เพื่อไทยตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว? เข้าใจอะไรผิดรึเปล่า

บทความนี้ขอพูดถึงสิ่งที่ยังไม่เห็นใครได้พูดถึง
ขอย้อนไปช่วงเลือกตั้งหาเสียงก่อน คงยังไม่ลืมว่าก้าวไกลกับเพื่อไทยหาเสียงแข่งกันอย่างถึงพริกถึงขิง เกทับกันสุดๆ ไม่ได้มีท่าทีว่าเป็นพันธมิตรกันมาก่อน ต่างมีคอนเซปว่าเป็นฝ่ายประชาธิปไตยที่จะมาโค่นเผด็จการ
ธรรมชาติของเพื่อไทยที่เริ่มมาจากไทยรักไทย ซึ่งเกิดจากพ่อค้าหันมาทางการเมือง เพื่อเสริมศักยภาพทางธุรกิจ ทำการเมืองไม่ต่างจากพรรคการเมืองสมัยนั้น แต่นำเอากลยุทธการตลาดมาใช้ เช่นกองทุนหมู่บ้าน (คล้ายเงินผันสมัยคึกฤทธิ์ แต่ให้แต่ละหมู่บ้านจัดการเอง) สามสิบบาทรักษาทุกโรค เจ้าของความคิดทีแรกนำไปเสนอพรรคปชป. แต่ปชป.ซึ่งสมัยนั้นบริหารงานเหมือนพรรคข้าราชการ ไม่รับกลัวทำไม่สำเร็จ เจอหัวนักธุรกิจของไทยรักไทยเลยกลายเป็นนโยบายสร้างคะแนนเสียงไป
หลังจากนั้นนโยบายประชานิยมก็ทยอยออกมา พรรคอื่นไม่สามารถออกโปรดักสู้ได้ แต่ต้องเข้าใจว่าประชานิยมไม่ใช่ประชาธิปไตย
สมัยหลังๆการประสพความสำเร็จจากประชานิยม ค่อยๆมีการสร้างผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริตจากโครงการต่างๆมากขึ้น แต่การพยายามกุมอำนาจเบ็ดเสร็จในกองทัพ เป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการรัฐประหารปีสี่เก้า โดยอ้างการคอร์รับชั่นของรัฐบาล
นี่คือที่มาของการอ้างว่าเป็นพรรคการเมืองทีเป็นประชาธิปไตย โดนรัฐประหาร
ซึ่งจริงๆแล้วต้องเรียกว่าเป็นพรรคนักเลือกตั้งพรรคหนึ่งมากกว่า
ช่วงที่หาเสียงก้าวไกลพยายามด้อยค่าว่าเพื่อไทยจะจับมือกะลุง กระทั่งตัวเองมีคำไฮไลท์ว่ามี "เราไม่มีลุง" ส่วนเพื่อไทยที่พยายามสร้างภาพลักษณ์ว่าเป็นพรรคประชาธิปไตย ต้องถึงกับระสำ่ เพราะเป็นผลลบต่อพรรคที่อาศัยภาพประชิปไตยมาตลอด เที่ยวนี้หวังเป็นรัฐบาลมาก การไม่ฟันธงให้ชัดเจนว่าจะไม่จับมือกับขั้วรัฐบาลเก่าแต่แรก ทำให้เสียคะแนนไปมาก
การเผื่อเป็นทางเลือกกระเทือนแผนแลนด์สไลด์อย่างมาก และการที่พยายามรักษาภาพว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ทำให้เดินเข้าเกมของก้าวไกลโดยไม่รู้ตัว โดยจำใจต้องประกาศว่าไม่เอาพรรคสองลุงด้วย แต่ก็ช้าเกินไปที่จะเรียกคะแนนที่ย้ายไปฝั่งก้าวไกลจำนวนมากกลับมา
เมื่อผลเลือกตั้งพลิกโดยไม่คาดฝัน ก้าวไกลได้เสียงสส.เป็นอันดับหนื่ง แกนนำก้าวไกลเล็งผลเลิศ อาศัยที่เพื่อไทยซึ่งพยายามแสดงตัวว่าอยู่ฝั่งประชาธิปไตย ชิงประกาศตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทยทันทีในวันรุ่งขึ้น แถมจัดให้เซ็น MOU ร่วมกัน เพื่อไทยที่ยังไม่หายช็อคกับคะแนนเสียง ต้องจับมือด้วยแบบมึนๆ (แต่ด้วยชั่วโมงบินที่สูง รู้อยู่แล้วว่าดีลนี้ยังไงก็ไม่มีทางสำเร็จผล) ก็เล่นไปตามเกมของก้าวไกลก่อน
ก้าวไกลโดยพิธาเดินหน้าตระเวณขอบคุณเขตที่ชนะเลือกตั้ง ปลุกกระแสร์เพราะเชื่อว่าสว.จะต้องโหวตให้เป็นนายก เพราะไม่กล้าฝืนกระแสร์ แต่ผิดคาดอย่างแรง
และต้องส่งต่อให้เพื่อไทยเป็นแกนนำแทน
ตอนนี้เห็นแต่คำวิจารณ์ว่า "สองพรรคประชาธิปไตย" ที่มีคะแนนเลือกตั้งสูงที่สุด จับมือจัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จ และลงเอยที่พรรคเพื่อไทย"ต้องสลัดก้าวไกล" (ข้ามขั้ว) ไปจัดตั้งรัฐบาลกับฝํ่งเผด็จการ ทอดทิ้งอุดมการณ์ประชาธิปไตย ตั้งรัฐบาลท่ามกลางเสียงประณาม ของแฟนก้าวไกลและบางส่วนของเพื่อไทย
ความจริงตามที่กล่าวไว้แต่ต้นคือ เพื่อไทยโดยเนื้อแท้แล้วไม่ได้มีอุดมการณ์อะไรอย่างที่หลงเข้าใจกันเลยตั้งแต่ไหนแต่ไร พรรคประกอบด้วยคนที่หวังในอำนาจมารวมตัวกัน เห็นได้จาก เลือกตั้งครั้งที่แล้วสส.จำนวนมากแห่มาร่วมกับพลังประชารัฐ เพราะพวกนี้มองออกว่าอำนาจกำลังย้ายขั้ว แบบเดียวกับตอนนี้ที่ย้ายกลับ แม้จะมีอยู่บ้างที่เกาะอยู่กับพรรคของสองลุง ก็เพราะเชื่อว่ายังเป็นเกมที่ต้องอาศัยเสียงสว.ในการตั้งรัฐบาลและก็เป็นอย่างที่เห็น
แกนนำเสื้อแดงถอนตัวหลายคน เพราะรับไม่ได้กับผลการตั้งรัฐบาล เพราะเพิ่งรู้ว่าพรรคที่พวกตนหลงหนุนอยู่เป็นสิบปีนั้นเป็นยังไง
อย่างไรก็ตาม ท้ายบทความนี้กลับมองโลกในแง่ดีว่า รัฐบาลชุดนี้อาจจะสร้างปรากฎการณ์ที่เป็นบวกก็ได้ เมื่อมองว่าก้าวไกลจ้องจะเชือดอยู่ และห่วงว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจไม่ได้กลับมา หากไม่สร้างผลงาน
การต่อรองครั้งนี้นั้นเป็นเรื่องปกติ และขัดแย้งน่าจะไม่มากอย่างที่คิด เพราะความที่ต้องยินยอมระหว่างกันในพรรคร่วม เพื่อเม็ดงานเพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่มี
(บทความนี้ผู้เขียนเขียนโดยไม่สนใจว่าฝ่ายใดเปนฝ่ายใด
มองตามความเปนจริงเท่าที่เห็น ไม่ได้เกลียดชังหรือรักใครเปนพิเศษ)
โฆษณา