8 ส.ค. 2023 เวลา 05:25 • หุ้น & เศรษฐกิจ

🔎 ถอดรหัสการประชุม Politburo นโยบายสำคัญและเมกะเทรนด์หุ้นจีน

ผลสรุปจากการประชุมของกรมการเมืองของจีน หรือที่เรียกว่า Politburo Meeting เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2023 ที่ผ่านมานั้นมีการให้ทิศทางของนโยบายที่สำคัญ 2 ประการ ได้แก่
1️⃣ การเพิ่มการบริโภคภายในประเทศ
โดยการใช้นโยบายเศรษฐกิจมหภาคที่มากขึ้น ควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการเงิน เข้ามาช่วยกระตุ้นการบริโภคในครึ่งปีหลัง หลังจากเศรษฐกิจจีนเติบโตต่ำกว่าคาดมากในไตรมาส2/23 จากการถอนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่เร็วเกินไปในช่วงปลายไตรมาส 1/23
พร้อมกันนี้ยังมีการกล่าวถึงการสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนเพื่อเพิ่มกิจกรรมในตลาดทุนของจีนอีกด้วย ซึ่งเห็นได้จากการปิดคดีค่าปรับ Ant Group เมื่อต้นเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ตามด้วยการเรียกประชุมบริษัทดิจิตอลยักษ์ใหญ่โดยนายกฯ จีน พร้อมส่งสัญญาว่าอยากให้ Platform Economy เติบโตและเข้มแข็งขึ้นอีก
2️⃣ การป้องกันความเสี่ยงในภาคส่วนที่สำคัญ ได้แก่
✅ ภาคอสังหาริมทรัพย์: การประชุม Politburo ครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 4ปี ที่ไม่มีการกล่าวย้ำประโยคที่ว่า “บ้านมีไว้เพื่ออยู่อาศัย ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร” เพราะความเสี่ยงในภาคอสังหาริมทรัพย์ของจีนได้เปลี่ยนจากความเสี่ยงด้านการเงิน ไปเป็นเรื่องอุปสงค์ที่อยู่อาศัยที่ชะลอตัวเสียแล้ว จึงต้องมีการปรับนโยบายด้านอสังหาริมทรัพย์ให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป
✅ การจ้างงาน: เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงเป็นครั้งแรกในที่ประชุม Politburo ว่าการจ้างงานควรจะต้องถูกเพิ่มขึ้นมาสู่ระดับยุทธศาสตร์ หลังจากที่ตัวเลขการว่างงานของเด็กจบใหม่ของจีนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจนสูงกว่าระดับ 20% แล้ว
✅ หนี้สินของรัฐบาลท้องถิ่น: มีการปรับโทนจากการควบคุมการก่อหนี้ใหม่ เป็นการเร่งให้รัฐบาลท้องถิ่นออกพันธบัตรชนิดพิเศษที่ยังต่ำกว่าเป้าของรัฐบาลกลางอยู่ราว 40% ให้ครบตามโควต้า โดยรัฐบาลกลางยังไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการหนี้สินเดิม (อาจใช้วิธี Swap หนี้เหมือนที่เคยทำเมื่อปี 2015-2017)
1
📌 ความสำคัญของ Politburo กับทิศทางนโยบายของจีน ฉบับนักลงทุนควร(พอจะ)รู้
พรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC: Communist Party of China) เป็นพรรคการเมืองที่มีอำนาจกำหนดนโยบายต่างๆ ของประเทศ โดยมี Politburo เป็นองค์กรที่มี “อำนาจการตัดสินใจสูงสุด” ในการกำหนดนโยบายบริหารประเทศ และมี State Council เป็นองค์กรที่มี “อำนาจบริหารสูงสุด” ซึ่งจะรับนโยบายไปปฏิบัติให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่ทาง Politburo กำหนดไว้
โครงสร้างของ Politburo (Political Bureau) หรือ กรมการเมือง ของจีนนั้นจะมีคณะกรรมการประจำกรมการเมือง (PBSC: Politburo Standing Committee) ทั้งหมด 7 คน ซึ่งมีอำนาจสูงสุด
โดยมี สี จิ้นผิง เป็นกรรมการลำดับที่ 1 ในฐานะที่เป็นประธานาธิบดี (State President) และ
หลี่ เฉียง เป็นกรรมการลำดับที่ 2 ในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี (Premier of State Council)
ถัดลงมาจาก PBSC จะมีสมาชิกกรมการเมือง (Politburo Members) อีก 25 คน เป็นทีมปฏิบัติการ
นโยบายที่คุมทิศทางการบริหารประเทศในระยะกลาง-ยาว ของจีนจะเป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ 5ปี (FYP: Five-Year Plan) ซึ่งเริ่มมีมาตั้งแต่ปี 1953 ต่อมาได้ถูกปรับปรุงใหม่ในสมัยของเติ้ง เสี่ยวผิง โดยมอบหมายให้ PBSC เป็นผู้นำเสนอแนวทางและกลยุทธ์สำหรับ FYP ให้กับ State Council เอาไปจัดทำเป็นร่าง FYP เพื่อเสนอให้สภาประชาชนแห่งชาติอนุมัติ แม้ว่า FYP จะถูกกำหนดในลักษณะ Top-Down แต่จีนก็มีระบบสำรวจและจัดเก็บข้อมูลแบบ Bottom-Up แล้วส่งต่อขึ้นมาให้กับผู้มีอำนาจตัดสินใจได้พิจารณาด้วย
📌 การติดตามนโยบายเศรษฐกิจและแนวทางการบริหารประเทศของจีน
การที่นักลงทุนจะจับ “ทิศทาง” ของนโยบายต่างๆ ของจีนนั้น ในภาพระยะกลาง-ยาว สามารถดูได้จาก FYP ส่วนในระยะสั้นก็สามารถติดตามได้จากผลการประชุมของ Politburo อย่างไรก็ดีการประกาศนโยบายที่เฉพาะเจาะจงนั้นจะไม่ได้ทำโดย Politburo แต่มักจะถูกดำเนินการโดยผู้นำระดับสูงของจีน ส่วนการรับเอาทิศทางนโยบายของส่วนกลางไปลงมือปฏิบัตินั้นก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายบริหารด้วยว่าจะไปจัดทำแผนปฏิบัติการย่อยของหน่วยงานในระดับต่างๆ อย่างไร และได้ผลมากน้อยเพียงใด
1
จะเห็นว่าการประชุม Politburo จะกล่าวถึงทิศทางนโยบายที่มาแก้ปัญหาในระยะสั้นของประเทศ เพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายระยะกลาง-ยาวได้ตาม FYP ฉบับปัจจุบัน (ฉบับที่ 14: ปี2021-2025) ซึ่งมุ่งเน้นไปที่
1) การบริโภคภายในประเทศ
2) การพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีและการเพิ่มสัดส่วน Digital Economy
3) การพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม
4) การเพิ่มคุณภาพชีวิตประชากร ซึ่งทิศทางที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญนี้ล้วนถูกต่อยอดมาจาก FYP ฉบับที่ 12 (2011-2015)
FYP ฉบับที่ 12 นับเป็นจุดเปลี่ยนด้านกลยุทธ์ที่สำคัญของจีน หลังจากการส่งออกสินค้าของจีนในฐานะโรงงานของโลกถูกกระทบจากวิกฤตการเงินโลกเมื่อปี 2008 ทำให้จีนเบนเข็มทิศมามุ่งเน้นการบริโภคภายในประเทศ (แทนการส่งออกที่เคยมีสัดส่วนถึง 35% ของ GDP), เน้นภาคบริการ (แทนภาคอุตสาหกรรมที่เคยมีสัดส่วนราว 48% ของ GDP), และเน้นนวัตกรรม และเริ่มกล่าวถึงการลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ คุณภาพชีวิตที่ดี การศึกษาที่ดี การรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพเป็นครั้งแรก
📌 กลุ่มอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ของจีนที่มีโอกาสเติบโตได้ในระยะกลาง-ยาว
หากเรามาแกะรอยนโยบายหลักที่ FYP ฉบับปัจจุบันให้ความสำคัญ ก็จะพอวิเคราะห์ได้ถึงกลุ่มอุตสาหกรรมเมกะเทรนด์ (Mega Trend) ของจีนทั้งหมด 4 กลุ่ม ดังนี้
1) สินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary)
2) เทคโนโลยี 5.0 (Technology 5.0)
3) พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า (Clean Energy & EV)
4) การดูแลสุขภาพ (Healthcare & Health Innovation)
1
ทั้งนี้ในบทความนี้จะมีการยกตัวอย่างบริษัท/หุ้น ที่อยู่ในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นการแนะนำหรือชี้ชวนให้ลงทุน
1️⃣ กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย - นโยบายเพิ่มบทบาทการบริโภคภายในประเทศ
กระแส De-Globalization ทำให้จีนต้องกระจายความเสี่ยงจากการพึ่งพาการส่งออกมาให้ความสำคัญกับการเพิ่มบทบาทการบริโภคภายในประเทศ การใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือหนึ่งในระยะสั้นที่จะช่วยกระตุ้นการบริโภคของภาคครัวเรือนได้ ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับสินค้าฟุ่มเฟือย (Consumer Discretionary) ได้รับประโยชน์
แม้ว่าโครงสร้างประชากรจีนจะเริ่มลดลงและเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยแล้ว แต่จีนก็มีผู้บริโภค Gen-Z มากถึง 270ล้านคน ที่มีรูปแบบการบริโภคที่เปลี่ยนไปจากเดิม กล่าวคือมีสัดส่วนการบริโภคต่อรายได้ที่มากขึ้น และนิยมซื้อสินค้าแบรนด์จีนมากขึ้นตามกระแสชาตินิยม หรือ “Guochao” ซึ่งตัวอย่างอุตสาหกรรมและบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม Consumer Discretionary ได้แก่
✅ ธุรกิจเสื้อผ้าและเครื่องกีฬา (Sportswear) ของจีนเติบโตเฉลี่ยถึง 17% ต่อปีในช่วงปี 2015-2019 (ก่อน Covid) ซึ่งเดิมมีแบรนด์ต่างประเทศอย่าง Nike และ Adidas เป็นเจ้าตลาด ได้เริ่มเสียส่วนแบ่งตลาดให้แบรนด์จีนอย่าง Anta Sports (20.4%), Li Ning (10.4%), Xtep (6.3%) ตีตื้นขึ้นมาในอันดับ 2, 4 และ 5 ตามลำดับ ซึ่ง Li Ning เป็นหนึ่งในผู้ปลุกกระแส Guochao ในจีน ส่วน Anta Sports ทำเสื้อผ้าและเครื่องกีฬาหลายแบรนด์ทั้งในจีนและมีการลงทุนในแบรนด์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียงด้วย
✅ ธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน (Home Appliances) ของจีน เติบโตเฉลี่ย 3.3% ต่อปีตั้งแต่ช่วงก่อน Covid แต่มาสะดุดในปี 2022 จากผลกระทบของนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของจีน ก่อนที่จะกลับมาเติบโตอีกครั้งในปีนี้ ซึ่งแนวโน้มการเติบโตจะเน้นไปทาง IoTs และ Smart Lifestyle Products มากขึ้น ซึ่งแบรนด์จีนที่คนไทยรู้จักดีคงหนีไม่พ้น Xiaomi ซึ่งเป็นทั้งผู้ผลิตสมาร์ทโฟน, สินค้า IoTs/ Lifestyle, และยังมีรายได้จากการให้บริการด้านไอทีอีกด้วย นอกจากนี้ยังผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าจีนรายอื่น เช่น Haier, Roborock
✅ นอกจากตัวอย่างข้างต้นแล้วบริษัทที่อยู่ในกลุ่ม ธุรกิจร้านอาหาร (เช่น Haidilao, Yum China), ธุรกิจท่องเที่ยว (เช่น Trip.com, Travelsky), ธุรกิจค้าปลีกทั้ง offline และ online (เช่น Miniso, Pinduoduo) ก็จัดอยู่ในกลุ่มสินค้าฟุุ่มเฟือยเช่นเดียวกัน
2️⃣ กลุ่มเทคโนโลยี 5.0 - นโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยี และการเพิ่มสัดส่วน Digital Economy
นโยบายพึ่งพาตนเองด้านเทคโนโลยีนั้นเป็นกุญแจสำคัญที่จะลดความเสี่ยง De-Globalization ให้กับจีน นอกจากนี้จีนยังตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วน Digital Economy ให้ได้ 10% ของ GDP ภายในปี 2025 ซึ่งแน่นอนว่าห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี 5.0 ได้แก่ AI, IoT, 5G, Smart Car, Smart Cities, Semiconductor จะได้รับประโยชน์
กว่า 2 ปี ที่รัฐบาลจีนเข้ามาคุมเข้มและจัดระเบียบบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ทำธุรกิจบนโลกดิจิตอล หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Platform Company แต่ในปีนี้เราได้เห็นการกลับลำด้านนโยบายครั้งใหญ่ เพราะผู้นำจีนทราบดีว่าบริษัทเหล่านี้เป็นผู้นำในการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น Enflame Technology (deep-learning AI Chips) ที่จะช่วยเพิ่มการจ้างงานและสร้างความสามารถในการแข่งขันของจีนให้สู้กับประเทศมหาอำนาจอื่นได้
ในปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีการยื่นขอจดสิทธิบัตร (Patent Filings) ใหม่เป็นจำนวนมากที่สุดในโลก โดยกว่า 50,000 สิทธิบัตรนั้นเป็นผลงานของ Platform Company ยักษ์ใหญ่ของจีน ในขณะที่รายจ่ายเพื่อการวิจัยและพัฒนาของจีนนั้นยังมีเพียง 2.4% ของ GDP ซึ่งยังตามหลังญี่ปุ่น สหรัฐฯ และเยอรมนีอยู่ จีนจึงตั้งเป้างบประมาณส่วนนี้เพิ่มขึ้นอีก 7% ต่อปี ซึ่งตัวอย่างอุตสาหกรรมและบริษัทที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้ ได้แก่
1
 Platform Company ยักษ์ใหญ่ของจีนที่คนไทยคุ้นเคย คงหนีไม่พ้น Alibaba, JD, Tencent, Meituan, Kuaishou, Douyin (Tiktok) ซึ่งในส่วนของ Alibaba นั้นเพิ่งจะปิดจบค่าปรับของ Ant Group ไปหมาดๆ พร้อมประกาศปรับโครงสร้างใหม่เป็น 6 กลุ่มธุรกิจ และเตรียม IPO บางกลุ่มธุรกิจ (Freshippo, Cainiao Smart Logistics, Cloud) โดยจะเหลือส่วนของ Taobao และ Tmall ซึ่งอยู่ในธุรกิจ e-commerce เป็นหลัก ซึ่งคู่แข่งในจีนก็อยู่ในกลุ่ม Platform Company ด้วยกันนั้นเอง
 Semiconductor เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญในการผลิต chip ที่อยู่ในอุปกรณ์ดิจิตอลโดยเฉพาะ smart devices ต่างๆ ที่จะมาตอบรับการใช้งาน Technology 5.0 ซึ่งจีนมีบริษัทในอุตสาหกรรม Semiconductor เช่น SMIC, HiSilicon, Will Semiconductor, Naura Technology แต่จีนยังไม่สามารถผลิต chip ขั้นสูงเองได้ ในขณะที่สหรัฐฯ และยุโรปก็มีมาตรการห้ามส่งออก chip ขั้นสูงบางชนิดไปให้จีน ดังนั้นรัฐบาลจีนจะต้องเร่งเข้ามาสนับสนุนบริษัทในกลุ่มนี้อีกมาก
3️⃣ พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า - นโยบายพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2060
ในปัจจุบันจีนเป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก ดังนั้นการที่จีนจะบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ภายในปี 2060 หมายความว่าจีนจะต้องเพิ่มการลงทุนและสนับสนุนอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดอีกมาก ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานสะอาดต้องเติบโตตามไปด้วย เช่น พลังงานลม (Wind), พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar), แบตเตอรี่, รถยนต์ไฟฟ้า(EV), Semiconductor เป็นต้น
ประเทศอื่นๆ ทั่วโลกนอกจากจีนก็มุ่งเป้าไปสู่ Net Zero เช่นกัน ทำให้ในปี 2022 กำลังการผลิตไฟฟ้าจาก Solar ทั่วโลกเติบโตถึง 26% (38% ของการเติบโตมาจากจีน, 17% จากยุโรป, 15% จากสหรัฐฯ) และ IEA คาดว่าในปี 2023-2030 จะต้องเติบโตเฉลี่ยอีก 26% ต่อปีด้วย เพื่อให้เป็นไปตาม Net Zero scenario ในส่วนของกำลังการผลิตไฟฟ้าจาก Wind ทั่วโลกในปี 2022 เติบโต 14% และ IEA คาดว่าในปี 2023-2030 จะต้องเติบโตเฉลี่ยอีก 17% ต่อปีด้วย
 อุตสาหกรรม Photovoltaic หรือ PV (ประกอบไปด้วย Polysilicon, Silicon Wafer, PV cell, และ PV module) ของจีนในปัจจุบันมีกำลังการผลิตราว 95% ของโลก หากนับเฉพาะแผงโซลาร์ (PV module) จีนก็มีกำลังการผลิตถึง 40% ของโลก ทำให้ผู้ผลิต PV อันดับ 1-4 ของโลกล้วนเป็นบริษัทจีนทั้งสิ้น (LONGi, Trina Solar, Jinko Solar, JA Solar)
 อุตสาหกรรม Wind Turbine (ประกอบไปด้วย Nacelles หรือส่วนเก็บอุปกรณ์จักรกลและผลิตกระแสไฟฟ้า, Tower, Blade) ของจีนในปัจจุบันมีกำลังการผลิตราว 50% ของโลก โดยผู้ผลิต Wind Turbine 6 ใน 10 บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็เป็นบริษัทจีน โดยมี Goldwind อยู่ในอันดับ1 ตามด้วย Envision (4th), Mingyang (6th), Zhejiang Windey(7th), Sany(9th), และ CRRC(10th)
1
แม้ว่าสหรัฐฯ และยุโรปจะพยายามสนับสนุนการผลิต PV และ Wind Turbine เองเพื่อลดการพึ่งพาจีน แต่ IEA ก็ยังคาดว่า 80-95% ของกำลังการผลิต PV และ 60-80% ของกำลังการผลิต Wind Turbine ก็จะยังอยู่ในจีน เพราะต้นทุนการผลิตของจีนถูกกว่าประเทศอื่นๆ (PV 10-35%, Wind Turbine 50%) และความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานของจีนก็นำหน้าประเทศอื่นไปไกล ทำให้บริษัทจีนในอุตสาหกรรม PV และ Wind Turbine ได้รับประโยชน์ทั้งจากการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศและการส่งออกด้วย
จีนให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรม EV เป็นอย่างมาก เพราะนอกจากจะตอบโจทย์ในเรื่องการลดคาร์บอนแล้ว อุตสาหกรรม EV ยังมีห่วงโซ่อุปทานที่ยาวมากซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเติบโตของเศรษฐกิจจีนในอนาคตอีกด้วย เดิมทีรัฐบาลจีนให้สิทธิพิเศษทางภาษีสำหรับผู้ซื้อ EV ใหม่ในปี 2014-2020 แต่ได้ต่ออายุมาตรการไปจนถึง ก.ย. 2022 และล่าสุดเมื่อปลายเดือน มิ.ย. 2023 ก็ได้ตัดสินใจต่ออายุไปถึงปี 2027
 อุตสาหกรรม EV ของจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยจีนเป็นประเทศที่มีการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(BEV+PHEV) มากที่สุดในโลก และ 60% ของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกอยู่ในจีน นอกจากนี้ 35% ของยอดส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลกก็มาจากจีนเช่นกัน ผู้ผลิต EV อันดับ 1 ของโลกคือ BYD (แต่ถ้านับเฉพาะ BEV ยังเป็นรอง Tesla อยู่) ซึ่งมีการผลิต EV battery เพื่อใช้เองและขายให้ผู้ผลิต EV รายอื่นด้วย รวมถึงผลิต PV ด้วย นอกจากนี้ยังมีผู้ผลิต EV รายอื่นๆ ในจีนอีก เช่น SAIC motor, GWM, GAC, Li Auto, Geely, Nio, Xpeng, Nio เป็นต้น
 อุตสหกรรม EV Battery ที่เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้ามีกำลังการผลิตอยู่ในจีนถึง 77% (เฉพาะ Lithium-Ion) โดย Bloomberg NEF คาดการณ์ว่าจีนจะเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นอีกเกือบ 7 เท่าตัวภายในปี 2027 ทั้งนี้บริษัท CATL ของจีนเป็นผู้ผลิต EV Battery อันดับ1 ของโลกที่ทิ้งห่างคู่แข่งไปไกล ส่วนอันดับ 2 ก็คือ BYD ที่ผลิตทั้งรถและแบตเตอรี่ นอกจากนี้บริษัท Gotion High-Tech ของจีนก็ได้รับความสนใจลงทุนจาก Volkswagen จนเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่
 อุตสาหกรรม Charging Station ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งตอนนี้จีนมีสถานีชาร์จ EV มากที่สุดในโลก ซึ่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมนี้มีตั้งแต่วัตถุดิบโลหะ สายไฟ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ ไปจนถึง platform ที่ใช้ควบคุมและค้นหาสถานีชาร์จ รวมถึงการชำระเงินด้วย โดยมีบริษัทที่น่าสนใจ (แต่ส่วนใหญ่ยังอยู่นอกตลาดหลักทรัพย์) เช่น TELD, StarCharge, YKC, State Grid, SAIC Motor เป็นต้น
4️⃣ การดูแลสุขภาพ - นโยบายการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชากร
จีนริ่เริ่มโครงการ Healthy China 2030 มาตั้งแต่ปี 2016 และใน FYP ฉบับที่ 14 ก็มีการปรับเป้าหมายด้านสาธารณสุขหลายข้อให้สำเร็จเร็วขึ้นเป็นปี 2025 โดยมีปัจจัยเร่งมาจากโครงสร้างประชากรจีนที่เริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ประกอบกับการมีโรงพยาบาลและโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่ไม่เพียงพอจนทำให้รัฐบาลจีนต้องใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์อย่างยาวนานและเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน
ดังนั้นจีนจึงให้ความสำคัญกับการปรับปรุงระบบสาธารณสุขควบคู่กับการปรับระบบการอนุมัติยาชนิดใหม่ให้เร็วขึ้น รวมถึงสนับสนุน Health Innovation ด้วย ทั้งนี้อุตสาหกรรม Healthcare (การดูแลสุขภาพ) ของจีนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ และมีการเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 10-15% ต่อปีในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
 อุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์ของจีนมีมูลค่าที่เติบโตสูงถึง 17.5% ต่อปีโดยเฉลี่ย ทั้งนี้บริษัทต่างชาติ (GE, Siemens, Phillips) ที่เคยครองตลาดถึง 80% มีสัดส่วนลดลงเหลือ 70% ในช่วง 10ปีที่ผ่านมา ในขณะที่บริษัทจีนมีส่วนแบ่งตลาดที่มากขึ้น ตัวอย่างบริษัทจีนที่ผลิต/จำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ ได้แก่ Shenzhen Mindray, Lepu Medical Technology, Jiangsu Yuyue, Topchoice Medical, Lifetech เป็นต้น
1
 อุตสาหกรรมยา (Pharmaceutical) ของจีนเติบโตเฉลี่ย 5.4% ต่อปี ในขณะที่หน่วยวิจัยของ HSBC คาดว่าบริษัทยาในประเทศจีนจะมีรายได้เติบโตเฉลี่ยเกือบ 20% ต่อปีในช่วงปี 2025-2030 จากผลของการปรับนโยบายด้านประกันสุขภาพแห่งชาติของจีนเมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้งนี้ตัวอย่างบริษัทยาขนาดใหญ่ของจีน ได้แก่ Wuxi Biologics ที่รับจ้างวิจัยและพัฒนาให้บริษัทยาต่างๆ ทั่วโลก, CSPC บริษัทยาชั้นนำของจีนที่ได้รับอนุมัติ(แบบฉุกเฉิน)วัคซีนโควิดแบบ mRNA เป็นรายแรก
 ธุรกิจในกลุ่มสถานพยาบาล/โรงพยาบาลเอกชน ประกันสุขภาพ ก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตขึ้นเช่นกัน เพราะในปัจจุบัน 85% ของผู้ป่วยยังใช้บริการโรงพยาบาลรัฐอยู่ แต่แนวโน้มการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชนนั้นสูงถึง 17%ต่อปี ทำให้ Health Innovation ของจีนก็พัฒนาขึ้นตามไปด้วย เช่น iRay Technology ผู้ผลิตเครื่อง X-ray ที่จะมาทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ, JD Health ผู้ให้บริการด้านสุขภาพผ่านระบบ online เป็นต้น
1
โดยสรุปแล้วจะเห็น 4 อุตสาหกรรมหลักที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ ได้แก่ สินค้าฟุ่มเฟือย, เทคโนโลยี 5.0, พลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า, การดูแลสุขภาพ ซึ่งกลุ่มที่มีแนวโน้มเติบโตสูงสุดคือพลังงานสะอาดและรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบริษัทที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเหล่านี้มีโอกาสที่จะได้รับประโยชน์ในระยะกลาง-ยาว เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดีในระยะสั้น นักลงทุนยังต้องคอยติดตามแนวนโยบายจาก Politburo และมาตรการต่างๆ ที่จะทยอยประกาศออกมา ว่าจะเพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจจีนให้ฟื้นกลับมาได้หรือไม่
📌 #ลงทุนหุ้นต่างประเทศ กับบริษัทหลักทรัพย์ CGS-CIMB ให้คุณลงทุนในหุ้นยักษ์ใหญ่ระดับโลก ที่จดทะเบียนในตลาด US และตลาดหุ้นแดนมังกร (A-Share) ผ่านระบบออนไลน์ได้แล้ววันนี้
ทำไมต้องเลือกลงทุนหุ้นจีนกับ CGS-CIMB
1. ความแข็งแกร่งของบริษัทแม่ China Galaxy International ซึ่งเป็นบริษัทหลักทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ในประเทศจีน
2. บทวิเคราะห์ส่งตรงจากประเทศจีน และข้อมูลข่าวสารในรูปแบบภาษาไทย
3. สามารถซื้อขายหุ้นจีนออนไลน์แบบ real-time
4. เลือกแลกเปลี่ยนเป็นเงินหยวนได้โดยไม่มีขั้นต่ำ
📌 เริ่มต้นลงทุนในหุ้นแดนมังกรได้แล้ววันนี้ เพียงเปิดบัญชีซื้อขายผ่านออนไลน์ รายละเอียดเพิ่มเติม ใน comment
📌 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-841-9000 กด 1 และ 4
#TraderKP #CGSCIMB #หุ้นจีน #ลงทุนจีน
โฆษณา