26 ก.ย. 2023 เวลา 04:45 • ความคิดเห็น

กว่าจะได้มาเป็นพยาบาล(ไทย)ในอเมริกา(ตอนที่1)

เชื่อว่าพยาบาลไทยหลายๆคนเคยมีความคิดหรืออาจยังคงคิดหาหนทางออกจากระบบพยาบาลที่ทำงานหนัก เหนื่อยทั้งกายและใจแต่รายได้ไม่สมเหตุสมผล งานพยาบาลก็ต้องทำ งานวิชาการก็มี วันหยุดน้อย ความสมดุลย์ระหว่างชีวิตส่วนตัวและชีวิตการงานหาจุดบรรจบไม่เจอ ควบเวรจนลูกจำหน้าไม่ได้ สามีต้องกินอาหารสำเร็จรูปแทนฝีมือศรีภรรยา พ่อแม่เจ็บป่วยต้องไหว้วานคนอื่นให้พาไปรพ ดูแลคนอื่นสายตัวแทบขาดแต่คนในครอบครัวไม่มีเวลาให้ปรนนิบัติดูแลเอาใจใส่ ความก้าวหน้าในสายงานไม่มีตัวเลือกหลากหลาย และอีกหลายๆร้อยเหตุผล
ทำไมต้องเลือกประเทศอเมริกา ไม่เป็นประเทศอื่นๆ เช่น อังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือประเทศอื่นๆในยุโรป
ถ้าลองกูเกิ้ลโดยใช้ key words “ The highest nurse salary in the world “ จะพบว่าประเทศที่จ่ายค่าจ้างพยาบาลสูงสุดสามอันดับในโลกคือ…
  • 1.
    ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 🇨🇭
  • 2.
    ประเทศอเมริกา 🇺🇸
  • 3.
    ประเทศออสเตรเลีย 🇦🇺
แต่…ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ไม่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการในการสื่อสาร ใช้ภาษาฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี และโรมานซ์ดังนั้นจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีเพราะต้องเสียเวลาเรียนภาษาใหม่ ถ้าจะให้ถึงขั้นดีทั้งฟัง, พูด, อ่าน, และเขียน อาจต้องใช้เวลามากถึง 2-3-5 ปี บวกกับค่าครองชีพอันสูงลิบ
ดังนั้นจึงเหลือตัวเลือกที่สูสีคือ ประเทศอเมริกาและประเทศออสเตรเลีย เพราะพื้นฐานการศึกษาของไทยเด็กไทยมีโอกาสได้เรียนภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาอื่นๆ พื้นฐานด้านภาษามีบ้างมากน้อยแล้วแต่บุคคล ฝึกฝนอีกนิดไม่น่าจะเหนือบ่ากว่าแรง แต่…อเมริกาชนะออสเตรเลียแบบขาดลอยและไม่ต้องคิดมากคือเรื่องค่าตอบแทน และสภาพภูมิประเทศอันหลากหลายเหมาะกับการท่องเที่ยว
เมื่อได้คำตอบเป็นที่แน่ชัดว่า “เราต้องการเป็นพยาบาลในอเมริกา” หลังเรียนปริญญาโทจบ ก็เริ่มวางเป้าหมาย วางแผน จัดระบบความคิด ระบบเวลาทั้งการทำงานหลัก(ซึ่งเป็นพยาบาลในรพ) งานรอง( งานพาร์ทไทม์พยาบาลคลีนิค, พยาบาลในโรงงาน, และงานวิจัยบริษัทยา ) เริ่มค้นคว้าหาข้อมูล ยอมรับว่าอ่านเยอะมากทั้งข้อมูลของไทย(จากพยาบาลที่เคยทำสำเร็จมาแล้วซึ่งมีหลายแนวทางและวิธีการ) และของต่างประเทศ อ่านหนังสือ, text books เกี่ยวกับศาสตร์ของพยาบาลเพื่อเตรียมตัวสอบใบประกอบโรคศิลป์ ( NCLEN-RN ) ขณะเดียวกันก็เตรียมตัวด้านภาษา
เมื่อสมัยก่อนปี 2015( ถ้าจำไม่ผิด ) รัฐแคลิฟอร์เนียยังเปิดให้พยาบาลต่างชาติที่ไม่มีหมายเลข Social Security Number (SSN ) สมัครสอบใบประกอบโรคศิลป์ของพยาบาลเพื่อทำงานในรัฐนี้ได้ แต่ปัจจุบันเนื่องจากมีพยาบาลเทรเวลเนิร์สและพยาบาลต่างชาติหลายๆประเทศหลั่งไหลเข้ามาทำงานในรัฐนี้มหาศาล เพราะเป็นรัฐที่จ่ายอัตราค่าจ้างพยาบาลสูงที่สุดในบรรดาห้าสิบรัฐทั่วประเทศ รายได้ New Grad ประสบการณ์การทำงาน 0 ปี เริ่มต้นที่ $50+/ hr บอร์ดการพยาบาลรัฐแคลิฟอร์เนียจึงยกเลิกและกำหนดทุกคนต้องใช้หมายเลข SSN ในการยื่นสมัครสอบ
Social Security Number(SSN) คือ หมายเลขเก้าหลักและออกโดยรัฐบาลสหรัฐให้แก่ผู้ที่อาศัยและทำงานถูกกฏหมายในอเมริกาและอเมริกันชนทุกคน เป็นหมายเลขสำคัญในการเสียภาษี ติดต่องานราชการ และงานต่างๆ
การสอบ NCLEX-RN ไม่มีศูนย์สอบในประเทศไทยต้องบินไปสอบนอกประเทศตามศูนย์การสอบที่กำหนด ส่วนการสมัครสอบขั้นตอนต่างๆดูยุ่งยากไม่น้อยทั้งการจัดเตรียมเอกสารและการอนุมัติให้สอบก็ใช้เวลานาน อย่างน้อย 6เดือนขึ้นไป รายละเอียดในการอ่านหนังสือ ตำรับตำราต่างๆ วิธีการทำข้อสอบไม่ขอลงรายละเอียดมากเนื่องจากมีแหล่งข้อมูลจากหลายๆสำนักที่อัพเดทมากกว่า ณ ปัจจุบัน สามามารถค้นหาและเข้าถึงได้ง่ายมาก
ส่วนตัวทั้งทำงาน (มากกว่าหนึ่งจ๊อบ), เตรียมตัวสอบNCLEX-RN ให้ผ่านไม่ยาก อ่านหนังสือให้ถูกจุด > 70% ผ่านทั้งนั้น แต่การเตรียมสอบภาษาอังกฤษ IELTS ให้ทุกทักษะผ่าน Band Scores ที่ 7 หรือมากกว่า ( Band Scores แบ่งเป็นระดับ 1-9, 7– Good User, 8– Very Good User, 9– Expert User ) หรือ TOEFL ( 540 ขึ้นไป, ibt—84 with a minimum speaking component score of 26 ) ตามเกณฑ์ของ Board of Nursing California หินกว่าเยอะ ทำสองเรื่องให้สำเร็จในระยะเวลาปีครึ่งเป็นไปได้ ทุกๆอย่างเป็นไปได้ตั้งใจ และวางแผนให้ดี
ทุกๆสิ่งเป็นไปได้ถ้าเราต้องการมันมากพอเหมือนอากาศที่เราหายใจ
ส่วนสุดท้ายที่ยากที่สุดคือ….การรอคอย เพราะขณะที่เราทำทุกอย่างสำเร็จตามความสามารถและพลังความตั้งใจของเรามันมักจะมีตัวแปรในกระบวนการที่อยู่นอกเหนือการควบคุมซึ่งนั่นก็คือเรื่องการเรียกสัมภาษณ์ตามกำหนดกฏเกณฑ์ของ USCIS—U.S. Citizenship and Immigration Services ในการยื่นของกรีนการ์ดในฐานะแรงงานสาขาผู้ชำนาญการ วิชาชีพเฉพาะทาง Employment Based Immigration ประเภทที่สาม ( EB 3 ) และการรอคิวตามโควต้าประเทศต่างๆทั่วโลก
2
ปีที่เริ่มดำเนินการ 2006 เป็นปีที่ USCIS case status (อัพเดทจาก Visa Bulletin ) เขยิบช้ายิ่งกว่าเต่าคลาน มีเคสรอคิวการอนุมัติวีซ่ามากกว่าล้านเคสจากทั่วทุกมุมโลก
พยาบาลหลายๆคนที่มีวีซ่าท่องเที่ยวบินเข้าอเมริกาเพื่อสอบ NCLEX และสอบภาษาอังกฤษ รวมทั้งเปลี่ยนสถานะจากวีซ่าท่องเที่ยวเป็นวีซ่าทำงานซึ่งต้องมีทนายจากบริษัทเอเจนซี่ช่วยดำเนินการเพื่อให้ถูกกฏหมาย พยาบาลเหล่านี้ไม่สามารถบินกลับเข้าไทยเพื่อรอสัมภาษณ์วีซ่าที่ไทยได้เพราะเสี่ยงมากที่จะโดนปฏิเสธวีซ่าเป็นระยะเวลาสิบปี ต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมของชาติตะวันตกเคารพความตรงไปตรงมาไม่มีเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาวิ่งถอยหน้าถอยหลังซิกแซก วีซ่าท่องเที่ยวจุดประสงค์คือมาท่องเที่ยวหากทำการเปลี่ยนเป็นวีซ่าทำงานนั่นหมายถึงผิดกฏ
การรอสถานะของ EB3 ขยับช้าและนานมาก นานยิ่งกว่านักไต่เขาที่ใช้เวลาวางแผนเตรียมร่างกายเพื่อพิชิตยอดเขาเอเวอร์เรสต์ซะอีก ผ่านไป….แปดปี อย่าถามว่าความอดทนในเรื่องต่างๆเรามีมากแค่ไหน มาก…ถึง…มากที่สุด
ซ้ำร้าย…
1. ผลการสอบ IELTS หมดอายุ( ผลIELTS เก็บได้นานแค่ 2 ปี ) ต้องสอบใหม่อีก 3 ครั้ง ( ค่าสมัครสอบครั้งละหกพันกว่าบาท ) ไม่ต้องถามว่าภาษาอังกฤษมันต้องพัฒนาแค่ไหนถึงผ่านIELTS ได้ทุกครั้ง
2. สภาการพยาบาลของรัฐแคลิฟอร์เนียอีเมล์บอกว่าถ้ายังไม่ยื่นหมายเลข SSN ผลสอบที่ผ่านจะเป็นโฆษะ เลิกฝันที่จะได้ใบประกอบโรคศิลป์ของรัฐนี้ไปได้เลยนะ!
3. ได้จดหมายแจ้งจากสถานฑูตที่เมืองไทยเรียกสัมภาษณ์เพื่ออนุมัติวีซ่าในปี 2013 แต่ที่น่าตื่นเต้นยิ่งกว่านายจ้างที่จะสปอนเซอร์งานหายสาปสูญ สืบหาตัวตนไม่เจอ มีเงื่อนงำซับซ้อนยิ่งกว่าคดีลักพาตัว บริษัทเอเจนซี่ที่เมืองไทยไม่แจ้งรายละเอียดตรงไปตรงมา
อ้าว…แล้วยังไงคะ….ตัวแปรทั้งหลายที่ถาโถมเข้ามาพร้อมๆกันมันอยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เราทำส่วนหน้าที่ที่ควรทำและทำมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุดและสวยงามแล้ว สุดท้ายตัดสินใจดำเนินการแปลเอกสาร(มหาศาล) ติดต่อกรมการกงสุล กระทรวงต่างประเทศ สถานฑูตอเมริกา ดำเนินการเปลี่ยนสถานะการขอวีซ่าจากEB3 เป็นวีซ่าคู่สมรสด้วยตัวเอง ถ้าจ้างนายหน้าดำเนินการค่าใช้จ่ายจะตกราวๆเจ็ดหมื่นบาทขึ้นไปไม่รับรองผลว่ากระบวนการจะสะดุดติดขัดหรือต้องใช้ระยะเวลานานขึ้นหรือไม่
ข้อแนะนำ—ถ้าคุณคิดจะมาทำงานต่างประเทศโดยต้องสื่อสารผ่านภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่นๆ แต่ไม่สามารถดำเนินการงานด้านเอกสารหรือติดต่อสถานที่ราชการ หรือคุยผ่านโทรศัพท์ได้หรือยังไม่มีความมั่นใจในทุกๆเรื่องที่กล่าวมา หรือคุณโชคดีที่มาได้จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ คุณอาจจะมีปัญหาในการทำงาน เพราะนายจ้างมีความคาดหวังสูงว่าเมื่อเขาจ้างคุณ คุณจะสามารถทำงานได้เต็มร้อย คุณอาจจะต้องใช้เวลาฝึกปรือภาษาอังกฤษให้มาก มากพอที่จะสื่อสารได้ทั้งทักษะฟัง,พูด,อ่าน,และเขียน อย่ารีบร้อนเพียงเพราะต้องการที่จะมา แต่จงมาเมื่อพร้อม
สรุปค่าใช้จ่ายคร่าวๆ
  • ค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบ NCLEX-RN $200-400/ครั้ง ไม่นับรวมในกรณีที่สอบไม่ผ่านซึ่งต้องยื่นเรื่องใหม่และเสียเงินอีกรอบ
  • ค่า Text books + materials ต่างๆ หรือสถาบันติวเพื่อเตรียมตัวสอบ( ส่วนตัวเสียค่าติว 30,000 บาท+ อ่านหนังสือเอง ค่าหนังสือ 3,000+ บาท )
  • ค่าใช้จ่ายตั๋วเครื่องบิน(ขึ้นอยู่กับประเทศที่ไปสอบ)+ ค่าโรงแรม+ค่าใช้จ่ายในการกินอยู่และเดินทาง
  • ค่าติวภาษาอังกฤษเพื่อเตรียมตัวสอบ IELTS ดึงคะแนนขึ้นทั้งสี่ทักษะ ฟัง/พูด/อ่าน/และเขียน ขึ้นอยู่กับทักษะภาษาที่มี, สถาบันสอนภาษาและคอร์สที่เลือก ( 25,000 บาทขึ้นไป )
  • ค่าสมัครสอบ IELTS ( paper / computer ) สมัยสอบหกพันกว่าบาท ณ ปัจจุบัน 7,100 บาท/ครั้ง
  • ค่าดำเนินการยื่นเรื่องขอวีซ่าเข้าประเทศอเมริกา EMployment-Based Immigration ประเภทที่ 3 ( EB-3, skill workers, professional, and other ) $2,500 premium processing ( เหมือนจ่าย fast lane ) และ $1,500 ( เหมือนนั่งรถไฟหวานเย็นไปสุไหงโกลก )
  • ค่าตั๋วเครื่องบิน ( one trip ) + pocket money เผื่อฉุกเฉิน 2-3 เดือน
ถ้าจำไม่ผิดเสียค่าใช้จ่ายรวมทุกขั้นตอนประมาณ 3xx,xxx บาทเพราะแต่ละขั้นตอนสะดุดและเจอปัญหาเยอะมาก แต่บางคนอาจจะเสียน้อยกว่านี้ในรายที่มากับเอเจนซี่เพราะเอเจนซี่จัดการดำเนินการให้เกือบทุกกระบวนการแล้วไปหักค่าหัวและค่าชั่วโมงจากโรงพยาบาลอีกที
การเลือกสรรหาเอเจนซี่ไม่ขอออกความเห็น อ่านสัญญาให้ดีตีความให้แตก อย่าเอาแค่ได้มาแล้วค่อยว่ากัน เพราะสัญญากับเอเจนซี่คุณต้องติดกับสัญญาอย่างน้อยสามปี เสิร์จหาข้อมูลอ่านรีวิวทำการสืบค้นเปรียบเทียบเอเจนซี่แต่ละบริษัทผลประโยชน์ที่เราควรได้รับก่อนจรดปากกาเซ็นสัญญา เอเจนซี่จะไม่เรียกร้องให้เราต้องจ่ายค่าบริการก่อน หรือโอนเงินค่าดำเนินการ หรือค่าใช้จ่ายต่างๆ หากเจอแบบที่ว่าให้เข้าข่ายต้องสงสัยว่าอาจเป็นมิจฉาชีพ
⭐️ ขอให้ทุกๆคนที่มีความฝันและความพยายามโชคดีคะ ⭐️
โฆษณา