7 ต.ค. 2023 เวลา 02:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ

บริษัทที่มีเงินสดในมือเยอะ ได้ประโยชน์อย่างไรเมื่อ "ดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น"

เงินสำรองของบริษัทเปรียบเสมือนเข็มขัดนิรภัยทางการเงิน ซึ่งรวมถึงกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) และสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่ายในทันที
อย่างที่ทุกคนทราบว่าเมื่ออัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น ดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้นนั้น จะทำให้ "เกิดแรงกดดันทางการเงินต่างๆ" ไม่ว่าจะเป็นต้องจ่ายหนี้เยอะขึ้น เงื่อนไขทางการเงินที่มากขึ้น การรีไฟแนนท์ที่ยากขึ้น และอื่นๆอีกมากมาย
ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งภาครัฐ บริษัทเอกชน และประชาชน รวมถึงสินทรัพย์ที่ทั้งให้ผลตอบแทนและไม่ให้ผลตอบแทนเช่นกัน
ที่กล่าวมานี้ไม่ใช่สภาวะที่ดีในการดำเนินธุรกิจเลย แต่ทำไมบริษัทที่มีเงินสดในมือเยอะถึงได้รับประโยชน์จากการที่ดอกเบี้ยนโยบายปรับตัวสูงขึ้นกัน
ครั้งนี้เลยจะมายกตัวอย่าง "พอสังเขป" ให้ได้เห็นภาพกัน
  • ได้รับประโยชน์จากสถานะทางการเงินที่แข็งแรง
ถึงแม้ว่าการที่ดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น อาจจะทำให้หลายๆบริษัทต้องจ่ายหนี้เยอะขึ้น ตามไปด้วย แต่ถ้าหากบริษัทใดมีสถานะทางการเงินที่แข็งแรง ช่วงเวลานี้ก็คือโอกาสของพวกเขาเช่นกัน
ลองนึกภาพตามกัน
สมมุติอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางอยู่ที่ 5.5% การขึ้นดอกเบี้นนโยบายทำให้มีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ทำให้ช่วงเวลานั้นผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี มีการปรับตัวสูงขึ้นไปอยู่ที่ 4.6%
ในช่วงก่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย บริษัท A ที่มีหนี้สินระยะยาวที่ 10 ล้านบาท โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยที่ 3% เป็นระยะยาว 5 ปี
แต่บริษัท A มีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) และสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดอย่างทองคำ รวมกันอยู่ที่ 40 ล้านบาท
บริษัท A ที่มีสถานะทางการเงินที่แข็งแรงจากการที่พวกเขามีกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) และสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ง่ายในปริมาณที่สูง เมื่อเทียบกับหนี้สินระยะยาวของพวกเขา
สถานะทางการเงินที่แข็งแรงของบริษัท A นั้นทำให้พวกเขาสามารถที่จะทำการรีไฟแนนท์ได้อย่างง่ายดายแม้ช่วงนั้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสูง
ทำให้พวกเขาไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยหนี้เพิ่มตามอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่เพิ่มขึ้น นี้คือประโยชน์ประการแรกของการที่พวกเขามีเงินสดหรือสภาพคล่องในมือที่เยอะ
ประการสอง สมมุติหากบริษัท A นำเงินสดในมือจำนวน "เท่ากับหนี้สินระยะยาว" ซึ่งเท่ากับจำนวนเงิน 10 ล้านบาท มาซื้อพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี ที่ให้ผลตอบแทนที่ 4.6%
ผลตอบแทนที่ได้จากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปี นั้นสูงกว่าดอกเบี้ยกู้ที่พวกเขาต้องจ่ายในระยะเวลา 5 ปี
กล่าวคือ บริษัท A แทบจะไม่ต้องกังวลอะไรเลยกับหนี้สินระยะยาวของพวกเขา เพราะว่าผลตอบแทนจากพันธบัตรรัฐบาลอายุ 5 ปีที่ 4.6% ของพวกเขาก็เพียงพอต่อการจ่ายหนี้สินระยะยาวที่มีดอกเบี้ยที่ 3% แล้ว แถมบริษัท A ยังได้กำไรส่วนต่างมาอีก 1.6% อีกด้วย
นี้ยังไม่รวมกับส่วนต่างราคาที่เป็นบวก (Capital Gain) ของราคาหน้าตั๋วของพันธบัตรรัฐบาล ที่โดยปกติแล้วมันมักจะปรับตัวลดลงจากการเทขายเพื่อควมคุมความเสี่ยงของนักลงทุน หรือเมื่อมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย
ซึ่งส่วนต่างราคาที่เป็นบวก (Capital Gain) จะเป็นกำไรที่บริษัท A อาจจะได้รับในอนาคตเมื่อมีการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงนั่นเอง
  • ได้รับประโยชน์จากการเข้าซื้อกิจการ
อัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางที่สูงขึ้น ไม่เพียงแต่กดดันผลการดำเนินงานของบริษัทต่างๆเท่านั้น มันยังกดดันราคาสินทรัพย์ต่างๆ อย่างหุ้น เงินตราต่างประเทศ พันธบัตรตัวเก่า และอื่นๆที่บริษัทถือครอง
ซึ่งสินทรัพย์และผลการดำเนินงานต่างๆเหล่านั้น มีผลต่อการประเมินมูลค่าของบริษัท หากบริษัทใดไม่มีการบริหารจัดการที่ดีก็เสี่ยงต่อการล้มละลายหรือปิดตัวลง
ตรงนี้เองเป็นโอกาสของบริษัทที่มีเงินสดหรือสภาพคล่องในมือที่เยอะ พวกเขาสามารถที่จะเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการต่างๆที่มูลค่าลดลงเหล่านั้น เพื่อนำมาเสริมทัพหรือเพิ่มความแข็งแกร่งให้ธุรกิจของบริษัท
  • ได้รับประโยชน์จากการความเชื่อมั่น
ถึงแม้จะอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูง แต่หากบริษัทมีสถานะทางการเงินที่ดีและมีเงินสดหรือสถาพคล่องในปริมาณสูง บริษัทนั้นก็สามารถใช้ประโยชน์จากจุดนี้ในด้านการลงทุนของบริษัทได้เช่นกัน
ลองนึกภาพตามกัน
ในช่วงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูง บริษัท B ซึ่งมีสถานะทางการเงินที่ดีและเงินสดหรือสถาพคล่องในปริมาณสูง ทำให้พวกเขาได้รับความเชื่่อมั่นจากนักลงทุนในด้านความแข็งแรงของบริษัท
แต่บริษัท B ต้องการที่จะลงทุนในธุรกิจใหม่เพิ่มเติม แต่ด้วยอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูง พวกเขาจึงไม่อยากใช้เงินสดหรือสถาพคล่องของตนที่มีอยู่ หรือกู้จากธนาคาร เพราะกลัวจะกระทบกับแผนการเงินหรือการดำเนินงานของบริษัท
บริษัท B จึงได้ออกหุ้นกู้ระยะสั้นอายุ 1 ปี โดยมีระดับเรตติ้ง A+ ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นนิดหน่อย
ด้วยความความเชื่อมั่นในด้านความแข็งแรงของบริษัท นักลงทุนอาจพากันเข้าซื้อหุ้นกู้อายุ 1 ปี ของบริษัท B
ทำให้บริษัท B มีเงินทุนที่จะนำไปลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ โดยที่ไม่ต้องไปกระทบกับเงินสดหรือสถาพคล่องหรือการดำเนินงานของบริษัทมากนักนั่นเอง
นอกจากได้เงินทุนแล้ว สิ่งนี้ยังทำให้บริษัท B สามารถบริหารและจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงอัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงอีกด้วย
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนของการใช้ประโยชน์จากเงินสดหรือสถาพคล่องในมือที่เยอะของบริษัทต่างๆ ในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายสูงขึ้น
จะเห็นได้ว่าแม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่สูงขึ้น จะสามารถกดดันการลงทุน การกู้หนี้ยืมสิน เงื่อนไขทางการเงิน และการดำเนินงานของบริษัทต่างๆได้
แต่ในทางกลับกันเอง บริษัทที่มีเงินสดหรือสถาพคล่องในมือที่สูงก็สามารถใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ที่ร้ายแรงนี้ ให้เป็นผลดีแก่บริษัทได้เช่นกัน
พวกเขาสามารถที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากเงินสดสำรอง การซื้อกิจการเชิงกลยุทธ์ ลงทุนในโครงการริเริ่มการเติบโตต่างๆ และชำระหนี้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า
เป็นผลให้บริษัทเหล่านี้อยู่ในตำแหน่งที่ดี ในการฝ่าฟันพายุวิกฤตและเติบโตแข็งแกร่งขึ้นต่อไปในอนาคต

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา