8 ส.ค. 2023 เวลา 05:25 • ประวัติศาสตร์

เจ้าหญิงแห่งรัสเซียผู้ที่สิ้นพระชนม์เพราะคณะปฏิวัติ

เมื่อ 100 กว่าปีก่อน มีเจ้าหญิงเยอรมันองค์หนึ่ง ผู้ซึ่งมีพระสิริโฉมงดงาม เป็นที่ต้องตาต้องใจของทุกผู้คน
1
เจ้าหญิงองค์นี้เป็นพระราชนัดดาใน “สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria)” พระประมุขแห่งสหราชอาณาจักร หนึ่งในบุคคลที่ทรงอิทธิพลที่สุดพระองค์หนึ่งแห่งศตวรรษที่ 19
เมื่อมีพระชนม์ได้ 20 ปี พระองค์ได้ทรงเสกสมรสกับแกรนด์ดยุกองค์หนึ่งแห่งรัสเซีย และก็เป็นที่รักของชาวรัสเซีย ก่อนที่ชะตาชีวิตจะพลิกผัน ทำให้พระองค์ต้องสละความสุขสบายและบวชชี ช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนในมอสโคว
ในวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปี ชาวรัสเซียได้ฉลองให้กับพระองค์ โดยพระองค์ได้กลายเป็นเหมือนผู้ศักดิ์สิทธิ์ และต่างเชื่อกันว่าพระองค์สามารถช่วยให้คนป่วยหายจากอาการเจ็บป่วย
ลองมาดูชีวิตของพระองค์กันครับ
“เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งเฮ็สเซินและไรน์ (Princess Elisabeth of Hesse and by Rhine)” ประสูติในดินแดนที่ปัจจุบันคือเยอรมนีเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ.1864 (พ.ศ.2407)
เจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งเฮ็สเซินและไรน์ (Princess Elisabeth of Hesse and by Rhine)
พระบิดาของพระองค์คือ “ลุดวิกที่ 4 แกรนด์ดยุกแห่งเฮ็สเซิน (Louis IV, Grand Duke of Hesse)” แกรนด์ดยุกชาวเยอรมัน ส่วนพระมารดาคือ “เจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักร (Princess Alice of the United Kingdom)” พระราชธิดาในสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย
1
เมื่อเจริญพระชนม์ พระองค์ได้เสกสมรสกับสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟ และพระองค์ก็ได้เป็น “แกรนด์ดัชเชสเอลิซาเบธ เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Grand Duchess Elizabeth Feodorovna of Russia)”
2
อีกไม่กี่ปีต่อมา พระขนิษฐาของพระองค์ นั่นคือ “เจ้าหญิงอาลิกซ์ (Princess Alix)” ก็ได้อภิเษกสมรสกับ “จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย (Nicholas II of Russia)” และเป็นจักรพรรดินีองค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย มีพระนามว่า “จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna)”
1
จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna)
จักรพรรดินีอเล็กซานดราได้สวรรคตพร้อมพระราชสวามีและพระราชบุตรจากเหตุการณ์ปลงพระชนม์หมู่ของคณะบอลเชวิกเมื่อปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461)
แต่หากย้อนกลับไปก่อนนั้นซัก 20 ปี ไม่มีใครจะคาดคิดว่าในอนาคต ประชาชนธรรมดาจะสามารถตัดสินชะตากรรมของราชวงศ์และเหล่าขุนนางได้ โดยเฉพาะกับราชวงศ์ที่ทรงอำนาจยิ่งเป็นไปไม่ได้
สำหรับเจ้าหญิงเอลิซาเบธ ถึงแม้จะเกิดมาเป็นเจ้า แต่พระองค์ก็ถูกเลี้ยงดูมาอย่างเด็กปกติ ต้องทำความสะอาดห้องเอง และมักจะเสด็จไปเยี่ยมเหล่าทหารในโรงพยาบาลพร้อมกับพระมารดา
แต่เมื่อมีพระชนม์ได้เพียง 14 ปี เจ้าหญิงอลิซก็สิ้นพระชนม์จากพระโรคคอตีบ สร้างความโศกเศร้าแก่ทุกคน
1
เจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักร (Princess Alice of the United Kingdom)
ภายหลังจากสิ้นพระมารดา เจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ได้ทรงอุทิศตนแก่การศึกษา หากแต่พระองค์นั้นทรงพระสิริโฉมมากเกินกว่าจะอยู่อย่างสงบ
ด้วยความที่มีพระวรกายสูงโปร่ง พระพักตร์สวยงาม กิริยามารยาทนุ่มนวล ทำให้ชายหนุ่มจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่าชายหนุ่มจากวงศ์สังคมชั้นสูง ต่างสนใจพระองค์ หากแต่พระองค์ก็ไม่สนพระทัยผู้ใด
แต่แล้ววันหนึ่ง “แกรนด์ดยุกเซอร์เก อเล็กซานโดรวิชแห่งรัสเซีย (Grand Duke Sergei Alexandrovich of Russia)” ก็สามารถเอาชนะพระทัยของเจ้าหญิงเอลิซาเบธได้
1
แกรนด์ดยุกเซอร์เกและเจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงรู้จักกันมาเป็นเวลานานแล้วเนื่องจากทั้งสองพระองค์ทรงมีศักดิ์เป็นพระญาติ โดยพระราชมารดาของแกรนด์ดยุกเซอร์เกก็คือ “จักรพรรดินีมาเรีย อเล็กซานโดรฟนาแห่งรัสเซีย (Empress Maria Alexandrovna of Russia)” ส่วนพระราชบิดาคือ “จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 2 แห่งรัสเซีย (Alexander II of Russia)”
แกรนด์ดยุกเซอร์เก อเล็กซานโดรวิชแห่งรัสเซีย (Grand Duke Sergei Alexandrovich of Russia)
ถึงแม้จะทรงคุ้นเคยกันมาแต่ทรงพระเยาว์ แต่แกรนด์ดยุกเซอร์เกก็ไม่ใช่รักแรกพบ โดยทีแรก เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงคิดว่าแกรนด์ดยุกเซอร์เกนั้นทรงหยิ่งและโอหัง
แต่เมื่อแกรนด์ดยุกเซอร์เกทรงสูญเสียทั้งพระราชบิดาและพระราชมารดา เจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ทรงรู้สึกสงสาร เนื่องจากพระองค์ก็สูญเสียพระมารดาไปเช่นกัน จึงทรงเข้าใจดีว่าแกรนด์ดยุกเซอร์เกรู้สึกอย่างไร
นอกจากนั้น ทั้งสองพระองค์ยังทรงมีความสนพระทัยในเรื่องศาสนาและศิลปะ ทั้งสองพระองค์จึงทรงตกหลุมรักกัน และเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ตอบตกลงที่จะเสกสมรสในที่สุด
แต่พระราชินีวิกตอเรียนั้นไม่ทรงเห็นด้วยเนื่องจากความต่างทางศาสนา หากแต่เจ้าหญิงเอลิซาเบธไม่ทรงสนพระทัย และทรงตัดสินพระทัยที่จะเสกสมรสกับแกรนด์ดยุกเซอร์เก และย้ายไปประทับยังรัสเซีย
1
สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย (Queen Victoria)
เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้เข้าพิธีเสกสมรสกับแกรนด์ดยุกเซอร์เกในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1884 (พ.ศ.2427) และได้เปลี่ยนมาเข้าคริสตจักรรัสเซียออร์ทอดอกซ์ (Russian Orthodox Church)
ในงานเสกสมรสนี้ จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ซึ่งมีศักดิ์เป็นพระนัดดาของแกรนด์ดยุกเซอร์เก ก็ได้ทรงพบเจ้าหญิงอาลิกซ์เป็นครั้งแรก ก่อนที่ในเวลาต่อมา จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 จะได้เสกสมรสกับเจ้าหญิงอาลิกซ์และมีพระราชบุตรด้วยกันห้าพระองค์
ที่ประทับแห่งใหม่ที่รัสเซีย ทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ครอบครัวของแกรนด์ดยุกเซอร์เกก็ทรงต้อนรับพระองค์เป็นอย่างดี และในไม่ช้า พระองค์ก็ทรงโด่งดังไปทั่วรัสเซีย
1
เจ้าหญิงเอลิซาเบธและแกรนด์ดยุกเซอร์เกไม่ทรงมีพระราชบุตรด้วยกัน ทำให้มีข่าวลือว่าแกรนด์ดยุกเซอร์เกนั้นเป็นเกย์ หากแต่ก็เป็นเพียงข่าวลือ และทั้งสองพระองค์ก็ทรงครองคู่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเป็นเวลานานกว่า 21 ปี ก่อนที่เรื่องร้ายจะเกิดขึ้น
17 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1905 (พ.ศ.2448) “อีวาน คัลยาเยฟ (Ivan Kalyayev)” นักปฏิวัติรายหนึ่ง ได้โยนระเบิดใส่รถม้าพระที่นั่งของแกรนด์ดยุกเซอร์เก โดยขณะนั้นรถม้าพระที่นั่งกำลังจะเข้าไปในพระราชวังเครมลิน ซึ่งแรงระเบิดก็ทำให้แกรนด์ดยุกเซอร์เกสิ้นพระชนม์
1
อีวาน คัลยาเยฟ (Ivan Kalyayev)
สำหรับคัลยาเยฟ แกรนด์ดยุกเซอร์เกคืออาวุธร้ายของเผด็จการ และเหล่าพระราชวงศ์ก็กดขี่ประชาชน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่หรูหรา สุขสบาย ในขณะที่ประชาชนแทบจะไม่มีกิน
ชาวไร่รัสเซียต่างมีชีวิตที่ยากลำบาก คนงานในโรงงานก็ถูกกดค่าแรง เหล่าทหารก็รู้สึกอัปยศเนื่องจากพ่ายแพ้ในสงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War)
ผู้คนต่างยากลำบาก ส่วนพระราชวงศ์ต่างสุขสบายบนกองเงินกองทอง ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ไม่พอใจ
สงครามรัสเซีย–ญี่ปุ่น (Russo-Japanese War)
เจ้าหญิงเอลิซาเบธทรงโศกเศร้า เสียพระทัยกับการสิ้นพระชนม์ของพระสวามีเป็นอย่างมาก หากแต่พระองค์ก็มองว่านี่เป็นกรรม
ในช่วงที่ขึ้นสู่อำนาจ แกรนด์ดยุกเซอร์เกได้ทรงขับไล่ชาวยิวกว่า 20,000 คนออกจากมอสโควภายในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ซึ่งเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ไม่ทรงเห็นด้วยและได้เคยตรัสว่า
“พระเจ้าจะลงโทษเราอย่างหนักหนาสาหัส”
หลังจากการสิ้นพระชนม์ของแกรนด์ดยุกเซอร์เก เจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ทรงสวดมนต์เป็นเวลายาวนาน และบนหลุมฝังพระศพแกรนด์ดยุกเซอร์เก เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ทรงสลักข้อความเอาไว้ว่า
1
“ท่านพ่อ โปรดปลดปล่อยพวกเขา พวกเขาไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป”
เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ทรงพูดคุยกับคัลยาเยฟ ผู้ซึ่งปลงพระชนม์พระสวามีของพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ได้ตรัสถามถึงสาเหตุที่ปลงพระชนม์พระสวามี และคัลยาเยฟก็ได้ตรัสตอบว่าเขาต้องการจะแก้แค้นและทำลายทรราช
หลังจากนั้นสามเดือน คัลยาเยฟก็ถูกแขวนคอ
หลังจากการสิ้นพระชนม์ของแกรนด์ดยุกเซอร์เก เจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ตัดสินพระทัยจะอุทิศชีวิตแก่พระเจ้า
ในปีค.ศ.1909 (พ.ศ.2452) เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ทรงขายทรัพย์สินที่ดินและเครื่องเพชรจำนวนมากของพระองค์ รวมทั้งพระธำมรงค์แต่งงานอีกด้วย และนำเงินที่ได้ไปบริจาคเพื่อสร้างคอนแวนต์ในมอสโคว
เจ้าหญิงเอลิซาเบธขณะเป็นหัวหน้านางชี
เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้เป็นหัวหน้านางชีของคอนแวนต์ที่พระองค์ทรงบริจาคเงินสร้าง และได้ทรงช่วยเหลือประชาชน เปิดคอนแวนต์้เป็นโรงพยาบาลและศูนย์รับเลี้ยงเด็ก
ในทุกๆ วัน คอนแวนต์ของพระองค์จะจ่ายอาหารให้ประชาชนกว่า 300 คนในมอสโคว และเจ้าหญิงเอลิซาเบธยังมักจะเสด็จไปช่วยเหลือผู้ยากจนในสลัม ทำให้ผู้คนขนานนามพระองค์ว่า “นางฟ้าผู้พิทักษ์แห่งมอสโคว”
แต่ดูเหมือนเรื่องร้ายๆ ยังไม่จบลง
ยิ่งเวลาผ่านไป ความสัมพันธ์ระหว่างพระองค์กับพระขนิษฐา นั่นคือจักรพรรดินีอเล็กซานดรา พระมเหสีในจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ก็มีแต่ยิ่งห่างเหิน เนื่องจากนักบวชที่มีนามว่า “กริกอรี รัสปูติน (Grigori Rasputin)”
กริกอรี รัสปูติน (Grigori Rasputin)
รัสปูตินนั้นมีอิทธิพลในราชสำนัก และเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ทรงระแวงและไม่ไว้วางพระทัยในตัวรัสปูติน
เจ้าหญิงเอลิซาเบธได้ทรงพบกับพระขนิษฐาเป็นครั้งสุดท้ายในปีค.ศ.1916 (พ.ศ.2459) และได้ตรัสกับพระขนิษฐาว่าพระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องอิทธิพลของรัสปูติน และพระองค์ก็คิดว่าสุดท้ายแล้ว กลุ่มขุนนางจะต้องลงมือสังหารรัสปูติน และพระองค์ทราบด้วยว่าเป็นใคร
1
ในปีต่อมา ค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) ก็ได้เกิดการปฏิวัติเดือนตุลาคม (October Socialist Revolution) และก็เป็นจุดเริ่มต้นของ “สหภาพโซเวียต (Soviet Union)”
ถึงแม้เจ้าหญิงเอลิซาเบธจะไม่ทรงยุ่งเกี่ยวการเมือง และก็ไม่ได้มีอำนาจอะไร แต่ “วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin)” หัวหน้ารัฐบาล ก็ได้มีคำสั่งให้ตำรวจลับโซเวียตจับกุมเจ้าหญิงเอลิซาเบธในปีค.ศ.1918 (พ.ศ.2461)
วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin)
เจ้าหญิงเอลิซาเบธและสมาชิกพระราชวงศ์อีกเจ็ดพระองค์ถูกจับกุมและคุมขังในโรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในแถบเหมืองแร่ไม่ไกลจากไซบีเรีย เป็นเวลากว่าสองเดือน
ภายหลังจากเหตุการณ์ปลงพระชนม์หมู่ราชวงศ์โรมานอฟเพียงหนึ่งวัน ก็ถึงคราวของเจ้าหญิงเอลิซาเบธ
17 กรกฎาคม ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) คณะบอลเชวิกได้นำองค์เจ้าหญิงเอลิซาเบธและพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ไปยังเหมืองร้าง ก่อนจะทุบตีทุกพระองค์ และโยนลงไปในหลุมที่ลึกกว่า 20 เมตร
หากแต่เจ้าหญิงเอลิซาเบธและพระราชวงศ์องค์อื่นๆ ก็ไม่ตกลงไปถึงก้นหลุม แต่ไปติดอยู่บริเวณทางระบายน้ำ
จากคำให้การของหนึ่งในผู้ก่อการ ได้ให้การว่าภายหลังจากถูกโยนลงหลุม เจ้าหญิงเอลิซาเบธและพระราชวงศ์ได้สวดมนต์และร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เสริมสร้างกำลังใจให้กันและกัน
หลุมที่ใช้ปลงพระชนม์
ทางด้านบอลเชวิกซึ่งอยากจะรีบๆ จัดการพระราชวงศ์ให้เสร็จสิ้น ได้โยนระเบิดลงไปในหลุม หากแต่มีพระราชวงศ์สิ้นพระชนม์เพียงหนึ่งพระองค์ และเสียงร้องเพลงก็ยังคงดังต่อ สร้างความหงุดหงิดให้เหล่าผู้ก่อการ
คณะผู้ก่อการได้โยนระเบิดลงไปอีกลูก หากแต่เสียงร้องเพลงยังดังก้องต่อไป ทำให้คณะผู้ก่อการหมดความอดทน และได้จัดการนำท่อนไม้และกิ่งไม้มาปิดปากหลุม และจุดไฟเผา
ภายหลังจากกระทำการสำเร็จ คณะผู้ก่อการก็ตั้งใจจะปกปิดการปลงพระชนม์นี้ โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) กลุ่มผู้ก่อการก็แกล้งทำเป็นส่งโทรเลขปลอมให้กันและกัน โดยในโทรเลขนั้นได้ระบุว่ามีกลุ่มคนไม่ทราบชื่อหรือที่มา ได้เข้ามาโจมตีโรงเรียนที่คุมขังพระราชวงศ์ และคณะผู้ก่อการก็ไม่ได้รู้เรื่องอะไรด้วย
แต่ในเดือนต่อมา “กองทัพขาว (White Army)” ซึ่งเป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมต่อต้านบอลเชวิก ก็ได้บุกไปยังจุดที่ปลงพระชนม์เพื่อตรวจสอบ
ตุลาคม ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) สามเดือนหลังจากการปลงพระชนม์พระราชวงศ์ กองทัพขาวก็ได้พบพระศพเจ้าหญิงเอลิซาเบธและพระราชวงศ์องค์อื่นๆ
1
จากการตรวจสอบ พบว่าเจ้าหญิงเอลิซาเบธสิ้นพระชนม์จากพระอาการบาดเจ็บและการขาดอาหาร ไม่ใช่ถูกไฟคลอก และยังทราบว่าแม้แต่ก่อนจะสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงเอลิซาเบธยังนำผ้าพันพระเศียรมาช่วยพันบาดแผนของเจ้าชายที่ถูกจับโยนลงมาด้วย
กองทัพขาวได้ย้ายพระศพอย่างลับๆ ไปยังประเทศจีน และพระศพของเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ถูกฝังไว้ที่ปักกิ่ง ก่อนจะย้ายไปเยรูซาเลมในอีกสามปีต่อมา
1
เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อเสียงของเจ้าหญิงเอลิซาเบธก็ได้รับการยกย่อง พระองค์ได้รับการประกาศให้เป็นนักบุญ มีการปั้นพระบรมรูปของพระองค์เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ ได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก
และนี่ก็คือเรื่องราวของเจ้าหญิงองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นเหยื่อการปฏิวัติ
โฆษณา