จีนกำลังจะแซงญี่ปุ่น ในฐานะผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ของโลก

สถิติใหม่จาก Financial Times ระบุให้เห็นว่า จีนกำลังจะแซงหน้าผู้ผลิตรถยนต์ดั้งเดิม ในฐานะผู้ส่งออกรถยนต์รายใหญ่ของโลก สร้างอิทธิพลใหม่ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก แทนที่ญี่ปุ่น ยุโรป และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตามการก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของผู้ผลิตรถยนต์จีนในเวลาไม่กี่ปี และสามารถนำหน้าเจ้าเดิมได้ในครั้งนี้ อาจสร้างปัญหาเชิงโครงสร้างให้กับตลาดรถยนต์ทั่วโลก
นักวิเคราะห์จาก AlixPartners คาดการณ์ว่า จีนจะครองตำแหน่งสูงสุดเป็นเวลาหลายปี โดยยอดขายรถยนต์ในต่างประเทศที่ผลิตโดยบริษัทจีนจะสูงถึง 9 ล้านคันภายใน 10 ปีนี้ และส่วนแบ่งการตลาดทั่วโลกจะอยู่ที่ 30% ภายในปี 2573 เพิ่มขึ้นจาก 16% ในปี 2565 "ผู้ใช้เตรียมเลือกสรรรถยนต์จากผู้ผลิตอีก 100 รายที่เตรียมเปิดตัวโมเดลรถกว่า100 รุ่นออกสู่ตลาด"
2
บิล รุสโซ (Bill Russo) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอบริษัท Automobility ให้ความเห็นกับ Financial Times ถึงนโยบายสนับสนุนภาคการผลิตและการลงทุนของภาคเอกชนจากรัฐที่ได้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับอุตสาหกรรม
3
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรม EV ของจีนยังนำหน้าผู้ผลิตรถยนต์รุ่นเก่าต่างประเทศอยู่สามถึงห้าปีในแง่ของเทคโนโลยีและการเติบโต 10 ปี มากไปกว่านั้นคือได้เปรียบด้านต้นทุนที่ต่ำกว่า ซึ่งตัวเลขยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าจีนปีนี้ได้แซงหน้ารุ่นเครื่องยนต์สันดาปภายในเฉพาะในยุโรปเป็นที่เรียบร้อย
3
ข้อมูลยานยนต์ของจีน ระบุว่า การส่งออกรถยนต์จีนส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่ตลาดกำลังพัฒนาในยุโรปและเอเชีย เช่น รถครอสโอเวอร์ Coolray ของ Geely เป็นหนึ่งในรถรุ่นที่ได้รับความนิยมมากที่สุดที่ส่งออกไปยังรัสเซียที่ได้เผชิญกับถูกคว่ำบาตรในช่วงที่ผ่านมา เป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ในปีนี้ ซึ่งกระแสการส่งออกคาดว่าจะรุนแรงขึ้น เพราะการรุกตลาดตะวันตก โดยเฉพาะในยุโรปเนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าจีนมีราคาถูกกว่าคู่แข่งอย่างมาก
2
จะเห็นว่าปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้า Tesla ที่ขายในยุโรปประมาณหนึ่งในห้าตอนนี้ถูกผลิตจากโรงงานในเซี่ยงไฮ้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้อย่างผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า BYD คู่แข่งของ Teslaที่กำลังมียอดขายที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ได้รับการยอมรับในฐานะผู้ผลิต EV ที่ขายดีที่สุดของจีน โดยสามารถทำลายสถิติการส่งมอบในปีที่ผ่านมาทั้ง BEV และ PHEV 234,598 คัน เพิ่มขึ้นกว่า 153% เลยทีเดียว ทั้งยังตั้งเป้าหมายการที่ 400,000 คันในปีหน้า ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากการคาดการณ์ในปีนี้
2
จีนอาจเผชิญสภาวะรถล้นตลาด
นักวิเคราะห์ระบุว่า ขณะเดียวกันกลยุทธ์การเน้นผลิตจำนวนมหาศาลของจีน อาจนำไปสู่ภาวะล้นตลาด “Massive Overcapacity” เพราะความไม่สอดคล้องกันระหว่างกำลังผลิตและความต้องการในท้องถิ่น โดยมีแนวโน้มหลักมาจากสาเหตุ 3 ประการ ได้แก่ ความต้องการในการซื้อรถทั่วไปลดลง การลดลงของยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ที่รวดเร็วเกินไป และความนิยมของรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
โดย ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม จีนมียอดการส่งออกรถยนต์ 2.8 ล้านคัน โดยเป็นรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน 1.8 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 74% จากปีก่อนหน้า ตัวเลขการส่งออกรถยนต์ประจำปีของจีนแซงหน้าเกาหลีใต้ในปี 2564 และเยอรมนีในปี 2565 และกำลังจะแซงหน้าญี่ปุ่นในปีนี้
1
ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณการขายรถยนต์ในจีนพุ่งสูงสุดในปี 2560 สวนทางกับการเผชิญหน้ากับความอ่อนแอทางเศรษฐกิจในวงกว้าง และเทรนด์ผู้บริโภคในประเทศเลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์มือสองมากขึ้น ปัญหากำลังการผลิตล้นตลาดอาจส่งผลกระทบต่อทั้งบริษัทในท้องถิ่น เช่น Chery, SAIC, BYD, Geely, Changan รวมถึงผู้ผลิตต่างชาติด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้นักวิเคราะห์เตือนว่าบริษัทผู้ส่งออกจากประเทศจีนยังจะต้องรับมือกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ลัทธิชาตินิยมของผู้บริโภค และการจำกัดเรื่องแบรนด์ที่อาจถูกกีดกันทางการค้าเพิ่มขึ้น
“ประเทศอื่นๆ ในโลกจะทนต่อการนำเข้าจำนวนมากจากประเทศจีนได้นานแค่ไหน และบริษัทจีนจะตกอยู่ภายใต้แรงกดดันให้ย้ายการผลิตไปต่างประเทศหรือไม่” คริสโตเฟอร์ ริชเตอร์ นักวิเคราะห์รถยนต์ของ CLSA กล่าว
อ้างอิง Financial Times
  • 42
โฆษณา