8 พ.ย. 2023 เวลา 05:03 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่อาจจะกำลังเกิดขึ้นในสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นเมื่อใด ?

ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) คือ ภาวะที่เศรษฐกิจโดยรวมของภูมิภาคหรือประเทศนั้นๆ มีการชะลอตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
เกณฑ์ที่ใช้ประเมินว่าประเทศได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วนั้นมีอยู่มากมาย
แต่โดยตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) พวกเขาจะวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ที่ติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส
เมื่อไหร่ที่สหรัฐฯมี GDP ติดลบติดต่อกันอย่างน้อย 2 ไตรมาส สหรัฐฯจึงจะนับว่าได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
ถึงแม้ในปี 2022 ที่ผ่านมาสหรัฐฯจะได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในทางสถิติ (Technical Recession) เนื่องจากมี GDP ติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส แต่เศรษฐกิจจริงๆของสหรัฐฯกลับยังไม่ได้ย่ำแย่อย่างที่คิดหรือไม่ได้เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างชัดเจน
จึงเกิดเป็นคำถามหนึ่งที่ยังคงค้างคาอยู่ในใจของนักลงทุน ว่าแล้วเมื่อไหร่กันที่สหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่แท้จริง
เพื่อที่จะคลายความสงสัยนี้ ครั้งนี้เลยจะพามารู้จักหนึ่งในตัวชี้วัดที่ใช้คาดการณ์การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่ค่อนข้างที่จะแม่นยำมาตั้งแต่อดีต
ตัวชี้วัดที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ นั่นก็คือ "Inverted Yield Curve" นั่นเอง
Inverted Yield Curve คือ ภาวะที่อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว
ซึ่งปกติแล้วอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอายุระยะยาวควรสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น เนื่องจากพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้น
โดย Inverted Yield Curve นี้มักจะเกิดขึ้นตอนที่มีการปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายให้สูงขึ้น
Inverted Yield Curve ยังมักถูกมองว่าเป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าของภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่จะเกิดขึ้น
โดยนักเศรษฐศาสตร์หรือนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า ภาวะ Inverted Yield Curve มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
เนื่องจากนักลงทุนทั้งหลายมองว่าอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลระยะสั้นสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นที่จะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
สาเหตุที่ทำให้พวกเขาเชื่ออย่างนั้น นั่นก็เพราะว่า มันเคยเกิดขึ้นหลายต่อหลายครั้งแล้วในวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ครั้งอดีต
ที่มา fred.stlouisfed.org
แผนภูมิที่แสดงไว้นี้คือ ค่าสเปรดที่วัดความแตกต่างระหว่างอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี และอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 2 ปี
เป็นตัวชี้วัดที่นักเศรษฐศาสตร์หรือนักวิเคราะห์มักนิยมใช้เวลาที่จะคาดการณ์การเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย
จะเห็นได้ว่าเมื่อเราย้อนกลับไปในวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ครั้งอดีตที่ผ่านมาตลอดเวลา 40 ปี
จะพบว่าเมื่อ Yield Curve ลดลงมาต่ำกว่า 0 แล้วมีการกลับตัวเกิดขึ้น หลังจากนั้นมันมักจะตามมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยเสมอแทบจะทุกครั้ง
ซึ่งกล่าวได้ว่า เป็นตัวชี้วัดที่ค่อนข้างมีความแม่นยำที่สูง โดยหากเรามาดูที่ Yield Curve ในปี 2023 ก็จะพบว่า Yield Curve ได้มีการทำรูปทรงเหมือนกำลังที่จะกลับตัว
ซึ่งอาจบ่งบอกว่าหลังจากนี้ สหรัฐฯอาจได้พบเห็นและเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างจริงจังก็ได้ตามสถิติที่เคยเกิดขึ้นเหมือนกันในอดีต
แต่อย่างไรก็ตาม ในหลายๆครั้งก็ไม่ใช่ว่าเมื่อ Yield Curve มีการกลับตัวแล้วจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยเลยในทันที แต่อาจจะมีการยืดระยะเวลาออกไป
อย่างเช่น ในปี 2008 ภาวะเศรษฐกิจถดถอยที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯก็เกิดขึ้นหลังจากเกิดการกลับตัวของ Yield Curve ประมาณ 16-24 เดือน เลยทีเดียว
โดยปัจจัยที่ทำให้มีการยืดระยะเวลาการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยออกไป ก็มีหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นไม่ความแน่นอนของนโยบายทางการเงิน เงื่อนไขทางการเงิน ตัวแปรทางเศรษฐกิจต่างๆ รวมถึงสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในวิกฤตแต่ละครั้ง
กล่าวคือ เมื่อ Yield Curve กลับมาสู่ภาวะปกติหรืออยู่สูงกว่า 0 อาจหมายความว่า มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยหรือเงื่อนไขทางการเงินเริ่มที่จะผ่อนคลายลงแล้ว
ซึ่งหากมองอีกนัยหนึ่งก็คือ ผลกระทบเชิงลบจากดอกเบี้ยนโยบายอาจเริ่มแสดงให้เห็นแล้วในระบบเศรษฐกิจ หรือผลกระทบเชิงลบที่เกิดขึ้นอาจจะย่ำแย่เกินไปจนต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย ส่งผลให้ Yield Curve มีการกลับตัวนั่นเอง
การเกิด Inverted Yield Curve นั้นจึงไม่เพียงแต่เป็นตัวบ่งบอกที่แม่นยำของการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) แต่ยังมีนัยสำคัญต่อผลดำเนินงานของบริษัทต่างๆ เนื่องจากการเกิด Inverted Yield Curve หรือการกลับตัวของ Yield Curve นั้นค่อนข้างมีความสัมพันธ์กับนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางนั่นเอง
บทความนี้เป็นเพียงแค่การยกข้อมูลปัจจัยบางส่วนมานำเสนอเท่านั้น เพื่อนๆ หรือนักลงทุนที่สนใจ สามารถศึกษาเพิ่มเติมโดยละเอียดได้ด้วยตนเอง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา