมาชิกผู้บริหารของสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (FIFA) มาต่อเนื่องถึง 16 ปี
ขณะที่ในอาเซียนก็มีบทบาทสำคัญมาตั้งแต่สมัยยังดำรงตำเลขาธิการสมาคมฟุตบอลไทย ยุควิจิตร เกตุแก้ว โดยเป็นโต้โผใหญ่ในการรวมชาติในอาเซียนด้วยการดึง กัมพูชา ลาว พม่า และ เวียดนาม เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหพันธ์ฟุตบอลอาเซียน (AFF) จนก่อเกิดรายการฟุตบอล AFF Championship ในที่สุด
ทำให้เขาในเวลานั้นมั่นใจมากว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากชาติในอาเซียนทั้ง 11 ประเทศ และอีก 1 เสียงจากออสเตรเลีย รับรองให้ลงชิงตำแหน่งประธานสหพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (AFC) คนที่ 10
การโหวตเลือกประธานฟุตบอลเอเชียนั้นมีชาติสมาชิกที่มีสิทธิ์ลงคะแนนทั้งสิ้น 46 เสียง โดยผู้สมัครที่ได้เสียงโหวตเกินกึ่งหนึ่งหรือ 24 เสียงจะเป็นผู้ชนะ (หากไม่มีใครได้รับเสียงถึงจะตัดผู้สมัครที่มีคะแนนน้อยที่สุดออกแล้วโหวตรอบต่อไปจนกว่าจะได้ผู้ชนะ)
นั่นหมายความว่าหากเป็นไปตามที่คาด “บังยี” ต้องการอีกเพียงแค่ 12 เสียงก็จะได้นั่งเป็นประมุของค์กรลูกหนังของทวีปทันที
สื่อหลายสำนักยังคำนวณกันต่อว่าเขาอาจจะได้เสียงจากชาติในเอเชียใต้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกันอย่าง อินเดีย บังกลาเทศ ศรีลังกา ปากีสถาน มาบวกเพิ่มอีกด้วย
“ผมอยากขอบคุณเพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่เคียงข้างผม และทำให้ผมมั่นใจว่าจะมีคะแนนสนับสนุนทั้งหมดจากสมาชิกของอาเซียน มันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก” วรวีร์ กล่าวอย่างมั่นใจ
ในการชิงชัยครั้งนั้น นอกจากวรวีร์แล้วยังมีผู้ท้าชิงอีก 2 ราย (ถอนตัวไป 1 คน) คือ ชีค ซัลมาน อิบราฮิม อัล คาห์ลิฟา จากบาห์เรน และ ยูซูฟ อัล เซอร์กัลป์ จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี)
ความมั่นใจของวรวีร์ยังเต็มเปี่ยม เขาเดินสายหาเสียงกับชาติสมาชิกอย่างต่อเนื่อง พร้อมแอบหวังว่าหากไม่มีผู้ชนะขาดในรอบแรกแล้วตนเองไม่ถูกตัดออกก็มีโอกาสที่จะได้เสียงจากฝั่งผู้แพ้มาหนุนเพิ่ม
1
กระทั่งวันชี้ชะตา 2 พฤษภาคม ในการประชุมใหญ่ ณ โรงแรมแมนดาริน โอเรียนตัล กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย … ความฝันของชายวัย 61 ปีก็พังทลายลง
วรวีร์ไม่เพียงแต่จะพ่ายแพ้ แต่เขายังได้รับเสียงโหวตเพียง 7 คะแนนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าจำนวนชาติในอาเซียนเสียอีก โดยผู้ชนะตกเป็นของ อัล คาห์ลิฟา ที่ได้ไปถึง 33 เสียง ส่วน ยูซูฟ อัล เซอร์กัลป์ ได้ 6 เสียง
วินาทีนั้นเขาถูกชาติในอาเซียนที่เคยสนับสนุนหักหลังเข้าอย่างจัง
“ไม่คาดคิดว่าผลจะออกมาเป็นอย่างนี้ ก่อนหน้านี้มีการรับคำกันพอสมควรในกลุ่มอาเซียนเรา แต่หลายชาติมีการเปลี่ยนแปลงภายในผลจึงอาจออกมาเป็นอย่างที่เห็น ต้องถือเป็นบทเรียน เราไม่สามารถอ่านจิตใจคนได้” วรวีร์ เปิดใจหลังปราชัย
ไม่เพียงเท่านั้น อีก 2 ปีถัดมาวรวีร์ยังแพ้โหวตต่อคู่แข่งร่วมอาเซียนจนต้องหลุดจากตำแหน่งบอร์ดฟีฟ่าที่นั่งมานานเกือบ 18 ปีด้วย โดยตัวแทนจากเอเชียที่ได้โควตาแทน 2 ที่นั่งในครั้งนั้นคือ โกโซ ทาจิม่า รองนายกสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น (36 เสียง) และ สุลต่าน อาหมัด ชาห์ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลแห่งอาเซียนจากมาเลเซีย (25 เสียง)
ขณะที่ “บังยี” ซึ่งได้เพียง 13 เสียงถึงกับเอ่ยปากว่าวงการลูกหนังอาเซียนไม่มีความเป็นเอกภาพ เพราะขนาดมติในที่ประชุมออกมาชัดเจนว่ามีทิศทางอย่างไร แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น
และนี่เป็นเพียงเรื่องราวบางส่วนเท่านั้นที่เกิดเหตุการณ์หักหลังย้ายข้างในการโหวตเกิดขึ้น ส่วนการโหวตนายกประเทศไทยจะเป็นอย่างไรคงต้องลุ้นไปด้วยกัน
โฆษณา