23 ต.ค. 2023 เวลา 08:14 • หุ้น & เศรษฐกิจ

สรุป 3 สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับโลกใบนี้ จากบทความของคุณ Ray Dalio EP.1

Ray Dalio เขาเป็นนักลงทุนระดับมหภาค (Macro Investor) มานานกว่า 50 ปี
เป็นผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนร่วมของ Bridgewater Associates เป็นหนึ่งในนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จและได้รับการยอบรับมากที่สุดในโลก
ก่อนหน้านี้ Ray Dalio ได้มีการเผยแพร่หนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า "Principles for Dealing with the Changing World Order" และได้เขียนบทความที่กล่าวถึงสิ่งที่คล้ายคลึงกับเนื้อหาในหนังสือเล่มนี้
โดยหนังสือและบทความเหล่านั้นเกิดจากการที่ Ray Dalio เขาได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกของเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
แต่อะไรบางอย่างที่ว่านี้ Ray Dalio ได้ระบุว่ามันเคยเกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
สิ่งนั้นผลักดันให้ Ray Dalio ต้องไปศึกษาการขึ้นและลงของสกุลเงินและประเทศที่อยู่เบื้องหลังสกุลเงินในช่วง 500 ปีที่ผ่านมา และการขึ้นและลงของราชวงศ์จีนในช่วง 2,000 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทำให้เขาเห็นว่าสิ่งเดียวกันนี้มันเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็นวัฏจักร
หนังสือและบทความที่เขาเขียนและเผยแพร่ได้กล่าวถึง โลกที่กำลังจวนจะถึงช่วงเวลาสำคัญของความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและการเมือง ซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวัฏจักรต่างๆครั้งใหญ่
โดยแรงขับเคลื่อนของการเปลี่ยนแปลงนี้มาจากปัจจัย 5 ประการ ได้แก่ หนี้, ความไม่เท่าเทียม, การแบ่งขั้ว, ประเทศจีน และการเสื่อมถอยของระเบียบโลก ซึ่งจะนำไปสู่ 3 สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นโลกใบนี้ และสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
1
ครั้งนี้เราเลยจะมาเจาะลึกความคิดของเขา ทำความเข้าใจ โดยแยกเป็นแต่ละหัวข้อและสรุปแบบพอสังเขปให้เพื่อนๆได้เข้าใจกัน
หมายเหตุ: อาจมีข้อมูลอื่นๆที่เพิ่มเติมเข้ามาเพื่อให้สามารถเข้าใจความคิดของ Ray Dalio ได้มากขึ้น
  • ปัญหาหนี้
1
เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายจะขอยกตัวอย่างสิ่งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ โดยย้อนกลับไปในยุคที่ความแข็งแกร่งของสกุลเงินนั้นขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจและการอ้างอิงมาตรฐานทองคำ (Gold Standard)
1
Ray Dalio กล่าวว่าในยุคนั้น "ทองคำคือเงิน" เป็นสิ่งที่ใช้ทำธุรกรรมระหว่างประเทศ และเงินกระดาษเปรียบเสมือนเช็คที่ไม่มีมูลค่าใดๆ นอกจากเป็นตัวแทนทองคำเพื่อให้ง่ายต่อการทำธุรกรรมและใช้นำไปเปลี่ยนเป็นทองคำที่ธนาคาร
โดยยุคนั้นรัฐบาลจะออกเงินกระดาษให้แลกกับการนำทองคำมาฝากไว้ที่ธนาคาร ซึ่งรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ทำแบบนี้เช่นกัน
ช่วงทศวรรษปี 1970 สหรัฐฯ ได้เผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Inflation) ในช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐฯ ได้มีการใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่หาได้
ที่มา Principles by Ray Dalio
ในช่วงนั้นรัฐบาลสหรัฐฯได้มีการออกเงินกระดาษ "มากกว่า" ปริมาณทองคำที่พวกเขามีอยู่
ด้วยความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นและความไม่เชื่อมั่นในระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ จากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ผู้คน ณ เวลานั้น จึงต่างพากันนำเงินกระดาษไปแลกเป็นทองคำจำนวนมาก
สหรัฐฯ ตระหนักได้ว่าหากเป็นแบบนี้ต่อไป เงินจริงซึ่งก็คือทองคำ ของพวกเขาคงหมดลงในไม่ช้า
ริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีของสหรัฐฯในเวลานั้นได้ออกมาประกาศต่อโลกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้และส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงิน สหรัฐฯจะระงับการแปลงสินทรัพย์ต่างๆเป็นทองคำ ซึ่งเหมือนเป็นการมัดมือชกแล้วปล้นทองคำไปจากมือของผู้คน ณ เวลานั้น
การระงับการแปลงสินทรัพย์ต่างๆเป็นทองคำ ทำให้สหรัฐฯสามารถออกเงินกระดาษเพิ่มได้โดยอาศัยแค่ความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจของสหรัฐฯเพียงอย่างเดียว หรือที่หลายคนเรียกกระทำนี้ว่า "การพิมพ์เงิน" นั่นเอง
จากการที่ Ray Dalio ได้ศึกษาการขึ้นและลงของสกุลเงินในประเทศต่างๆย้อนหลัง เขาได้พบว่าเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษปี 1970 ของสหรัฐฯ
นั้นได้เคยเกิดชึ้นแล้วหลายต่อหลายครั้งในประเทศต่างๆทั่วโลก อย่างสหรัฐฯในปี 1933 และปี 1960, ในอังกฤษปี 1850, ในเนเธอร์แลนด์ปี 1650 และอีกมากมาย เป็น "วัฐจักร" ที่เกิดตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ที่มา Linkedin Ray Dalio
เมื่อรัฐบาลใช้จ่ายมากกว่ารายได้ที่หาได้และเงื่อนไขต่างๆย่ำแย่ พวกเขาก็จะออกสิ่งสมมุติอย่างเงินกระดาษหรือเหรียญตราต่างๆ ออกมาเพื่อใช้จ่ายเป็นสกุลเงินในระบบเศรษฐกิจ
เงินตราที่ถูกสร้างขึ้นมานั้นจะไปกระตุ้นให้เกิดการสร้างสิ่งใหม่ๆ อย่างเทคโนโลยี นวัตกรรมต่างๆ และนำไปสู่การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือเรียกง่ายๆว่าเป็น "ขาขึ้น" ของวัฐจักรเศรษฐกิจ ณ ช่วงเวลานั้นๆ
ที่มา Linkedin Ray Dalio
แต่ในทางกลับกันเมื่อเกิดการกระตุ้นให้สร้างสิ่งใหม่ๆ ในอีกบริบทหนึ่งนั้นจะนำไปสู่ "ความสามารถในการก่อหนี้" ที่เพิ่มขึ้นได้ด้วยเช่นกัน
เพราะเมื่อปริมาณเงินเพิ่มขึ้น แน่นอนว่ามันต้องส่งผลกับระบบเศรษฐกิจ การสร้างสิ่งต่างๆ อย่างเช่น เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งจะนำไปสู่การกู้หนี้ยืมสินที่มากขึ้น, เงินและกำลังการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นจะกระตุ้นเงินเฟ้อให้สูงขึ้น โครงสร้างหนี้จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป และอื่นๆ
สิ่งต่างๆเหล่านี้อาจนำไปสู่การดำเนินนโยบายที่สุ่มเสี่ยงเพื่อเอาตัวรอด โดยไม่คำนึกถึงผลที่ตามมา
กล่าวคือ การกระตุ้นที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้กระตุ้นเพียงแค่เรื่องเศรษฐกิจอย่างเดียวเท่านั้น มันยังกระตุ้นให้เกิดปัญหาและการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เช่น เงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ย นโยบายการเงิน โครงสร้างหนี้ของประเทศ
รวมถึงการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ ระบบระเบียบใหม่ๆ ความคิด สังคม การเมือง ที่เราจะมาบอกเล่าขยายความส่วนนี้ในครั้งต่อๆไป
ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์อย่างที่กล่าวมา Ray Dalio บอกว่านั่นอาจหมายความว่าเราไม่ได้อยู่ในช่วงขาขึ้นของวัฐจักรครั้งนั้นแล้ว
ตรงนี้คือจุดสำคัญที่อยากให้เพื่อนๆลองศึกษาเพิ่มเติมด้วยตนเองด้วย หากเราลองมาดูข้อมูลการก่อหนี้ของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักๆทั่วโลกที่มีการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
  • หนี้ต่อ GDP ของจีน
ที่มา Trading Economics
  • หนี้ต่อ GDP ของญี่ปุ่น
ที่มา Trading Economics
  • หนี้ต่อ GDP ของสหรัฐฯ
ที่มา Trading Economics
  • หนี้ต่อ GDP ของสหภาพยุโรป
จะเห็นได้ว่าแม้พวกเขาจะมีการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มากแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็มักจะตามมาด้วยหนี้ที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว
ซึ่งหากลองไปหาข้อมูลประเทศอื่นๆ ก็จะเห็นการเติบโตของหนี้ต่อ GDP นี้เช่นกัน
มาถึงตรงนี้หลายคนอาจคิดว่า มันก็เรื่องปกติไม่ใช่หรอที่เราจะก่อหนี้เพื่อนำมันมาสร้างเงินใหม่ แน่นอนว่ามันถูกต้องตามที่ทุกคนเข้าใจ
แต่ Ray Dalio กลับคิดว่ามันอาจไม่ได้เป็นอย่างที่เราเข้าใจเสมอไปนะสิ
สิ่งที่ทำให้เขาคิดแบบนั้น อาจเพราะว่าที่ผ่านมามันมีปัจจัยอย่างอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งปัจจัยที่ว่านี้มีอยู่หลายประการด้วยกัน
  • จำนวนประชากรของโลก
จำนวนประชากรนั้นเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ Ray Dalio กล่าวถึงในหนังสือและบทความของเขา มันเป็นหนึ่งปัจจัยที่คอยผลักดันสิ่งต่างๆอยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด
จำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นนั่นเท่ากับ แรงงานที่เพิ่มขึ้น ความต้องการปัจจัยสี่ที่เพิ่มขึ้น กำลังทหารที่เพิ่มขึ้น อำนาจต่อรองต่างๆที่เพิ่มขึ้น ความสามารถในการหาเงิน และอีกมากมาย ซึ่งมันจะนำไปสู่การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ที่มา Linkedin Ray Dalio
ลองนึกภาพตามดูนะ เงินที่เพิ่มขึ้นบวกกับความต้องการสิ่งต่างๆที่มากขึ้น เมื่อรวมกันแล้วอาจผลักดันผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้เติบโตต่อไปได้
ไม่ว่าประเทศต่างๆจะก่อหนี้มากขึ้นยังไง แต่ถ้าพวกเขาสามารถทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตตามไปด้วยได้ เงินใหม่หรือหนี้ที่ก่อขึ้นนั้นอาจจะไม่ใช่ปัญหา เพราะว่ามีความต้องการด้านต่างๆมารองรับ ซึ่งความต้องการเหล่านั้นก็จำเป็นต้องใช้เงินมาสร้างและพัฒนา
โดยทั่วไปการสร้างหรือพิมพ์เงินใหม่ออกมา มักจะทำให้หนี้สาธารณะของประเทศต่างๆสูงขึ้น และถูกมองว่าเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจ
แต่นั้นมันในกรณีที่การพิมพ์เงินหรือหนี้ที่เพิ่มขึ้น ไม่สามารถนำไปสร้างเงินใหม่ในปริมาณที่เท่ากันหรือมากกว่าหนี้ที่ก่อขึ้นได้
หากประเทศหนึ่งมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้น 100,000 ล้านบาท แต่ GDP ก็เพิ่มขึ้น 200,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าหนี้สาธารณะคิดเป็นสัดส่วนเพียงครึ่งหนึ่งของ GDP ซึ่งถือว่าหนี้ที่เพิ่มมานั้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้
และหนึ่งในตัวแปรสำคัญที่จะทำให้การสร้างหรือพิมพ์เงินใหม่ออกมาไม่เป็นปัญหา
นั่นก็คือ จำนวนประชากร เพราะคนต้องทำงานหาเงินและใช้จ่ายเพื่อดำรงชีวิต ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของธุรกิจหรือนวัตกรรมต่างๆเพื่อมาตอบสนองผู้คนเหล่านี้ ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เกิดการเติบโตของ GDP อีกทีหนึ่ง
หากหนี้ที่ก่อมาสร้างธุรกิจหรือนวัตกรรมต่างๆ ตอบสนองความต้องการเหล่านั้นได้จริง ผู้คนก็จะยอมจ่ายเงินให้สิ่งนั้น
หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ สร้างหนี้มาแต่หนี้สร้างเงินให้ได้มากกว่า หนี้ที่ก่อจึงไม่เป็นปัญหานั่นเอง
ในทางกลับกันถ้าจำนวนประชากรน้อยลงมันจะเกิดอะไรขึ้น
จำนวนการเกิดใหม่
จำนวนการเสียชีวิต
อัตราการเกิดใหม่
อัตราการเสียชีวิต
จากแผนภูมิของ Our World in Data จะเห็นได้ว่า ในเวลาที่ผ่านมาหลังจากเกิดสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงทศวรรษปี 1940 จำนวนประชากรของโลกเรานั้นได้มีการเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งเริ่มมีการชะลอตัวลงในช่วงทศวรรษปี 2000 และมีแนวโน้มที่จะลดลงในทศวรรษข้างหน้า
ในช่วงก่อนทศวรรษปี 2000 การสร้างและพิมพ์เงินใหม่หรือการก่อหนี้ อาจจะยังไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตามแนวคิดของ Ray Dalio เพราะว่ามีความต้องการจากการเติบโตด้านประชากรศาสตร์มารองรับไว้
แต่จากข้อมูลก็จะเห็นว่าหลังช่วงทศวรรษปี 2000 ประชากรของโลกเรามีแนวโน้มที่จะลดลง
โดยทั่วไปแล้วผลที่ตามมาจากการลดลงของประชากรนั่นก็คือ การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ก็จะลดน้อยถอยลง
1
การลดลงของจำนวนประชากร ไม่ว่าจะมาจากการเสียชีวิตที่เยอะขึ้นหรือการเกิดใหม่ที่น้อยลง จะก่อให้เกิดปัญหาต่างๆ และจะทำให้เกิดแรงกดดันต่อโครงสร้างหนี้ โครงสร้างการเงิน และสังคมต่างๆนั่นเอง
ตัวอย่างเช่น หากประเทศใดมีผู้สูงอายุมากขึ้น ประเทศนั้นก็จะต้องแบกรับภาระด้านรายจ่ายเพื่อดูแลผู้สูงอายุมากขึ้นตามไปด้วย แต่ในทางกลับกันด้วยวัยชราพวกเขาอาจจะสร้างรายได้ให้กับประเทศได้น้อยลง
1
อธิบายมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าถ้าอ้างอิงจากแผนภูมิของ Our World in Data มันก็ยังอีกหลายทศวรรษเลยไม่ใช่หรอที่เรื่องประชากรศาสตร์จะเริ่มส่งผลกระทบอย่างจริงจัง
ใช่ ไม่แปลกที่หลายๆคนจะคิดแบบนั้นแต่อยากให้ลองตั้งคำถามดูว่า
แล้วถ้าหนี้ของเรา "เติบโตเร็วเกินไป" ในขณะที่เครื่องจักรสำคัญที่ขับเคลื่อนผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) อย่าง "ประชากรศาสตร์" มีแนวโน้มลดลงในอนาคตมันจะเป็นยังไง
1
แน่นอนว่าหากไม่มี Productivity หรืออะไรก็ตามที่มาสร้างรายได้หรือก่อให้เกิดการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) มาทดแทนในส่วนของประชากรศาสตร์
แนวโน้มหนี้ของเราจะมีแต่เติบโตขึ้นแล้วก็เติบโตขึ้นอย่าง "แน่นอน" ถ้านึกภาพไม่ออกให้ลองนึกถึงญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง โดยจะอธิบายแค่ "พอสังเขป" เท่านั้น
ในช่วงหลายสิบปีมานี้การเติบโตของประชากรญี่ปุ่นแทบไม่ได้เติบโตขึ้นเลย ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ "สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด" และอย่างที่รู้กันว่าประชากรในช่วงวัยทำงานเป็นช่วงวัยที่สามารถสร้างผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ให้กับประเทศได้มากที่สุด
แต่ด้วยความที่ญี่ปุนเป็นสังคมผู้สูงอายุ ทำให้พวกเขาประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน และพอหันมาดูที่ Productivity ของพวกเขาที่ถึงแม้ว่าจะยังพอมีการเติบโตให้เห็นอยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะมา "ชดเชย" ในส่วนที่ขาดหายไปจากเรื่องประชากรศาสตร์
ซึ่งเป็น "ปัจจัยหนึ่งจากหลายๆปัจจัย" ที่ทำให้ญี่ปุ่นเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจฝืนเคืองมาเป็นเวลานาน
มันจึงเป็นที่มาของความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่นหลายต่อหลายสมัยที่มุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดเงินเฟ้อขี้นให้ได้ เพราะเมื่อเกิดเงินเฟ้อนั่นหมายความว่า เกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้ญี่ปุ่นหนีออกจากภาวะเงินฝืดได้ และนำไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
และหนึ่งในความพยายามที่พวกเขาใช้ก็คือ "การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย" รวมถึงกดอัตราดอกเบี้ยให้ติดลบ
แล้วพออัตราดอกเบี้ยต่ำหรือติดลบ ผลกลายเป็นว่าทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของญี่ปุ่นต่ำลงตามไปด้วย ทำให้เกิดการเทขายพันธบัตรรัฐบาลจากนักลงทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนในที่ที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า
รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีทางเลือก เนื่องจากหากไม่มีใครถือพันธบัตรรัฐบาลของญี่ปุ่น จะส่งผลถึงความเชื่อมั่นด้านการเงินของประเทศ
รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้ทำการพิมพ์เงิน เพื่อนำเงินนั้นมารับซื้อพันธบัตรรัฐบาลของตนเองตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา เป็นผลทำให้หนี้ต่อ GDP ของพวกเขาสูงถึงระดับ 263% ต่อ GDP
หน้ำซ้ำด้วยสังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอดเลยทำให้ญี่ปุ่นมีภาระด้านการดูแลผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มขึ้นด้วย
ญี่ปุ่นจึงเป็นตัวอย่างชั้นดี ถึงปัญหาหนี้สาธารณะที่มีผลส่วนหนึ่งมาจากปัญหาด้านโครงสร้างประชากรนั่นเอง
  • ผลิตภาพและผลิตผล หรือ Productivity
หากจำนวนประชากรลดลงหรือมีเหตุการณ์อะไรก็ตามที่ทำให้โครงสร้างหนี้มีปัญหา แน่นอนว่าสิ่งนี้มันสามารถขัดขวางการสร้าง Productivity ใหม่ๆได้ด้วยเช่นกัน
ตรงนี้อยากให้มองสหรัฐฯเป็นตัวอย่าง แม้ว่าจำนวนประชากรของสหรัฐฯจะไม่ได้มีการเปลี่ยนแปงอะไรมาก แต่ด้วยเหตุการณ์วิกฤต Subprime หรือวิกฤตโรคระบาด Covid-19 หรือวิกฤตสงคราม ทำให้สหรัฐฯต้องพิมพ์เงินออกมามากเป็นพิเศษเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชนและจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น
สำหรับเพื่อนๆที่ติดตามสหรัฐฯอย่างใกล้ชิดจะรู้ว่า เมื่อพวกเขาเผชิญกับปัญหาหรือทำอะไรผิดพลาด พวกเขาก็จะใช้วิธีอย่างการพิพม์เงินนี้เสมอ
เงินที่พิมพ์ออกมา "มากเกินไป" ของสหรัฐฯในหลายครั้ง นั้นไม่ได้ไปกองที่ผลิตภาพและผลิตผลหรือ Productivity ของพวกเขา แต่หลายครั้งเงินที่พิมพ์ออกมานั้นไปกองอยู่กับอะไรที่ไม่ได้สนับสนุนให้เกิดการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)
ทำให้ถึงแม้เราจะรู้สึกว่าสหรัฐฯสามารถพัฒนาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมต่างๆได้มากมาย แต่เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับการก่อหนี้ที่มากเกินไปของพวกเขาก็ยังถือว่าไม่เพียงพอ
นั้นทำให้หนี้ต่อ GDP ของพวกเขาสูงกว่าระดับ 100% เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ที่มา fred.stlouisfed.org
หนี้ที่สูงกว่า GDP ของสหรัฐฯ ทำให้สหรัฐฯไม่สามารถชำระหนี้ที่พวกเขามีอยู่ได้ หากว่าพวกเขาไม่ทำอะไรสักอย่างเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) หรือลดหนี้สาธารณะลง
เพื่อนๆคิดว่าสหรัฐฯจะรอดจากการผิดนัดชำระหนี้ได้อย่างไร แน่นอนว่าสหรัฐฯต้องพิมพ์เงินเพิ่มอย่างเลี่ยงไม่ได้ หรือก็คือ ต้องสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีกเพื่อนำมาใช้หนี้นั่นเอง
ซึ่งจะเห็นได้ว่าแม้เงื่อนไขต่างๆอาจจะไม่เหมือนกัน แต่เหตุการณ์มันก็คล้ายคลึงกับที่เกิดขึ้นแล้วในปี 1933 1960 และช่วงทศวรรษปี 1970 (Great Inflation) ของสหรัฐฯที่รัฐบาลใช้จ่ายเกินกว่ารายได้ที่หาได้จนกลายเป็นปัญหา
และหากสหรัฐฯพิมพ์เงินเพิ่มเรื่อยๆในขณะที่หนี้อยู่สูงกว่า GDP เพื่อนๆคิดว่ามันจะส่งผลกับโครงสร้างหนี้ของพวกเขามั้ยล่ะ
แน่นอนว่ามันต้องส่งผลอะไรบางอย่างไม่มากก็น้อย แม้ว่าสกุลเงินของสหรัฐฯจะเป็นสกุลเงินหลักของโลกนี้ก็ตาม ซึ่งคงต้องติดตามกันต่อไป
สหรัฐฯจึงเป็นตัวอย่างชั้นดี ถึงผลลัพธ์จากปัญหาหนี้สาธารณะที่ "เติบโตเร็วเกินไป'' จนการเติบโตของผลิตภาพและผลิตผลหรือ Productivity ของพวกเขาตามไม่ทันนั่นเอง
ซึ่งเหตุการณ์การใช้จ่ายที่เกินตัวลักษณะนี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่เพียงสหรัฐฯเท่านั้น แต่ก็เคยเกิดขึ้นกับประเทศต่างๆทั่วโลกด้วยเช่นเดียวกัน
ปัจจัยในปัจจุบันที่ไม่ได้เหมือนกับในอดีตและสิ่งต่างๆที่กล่าวก่อนหน้านี้ ทำให้ Ray Dalio เชื่อว่าหลังจากนี้ประเทศต่างๆทั่วโลก อาจจะมีเงินไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีอยู่ของพวกเขา
จึงทำให้การสร้างหนี้ใหม่ๆและการเข้าแทรกแซงระบบของพวกเขาจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และจะนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่" ในอนาคต
หรือก็คือ รัฐบาลทั่วโลกจะจัดหาเงินทุนครั้งใหญ่ โดยการกู้ยืมและการพิมพ์เงินเป็นจำนวนมากหลังจากนี้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เศรษฐกิจของโลกเราต่อจากนี้จะขับเคลื่อนด้วยหนี้มากขึ้นเรื่อยๆ จนไปถึงจุดที่มันไม่สามารถจะไปต่อได้อีก เป็นผลให้เกิดเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างครั้งใหญ่นั่นเอง
ใน EP.1 นี้อยากให้เพื่อนๆลองไปศึกษาหาข้อมูลและทำความเข้าใจเพิ่มเติมด้วย เพราะว่าปัจจัยอย่างหนี้นั้นมีความสำคัญต่อการตีความและทำความเข้าใจ ปัจจัยอื่นๆที่ Ray Dalio คาดว่าเป็นแรงขับเคลื่อนที่จะนำไปสู่ "การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่"

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา