21 พ.ย. 2023 เวลา 05:25 • หุ้น & เศรษฐกิจ

เมื่อใดที่ต้องดึงสถาพคล่องออกจากเศรษฐกิจและ Fed จะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร ?

สภาพคล่องในเศรษฐกิจเป็นสิ่งสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและการทำงานของตลาดการเงิน เพราะว่าสภาพคล่องในเศรษฐกิจที่สูงสามารถกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและเพิ่มการหมุนเวียนของเงินได้
อย่างไรก็ตาม สภาพคล่องที่มากเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาต่างๆ ในกรณีเช่นนี้ ธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบาย เพื่อดึงสภาพคล่องออกจากเศรษฐกิจ (Quantitative Tightening) หรือที่เรียกย่อๆว่า QT นั่นเอง
  • Fed จะดึงสถาพคล่องออกจากเศรษฐกิจเมื่อใดและทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร?
ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินนโยบายดึงสภาพคล่องออกจากเศรษฐกิจ เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะร้อนแรงเกินไป มีการเก็งกำไรในตลาดสินทรัพย์ และความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น
Fed มักจะพิจารณาจากดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีรายจ่ายการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) หากอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเหนือระดับเป้าหมายที่กำหนดไว้ Fed ก็อาจพิจารณาปรับนโยบายทางการเงินให้เข้มงวดขึ้น
โดยอาจมีการดึงสภาพคล่องออกจากเศรษฐกิจไปพร้อมกับขึ้นดอกเบี้ยนโบบาย เพื่อกดดันเศรษฐกิจที่ร้อนแรง รวมถึงอัตราการจ้างงานให้ชะลอตัวลง ก่อนจะกลายเป็นปัญหาที่ควมคุมได้ยาก
แล้วอะไรคือสิ่งที่ใช้บ่งบอกว่า Fed กำลังดำเนินนโยบาย QT นี้อยู่ โดยทั่วไปเมื่อ Fed ต้องการดำเนินนโยบายนี้ จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการจากทาง Fed เอง
แต่หากต้องการที่จะทราบว่า Fed เข้มงวดในการดำเนินนโยบายนี้มากน้อยเพียงใด โดยส่วนใหญ่แล้วเราจะดูที่งบดุลของ Fed (Balance sheet)
เมื่อ Fed เห็นว่าเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะร้อนแรงและเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงเกินไป
Fed จะเริ่มดำเนินการ QT เพื่อ "ลดงบดุลของตนเอง" โดยปล่อยให้พันธบัตรครบกำหนดแล้วไม่ออกพันธบัตรใหม่มาแทนที่ หรือที่เรียกกันว่าการ Rollover
อีกวิธีที่ Fed ใช้ลดงบดุลของตนเองก็คือ การขายพันธบัตรที่ตนเองถือครองอยู่ให้กับนักลงทุนรายอื่นในตลาด
สองวิธีนี้จะทำให้จำนวนพันธบัตรในพอร์ตของ Fed ลดลงไปเรื่อยๆ เพื่อเป็นการดูดซับสภาพคล่องออกจากระบบการเงินโดยรวม
กล่าวคือ การที่ธนาคารกลางอย่าง Fed ลดงบดุลของตนเองลงนั่นก็เท่ากับว่าเป็นการเอาเงินออกจากระบบการเงินต่างๆ ซึ่งรวมถึงระบบเศรษฐกิจและระบบธนาคาร
และเนื่องด้วย Fed เป็นผู้กำกับดูแลและควบคุมปริมาณเงินในระบบธนาคารด้วยเช่นกัน เมื่อมีการดำเนินนโยบาย QT ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
สภาพคล่องของธนาคารพานิชณ์อื่นๆก็อาจจะลดน้อยลง เนื่องจากเงินหรือสภาพคล่องในงบดุลของธนาคารกลางอย่าง Fed นั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับสภาพคล่องในระบบธนาคารโดยรวม
หากสภาพคล่องของธนาคารกลางลดลง สภาพคล่องของธนาคารพานิชณ์ก็อาจลดน้อยลงด้วย
แล้วหากเงินหรือสถาพคล่องของธนาคารพานิชณ์ลดน้อยลง อาจจะทำให้ธนาคารพานิชณ์มีความเสี่ยงให้การปล่อยสินเชื่อมากขึ้น
เพราะต้องไม่ลืมว่าธนาคารพานิชณ์เป็นสถาบันการเงินที่ทำหน้าที่รับฝากเงิน และปล่อยสินเชื่อ ธนาคารพานิชณ์จำเป็นต้องมีสภาพคล่องเพียงพอ เพื่อรองรับความต้องการถอนเงินของลูกค้า และเพื่อปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้า
หากธนาคารพานิชณ์มีสภาพคล่องน้อยลง จะทำให้ธนาคารพานิชณ์ต้องมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากธนาคารพานิชณ์ต้องมั่นใจว่าผู้กู้จะสามารถชำระหนี้ได้เมื่อถึงเวลาที่กำหนด
ซึ่งอาจมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขึ้น เนื่องจากธนาคารพานิชณ์ต้องการชดเชยความเสี่ยงหรือต้นทุนทางการเงิน ที่มาจากการลดลงของสภาพคล่องในระบบธนาคาร ซึ่งเป็นผลจากการดำเนินนโยบาย QT หรือการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
และเมื่อเงื่อนไขทางการเงินยากขึ้น การปล่อยสินเชื่อใหม่ก็จะทำได้น้อยลงซึ่งจะไปกดดันให้เศรษฐกิจที่ร้อนแรงชะลอตัวลงอีกทางหนึ่ง
โดยสรุปแล้ว ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จะดำเนินนโยบายเพื่อดึงสถาพคล่องออกจากเศรษฐกิจ (Quantitative Tightening) ก็ต่อเมื่อเศรษฐกิจร้อนแรง มีการเก็งกำไรในตลาดสินทรัพย์ และเงินเฟ้อมีการปรับตัวสูงขึ้นเกินกว่าที่ Fed กำหนดหรือคาดการณ์ไว้
และการดำเนินนโยบาย QT ก็มักมาพร้อมกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งก็จะทำให้เงินหรือสภาพคล่องในระบบธนาคารลดน้อยลง เป็นผลให้การปล่อยสินเชื่อใหม่ๆยากขึ้นและทำได้น้อยลง
เหล่าธนาคารพานิชณ์จึงจำเป็นต้องชดเชยความเสี่ยงหรือต้นทุนทางการเงิน ด้วยการทำให้เงื่อนไขทางการเงินยากขึ้น ซึ่งรวมถึงการขึ้นดอกเบี้ยปล่อยกู้ของธนาคารพานิชณ์เอง
ส่วนผลกระทบที่มาจากการดึงสถาพคล่องออกจากเศรษฐกิจอาจรุนแรงขึ้นหรือไม่ นั้นขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจก่อนหน้านี้มีสภาพคล่องมากน้อยเพียงใด
หากสภาพคล่องมีมาก Fed อาจจำเป็นต้องดำเนินนโยบาย QT นานขึ้นเพื่อปรับให้สภาพคล่องของระบบเศรษฐกิจเข้าสู่จุดสมดุลและสามารถเดินหน้าต่อไปได้นั่นเอง

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา