4 ต.ค. 2023 เวลา 14:05 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ซื้อหุ้นที่ดีนั้นง่ายแต่คุณถือไว้ได้มั้ย? (บทความที่นักลงทุนสายVIทุกคนควรอ่าน)

บางครั้งการลงทุนในหุ้นตัวนึงก็เปรียบเสมือนบททดสอบทางอารมณ์
มีนักลงทุนมากมายที่ถึงแม้จะศึกษาหุ้นตัวนั้นมาอย่างดีก็ตามเมื่อเห็นหุ้นที่ถือราคาตกลงอย่างหนักก็ยากที่จะนิ่งนอนใจเเละเพิกเฉยแล้วเลือกที่จะขายอย่างขาดทุนทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ควรเป็นเช่นนั้นถ้าหุ้นตัวที่คุณถือมาคุณศึกษามาอย่างดีแล้ว เหมือนที่วอร์เรนบัฟเฟต์กล่าวไว้ “ความเสี่ยงเกิดขึ้นจากการที่เราไม่รู้ว่าเราทำสิ่งนั้นลงไปทำไม”
นี่เป็นบทความนึงจากคุณChin Hui Leongที่ผมคิดว่านักลงทุนสายVIควรอ่านเพื่อที่จะเป็นเกราะป้องกันให้ตัวเราเอง
ลองจินตนาการดูสิว่าคุณซื้อหุ้นตัวนึงที่ราคา 3.30 ดอลล่าร์สหรัฐต่อหุ้นในเดือนมกราคมปี 2007 ห้าปีให้หลังราคาของหุ้นตัวนี้นั้นขึ้นไปเกือบถึง 10 ดอลลาร์สหรัฐ คุณจะรู้สึกอย่างไรกับการลงทุนนี้
ถ้าเราลองไปคำนวณดูจจะได้ผลลัพธ์ว่าผลตอบแทนที่เราได้รับนั้นมากกว่า 200% หรือก็คือ 25% ต่อปีในช่วงระยะเวลา5 ปีที่ถือ เป็นใครใครก็คงแฮปปี้กับสิ่งที่เห็นแต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแค่นั้น
S&P500 ซึ่งจะมักใช้เป็นเกณฑ์ในการวัดว่าหุ้นตัวนั้นสามารถชนะตลาดหรือไม่นั้นสูญเสียมูลค่าของตัวเอง ณ ขณะนั้นถึง13 % นอกจากคุณชนะหุ้นในตลาดส่วนใหญ่เเล้ว หุ้นของคุณยังทิ้งห่างจากตลาดแบบไม่เห็นฝุ่นเลย ถ้าเป็นคุณคุณคงดีใจมากและตื่นเต้นมากๆที่ได้ผลตอบแทนที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้
แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมบอกคุณทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ ราคาที่ผมบอกคุณไปก่อนหน้านี้ข้างต้นนั้นเป็นราคาเริ่มต้นและหลังจากนั้นห้าปีแต่สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นเป็นอะไรที่สุดเหวี่ยงมาก หุ้นตัวนั้นจะเริ่มต้นที่ 3.30 ดอลลาร์สหรัฐพุ่งไปถึง 42 ดอลลาร์สหรัฐจากนั้นตกลงไปที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐ
มันฟังดูบ้ามากใช่ไหมล่ะแต่คุณจะรู้สึกอย่างไรกับการลงทุนนี้ล่ะ ณ ตอนนี้คุณอาจจะไม่ได้รู้สึกดีเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว บางทีคุณอาจจะหวังว่าคุณน่าจะขายไปแท้ๆตอนที่มันยังอยู่ที่ 42 ดอลล่าร์ดอลลาร์สหรัฐน่าจะฟังดูเหมือนการกระทำที่ฉลาดแต่ถ้าเกิดคุณขายหุ้นที่ราคาเท่านั้นที่จุดสูงสุดคุณก็ยังคงพลาดกับขุนทรัพย์ที่คุณมีโอกาสที่จะได้
ใช่แล้วหุ้นที่ผมกำลังพูดอยู่ก็คือหุ้น Netflix ซึ่งปัจจุบันนั้นมีมูลค่าสูงถึง 442 ดอลลาร์สหรัฐ(ตอนนี้อยู่ที่ประมาณ376.75 ดอลลาร์สหรัฐจากเวลาที่เขียน)นั่นหมายความว่าถ้าเกิดคุณขายหุ้นนี้ที่ราคาที่ 42 ดอลลาร์สหรัฐนั้นเท่ากับว่าคุณได้เสียโอกาสในการที่จะได้ผลตอบแทนถึง 10 เท่าจากเงินของคุณ ถึงแม้ว่าคุณจะซื้อหุ้นนี้ที่ราคาสูงสุดณตอนนั้นที่ 42 ดอลลาร์สหรัฐตอนนี้คุณก็ยังได้ดื่มด่ำกับกำไรมหาศาลจากการลงทุนของคุณ
สิ่งที่ผมจะสื่อก็คือการที่จะถือหุ้น Netflix ตัวนี้ไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆจากประวัติที่เกิดขึ้นกับหุ้นนี้ถึงแม้ว่าสุดท้ายแล้วมันปรากฏให้เห็นชัดแล้วว่าหุ้นตัวนี้นั้นได้กลายเป็นหุ้นที่ประสบความสำเร็จ
ในทางทฤษฎีมันง่ายที่จะซื้อหุ้นตัวนั้นและไม่ทำอะไรกับมันเลยแต่ในความเป็นจริงแล้วผู้ลงทุนหลายคนนั้นสูญเสียการควบคุมตัวเองและขายมันเร็วเกินไปก่อนที่หุ้นตัวนั้นจะสามารถไปถึงศักยภาพสูงสุดของมันได้
นั่นคือข้อผิดพลาดที่น่าเจ็บปวดเพราะว่าคุณได้ทิ้งโอกาสที่จะสร้างผลตอบแทนขนาดยักษ์ให้กับการลงทุนของคุณเหมือนกับว่าคุณถูกรางวัลที่หนึ่งแต่คุณกลับเอาไปทิ้งลงถังขยะซะงั้น
ชาร์ลี มังเกอร์รองประธานผู้บริหารเบิร์คเชียร์ฮาธาเวย์ครั้งหนึ่งเคยกล่าวไว้ว่า ก้อนเงินมหาศาลไม่ได้มาจากตอนที่คุณซื้อหรือขายแต่มาจากตอนที่คุณรอต่างหาก แน่นอนว่าสิ่งที่ชาลี มังเกอร์ผู้นั้นเป็นสิ่งที่ถูกแต่การที่จะถือหุ้นตัวนั้นไว้เป็นสิ่งที่ยากมากตลอดทางโดยที่ไม่สงสัย
นักลงทุนส่วนใหญ่สุดท้ายจบลงที่การทำร้ายตัวเองโดยการขายมันเร็วเกินไป
ขณะที่หุ้นของ Netflix นั้นขึ้นไปถึงที่ 42 ดอลลาร์สหรัฐทำให้นักลงทุนบางคนถึงกับยั่วยวนที่จะขายหุ้นนั้นแต่ในขณะเดียวกันขณะที่หุ้นนั้นตกต่ำลงไปถึงที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐบางคนก็อาจจะแตกตื่นและขายหุ้นนี้ทิ้งเพราะความกลัวที่จะสูญเสียมันมากกว่านี้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่สำคัญที่เราควรจะเรียนรู้ในการที่จะถือหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะซึ่งวันนี้ผมจะมาแชร์สามหลักการที่ช่วยให้คุณชนะความสงสัยที่เกิดขึ้นได้
1.อย่าไปเกลียดหุ้นที่คุณถือ
นักลงทุนทุกคนรู้ว่าไม่ควรที่จะไปตกหลุมรักกับหุ้นของคุณแต่คุณก็ควรทำตรงกันข้ามเช่นกันไม่งั้นคุณจะตกหลุมพรางทางอารมณ์และเกลียดหุ้นของคุณเองได้และส่วนที่ยากที่สุดก็คือการที่จะต้องทนเห็นหุ้นของคุณนั้นราคาตกลง ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ที่ลงทุนมักจะเริ่มมองหาเหตุผลว่าทำไมหุ้นนี้ถึงราคาตก ซึ่งหลายคนมักจะโฟกัสไปที่ปัญหาที่เกิดขึ้นและเลือกที่จะเพิกเฉยต่อข้อดีของมัน
Netflix นั้นเป็นกรณีตัวอย่างที่น่าศึกษาที่ชัดเจนเมื่อหนึ่งปีก่อนผู้ให้บริการ Streaming ออนไลน์ แพลตฟอร์มเจ้านี้สูญเสียผู้ติดตามมากกว่า 1,000,000 คนในครึ่งปีแรกของปี 2022 โดยมีเหตุผลหลายประการตั้งแต่มีผู้แข่งขันมากมายในตลาดแข่งขัน, ขาดคุณภาพของคอนเทนท์ที่ดีซึ่งในกระบวนการเหล่านี้นั้นผู้ลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะมองข้ามข้อดีของมัน
ต่อมา Netflix เลยได้มีแผนที่จะสร้างแพ็คเกจ ที่ราคาถูกลงแต่มีโฆษณาด้วยและยังได้จัดการปัญหาในการแชร์รหัสที่นอกเหนือจากคนในบ้านหรือที่กำหนดจากแพ็คเกจ แต่แรก ในหกเดือน Netflix ก็ได้เริ่ม มีทางเลือกแพ็คเกจแบบใหม่ที่มีโฆษณามาด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเหนือความคาดหมายของทุกๆคน
Netflix นั้นได้มีผู้ติดตามมากขึ้นกว่า 15,000,000 คน เป็นตัวเลขที่มากกว่าผู้ติดตามเดิมที่สูญหายเมื่อครึ่งปีแรกของปี 2022 ถึง 15 เท่า ส่วนคนที่ขายหุ้น Netflix ด้วยความกลัวต้องเสียโอกาส ที่จะได้ผลตอบแทนถึง 70% เมื่อเทียบกับราคาต่ำสุดของปี 2022
2.ระวังการชักนำจากสื่อแบบผิดๆ
สื่อทางการเงินมักจะชอบที่จะ นำเสนอคู่แข่งคนใดคนหนึ่งสู้กับคู่แข่งคนอื่นๆโดยทำให้เรื่องเหมือนการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ และในการเล่าเรื่องเหล่านี้นั้นมักจะมีการแอบแฝงการบรรยายที่มักจะชี้โยงว่าจะมีแค่คนใดคนหนึ่งเท่านั้นเท่านั้นที่จะเป็นผู้ชนะพูดได้ง่ายก็คือจะมีผู้ชนะเพียงแค่คนเดียวส่วนที่เหลือนั้นล้มเหลว
อย่างในกรณีตัวอย่างของ Netflix และดิสนีย์พลัสซึ่งมักจะถูกนำเสนอในฐานะคู่แข่งแต่ในความเป็นจริงแล้วมันมีตัวอย่างมากมายที่แสดงให้เห็นถึงว่ามีการแข่งขันที่เกิดขึ้นของสองคู่แข่งที่มีขนาดใหญ่เหมือนกันและยังอยู่ในตลาดเดียวกัน
อย่างเช่นมาสเตอร์การ์ดและวีซ่า ที่ทำเกี่ยวกับการให้บริการชำระเงินหรือบริษัทอัลฟาเบต ที่รู้จักกันในฐานะ กูเกิ้ล และเมต้าสำหรับโฆษณาออนไลน์ หรืออย่างเช่น โคคา-โคล่าและเป๊ปซี่ซึ่งทั้งสองบริษัทนี้นั้นเป็นคู่แข่งกันมาตั้งแต่ช่วงปี 1980 บริษัทที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็ได้ เจริญเติบโตจนมาถึงปัจจุบันถึงแม้จะมีคู่แข่งโดยตรงในตลาดเดียวกันก็ตาม
ในขณะที่สื่อประโคมข่าวแนะนำว่าจะมีผู้ชนะได้แค่คนเดียวนั้นในขณะเดียวกันก็ยังมีหลายหลายกรณีที่การเล่าของสื่อในแบบนี้นั้นไม่ได้เป็นไปตามที่เกิดขึ้นจริง
3.ถือหุ้นที่เป็นผู้แพ้ในตลาดนานเกินไป ดีกว่าขายหุ้นที่จะเป็นผู้ชนะเร็วเกินไป
จะมีคนบางกลุ่มที่จะคอยแย้งว่าหุ้นส่วนใหญ่นั้นไม่คุ้มค่าที่จะถือระยะระยะยาวซึ่งก็ไม่ได้ผิด มันจะมีช่วงจังหวะที่เราซื้อหุ้นตัวนั้นถือห้าปีและลงเอยที่แทบไม่ได้อะไรจากหุ้นนั้นเลยหรือแย่กว่านั้นคือคุณเสียเงินต้นไป
แต่นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากคุณchin คุณchinนั้นได้ขายหุ้นที่ถือครองอยู่ของ Netflix ไปจำนวนครึ่งหนึ่งในการกระทำนั้นคุณchinได้ประมาณไว้ว่าเค้าได้เสียโอกาสที่ได้ผลตอบแทนจากหุ้นที่ขายไปถึง 6200%
ความเสียใจที่เกิดขึ้นนั้นไม่สามารถที่จะอธิบายได้จากคำกล่าวของคุณลี มันเหมือนกับว่าเค้าถือ 62 หุ้นทีเจ๊งและเสียเงินไป และโอกาสที่จะหาหุ้นแบบ Netflix นั้นได้อีกครั้งก็แทบจะเป็นไปไม่ได้นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมถึงควรที่จะถือหุ้นที่เป็นผู้แพ้ในตลาดนานเกินไปดีกว่าขายหุ้นที่เป็นผู้ชนะเร็วเกินไป หุ้นที่ชนะในกรณีนี้อย่าง Netflix จะทดแทนหุ้นที่เป็นผู้แพ้ได้อย่างมหาศาล
ใดใดก็ตามสิ่งที่คุณสามารถสูญเสียได้จากหุ้นนั้นๆอย่างมากก็แค่ 100% แต่หุ้นnetflixของคุณchinที่ยังคงเหลืออยู่ขึ้นไปถึง 13,500%
สุดท้ายนี้คุณลีอยากแบ่งปันคำกล่าวที่โด่งดังของ เนลสัน เเมนเดล่าไว้ในช่วงเวลาที่เราเกิดความสงสัยต่อหุ้นที่เราถือนั้นให้จำไว้ว่า “ผมไม่เคยแพ้ผมมีแค่ชนะหรือเรียนรู้” มันมีแค่ความเป็นไปได้สองทางเท่านั้นจากการถือหุ้นไม่คุณ เลือกหุ้นได้ถูกและชนะหรือคุณเลือกหุ้นผิดและเรียนรู้ ถ้าคุณมีทัศนคติแบบนี้ต่อเหตุการณ์เช่นนี้มันจะทำให้คุณนั้นสุดท้ายเหนือกว่าคนอื่นอื่นๆเสมอ
Ref.
โฆษณา