ฤดู

Le Du เสน่ห์ของอาหารไทยที่ได้มิชลินสตาร์ และอันดับ 1 ของเอเชีย

Chapter 66: Le Du The Enchanting Blend of Flavors and Elegance
2
Blog นี้ต่อเนื่องเรื่องกินจาก Blog ที่แล้วเลย และเช่นเคยเป็น Blog ดอง 😅 เพราะไปตั้งแต่เดือน ก.ค. แล้วล่ะ แต่เพิ่งมีโอกาสมาเล่า เป็นอีกร้านของคนไทยที่ได้มิชลินสตาร์ และล่าสุดเพิ่งคว้ารางวัลร้านอาหารยอดเยี่ยมอันดับ 1 ของเอเชียปี 2023 มาครอง ใช่แล้วค่ะ ร้าน Le Du นั่นเอง
ก่อนจะไปชิมอาหารกัน ไปทำความรู้จักกับร้านกันซักหน่อย
ชื่อร้าน "Le Du" มาคำว่า "ฤดู" เป็นร้านอาหารไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากอาหารไทยสมัยใหม่ ใช้วัตถุดิบท้องถิ่นของไทยตามฤดูกาลเอามาปรุงด้วยเทคนิคแบบใหม่ จนออกมาเป็นอาหารแบบ Fine Dining โดยเชฟและเจ้าของร้านคือเชฟต้น ธิติฏฐ์ ทัศนาขจร ที่เป็นกรรมการในรายการ Top Chef Thailand นั่นเอง
1
Passion ของเชฟต้นคือ อยากให้อาหารไทยเป็นที่ 1 ในโลก อยากให้คนเห็นอาหารไทยไปยืนเทียบกับอาหารฝรั่งเศส อาหารจีน หรืออาหารญี่ปุ่นได้ และเชฟก็ทำได้ดีเยี่ยม
อาหารของ Le Du มีชื่อเสียงมากจนได้มิชลินสตาร์ 1 ดาวเป็นเวลาหลายปีติดต่อกัน นอกจากนั้นยังได้รับรางวัลร้านอาหารอันดับ 1 จาก Asia's 50 Best Restaurants (ร้านอาหารยอดเยี่ยมระดับเอเชีย 50 แห่ง) ปี 2023 มาครองด้วย (ปีที่แล้วยังเป็นอันดับที่ 4 อยู่เลย) คนไทยโคดเก่ง และอาหารไทยไม่แพ้ชาติใดในโลกจริงๆ 👍👍👍
ม่ะ เกริ่นนำมาเยอะละ ไปร้านกันเลยเหอะ
ร้าน Le Du
Le De เปิดมาได้ 10 ปีแล้วอยู่ที่สีลมซอย 7 ที่ร้านไม่มีที่จอดรถ ต้องเอารถไปจอดที่คอนโดใกล้ๆ แล้วเดินมา ตัวร้านจะเป็นบ้านเก่าที่เอามาดัดแปลงเป็นร้านอาหาร ก็จะเล็กๆ เพดานเตี้ยๆ หน่อย
ได้มิชลินสตาร์ทุกปีเลย
เราไปวันธรรมดา แต่คนจองเต็มค่ะ อาหารจะมีแบบ 4 course และ 6 course ซึ่งเราสั่งเป็น 6 course
บรรยากาศภายในร้าน
สมาชิกวันนี้
เมนูวันนี้ก็ยาวเชีย เป็นอะไรมั่งก็ไม่รู้ เดี๋ยวมาดูกัน
พร้อมกินมากค่ะ
เริ่มจาก Amuse-Bouche (ที่แปลว่าของทานเล่นรองท้อง) กันก่อน มากัน 4 อย่างเลย
3
Amuse-Bouche 1–2
2 จานนี้ไม่ได้ฟังเค้านำเสนอเลยไม่รู้ว่าคืออะไร 😅
Amuse-Bouche 3–4
รู้แต่จานที่ 3 (จานบน) เป็นขนมผักกาดปู และจานที่ 4 (จานล่าง) เป็นปลาน้ำดอกไม้
ว่าแต่…ดูหน้าตานี่ไม่มีทางรู้เลยนะว่ามันคืออะไร ขนาดเข้าปากแล้วก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร 🤣 รู้แต่อร่อย
มาละ Course ที่ 1: Seabass | Cladophora | Northern Curry
Seabass | Cladophora | Northern Curry
จานนี้เป็นปลากะพงขาว ใส่สาหร่าย Cladophora หรือสาหร่ายไก เป็นสาหร่ายที่จะมีในภาคเหนือเท่านั้น น้ำซุปเป็นมะเขือเทศโป๊ะแตกที่ทำด้วยวิธีสกัดเย็นเลยได้สีออกมาใสแบบนี้
1
Course ที่ 2: Banana Prawn | Seaweeds | Toasted Chilli
Banana Prawn | Seaweeds | Toasted Chilli
จานนี้เป็นกุ้งแชบ๊วย กินคู่กับสาหร่ายพวงองุ่น ผักชีใบเลื่อย โหระพา โรยด้วยผงไข่ผำ ก้อนสีแดงๆ เป็น sorbet ที่ทำจาก beetroot และสมุนไพรไทย
 
Course ที่ 3: Ocean Catfish | Cauliflower | Wolffia Curry
Ocean Catfish | Cauliflower | Wolffia Curry
จานนี้เป็นปลาดุกทะเล ราดด้วยซอสไข่ผำ (Wolffia) ด้านบนเป็นข้าวโพดหวานชุบแป้งทอด
Course ที่ 4: Tiger Prawn | Tumeric Curry | Shrimp Paste
Tiger Prawn | Tumeric Curry | Shrimp Paste
จานนี้เป็นกุ้งลายเสือย่าง เสิร์ฟคู่กับข้าวเกรียบว่าว ซอสราดทำจากน้ำปลาหวานผสมกับดอกกระเจี๊ยบ ส่วนซอสที่ราดบนผักเคียงเป็นโฟมกะปิมาโย
จานต่อไปเป็น Signature River Prawn หรือข้าวคลุกกะปิกุ้งแม่น้ำ ที่เราสั่งเพิ่มมา
Signature River Prawn
ใช้กุ้งแม่น้ำจากสุราษฎร์ธานีเอาไปเผาแล้วโรยด้วยไข่เจียวฟูด้านบน ราดด้วยซอสหัวกุ้งต้มยำ ด้านข้างเป็นข้าวออร์แกนิคคลุกกะปิ
3
Course ที่ 5: Aged Thai Wagyu | Liver | Nam tok
Aged Thai Wagyu | Liver | Nam tok
จานนี้ได้แรงบันดาลใจมาจากก๋วยเตี๋ยวเรือน้ำตก ใช้เนื้อไทยวากิวจากสกลนคร เอาไป Sous Vide (ซูวี) และเอามาจี่บนกระทะต่อ เสิร์ฟพร้อมเส้นก๋วยเตี๋ยวทอดกรอบและตับทรงเครื่อง ซอสสีน้ำตาลเป็นซอสเนื้อผสมเครื่องเทศก๋วยเตี๋ยวเรือ ส่วนซอสสีส้ม สีเขียวจะทำเลียนแบบพริกน้ำส้ม จานนี้กินแล้วเหมือนกินก๋วยเตี๋ยวเรือจริงๆ เลยแหละ
ป.ล. Sous Vide (ซูวี) เป็นการเอาวัตถุดิบ (ในที่นี้คือเนื้อ) ไปแพ็คในถุงสูญญากาศ จากนั้นนำไปแช่ในน้ำที่ควบคุมอุณหภูมิไว้ ความร้อนจะค่อยๆ ถ่ายเทไปที่ตัววัตถุดิบ วิธีนี้จะทำให้วัตถุดิบไม่สูญเสียคุณค่าและไม่สูญเสียความชุ่มฉ่ำไป
Course ที่ 6: ของหวาน Coconut | Sesame | Seasonal Fruit
อันนี้อะไรไม่รู้ จำไม่ได้
ไอศครีมน้ำกะทิครองแครง
Petit Four ไม่ได้ถ่ายมา โดนกินไปหมดแล้ว 🥲 จำได้แต่ว่าเป็นขนมไทย 4 อย่าง
เอาเป็นว่าการมากินอาหารแบบ Fine Dinning นี่ยากจริงๆ ไม่เคยฟังทันเล้ยยย ว่าจานไหนเป็นอะไร ต้องขอโทษด้วยนะคะที่บรรยายได้ไม่ดีเท่าที่ร้าน พยายามเก็บรายละเอียดแล้ว ฟังไม่ทันจริงๆ 😅
ยกทัพ Chef มาปรุงกันให้เห็นๆ
แต่ก่อนเราก็สงสัยว่าทำไมอาหารแบบ Fine Dining มันถึงแพ๊งงงแพง แต่พอได้มารู้ว่ากว่าเชฟจะสร้างเมนูขึ้นมาได้ซักเมนู เค้าต้องใช้ความรู้ ใช้ประสบการณ์ คิดเทคนิคทำอาหารใหม่ๆ และหาวัตถุดิบที่เหมาะมาปรุงอาหารให้ออกมาเป็นเมนูใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำ ต้องนำเสนอออกมาให้ประทับใจ และที่สำคัญต้องอร่อย !!! มันทำให้เราทึ่งเลย เพราะมันยากมากนะ
Blog นี้ก็เป็นประสบการณ์การกินอาหารไทยแบบ Fine Dining ร้านที่ 2 ที่เราได้มีโอกาสมา (ร้านแรกคือ "Sorn" อ่านได้ที่ลิงค์ข้างใต้นี้ค่ะ)
ประทับใจในรสชาติของอาหารและการนำเสนอนะ น่าสนใจดีและอาหารก็อร่อยมาก
สำหรับ Blog นี้ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ แล้วพบกันใหม่ Blog หน้า จะพาไปเที่ยวที่ไหนอีก อย่าลืมติดตามนะคะ 😊
  • 51
โฆษณา