17 พ.ย. 2023 เวลา 07:24 • หุ้น & เศรษฐกิจ

ตลาดยาต้านโรคอ้วนยังไปได้อีกไกล บริษัทใดบ้างที่จะได้ประโยชน์จากการเติบโตนี้

โรคอ้วนเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญระดับโลก รู้หรือไม่ว่าอัตราการเป็นโรคอ้วนทั่วโลกเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่านับตั้งแต่ปี 1980
ในปี 2023 องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้รายงายว่ามีผู้ป่วยโรคอ้วนมากกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก โดยแบ่งเป็นผู้ใหญ่ 650 ล้านคน วัยรุ่น 340 ล้านคน และเด็ก 39 ล้านคน และในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคอ้วนถึงสี่ล้านคน
โดยสมาพันธ์โรคอ้วนโลกคาดการณ์ว่าภายในปี 2030 ผู้หญิง 1 ใน 5 และผู้ชาย 1 ใน 7 จะมีภาวะอ้วน
และตามการคาดการณ์ของ World Obesity Atlas 2023 คาดการณ์ว่าอัตราโรคอ้วนจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากแนวโน้มปัจจุบัน ประชากรโลกมากกว่าครึ่งหนึ่งจะมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนภายในปี 2035
โดยสาเหตุเกิดจาก รูปแบบการกิน ระดับการออกกำลังกาย พันธุกรรม และมักพบภาโรคอ้วนนี้บ่อยทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาหรือประเทศที่สามารถเข้าถึงอาหารในปริมาณมากได้โดยเฉพาะในสหรัฐฯ
ค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วนในสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะสูงกว่าค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่ไม่มีโรคอ้วนถึง 30-40% ตามรายงานของ National Library of Medicine (NLM)
และ 41.9% ของผู้ใหญ่และ 19.7% ของวัยรุ่นและเด็กในสหรัฐฯเป็นโรคอ้วน ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจากภาวะน้ำหนักเกินเกณฑ์มาตราฐานเมื่อเทียบกับส่วนสูงของพวกเขา
บ่งบอกถึงช่องว่างและโอกาสในการเติบโตของตลาดนี้ ที่สามารถเติบโตไปได้อีกไกล มูลค่าตลาดยาต้านโรคอ้วน (AOM) มีการเติบโตสูงถึง 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี
และตามการวิจัยของ Goldman Sachs ระบุว่าด้วยแนวโน้มโรคอ้วนที่เกิดขึ้นทั่วโลก อาจสามารถผลักดันมูลค่าของตลาดนี้ให้เติบโตสูงถึงประมาณ 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 2030
ซึ่ง Goldman Sachs ได้ประเมินว่าผู้ใหญ่ประมาณ 15 ล้านคนในสหรัฐฯ หรือคิดเป็น 13% ของผู้ใหญ่ที่เป็นโรคอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินและมีสิทธิ์ตามกฏหมายในสหรัฐฯ อาจได้รับการรักษาด้วย AOM ภายในปี 2030
และมีปัจจัยอื่นๆ ที่มีแนวโน้มที่จะส่งเสริมยอดขาย AOM ได้แก่ อัตราการคืนเงินประกัน ระยะเวลาการใช้ยาของผู้ป่วย เป็นต้น
ตามรายงานของสมาคมการแพทย์แห่งอเมริกา (American Medical Association) พวกเขายอมรับว่าโรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังของสหรัฐฯ และมีแนวโน้มจะกลับมาเป็นอีกครั้งแม้จะรักษาหายไปแล้ว เพราะโรคนี้มีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ซึ่งรวมถึงพันธุกรรม พฤติกรรมและความตั้งใจของผู้เข้ารับการรักษาเองด้วย
อย่างไรก็ตาม มันก็ได้สร้างความตระหนักรู้ถึงวิธีการทางการแพทย์ใหม่ๆ โดยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มียาประเภทใหม่ซึ่งเป็นสารเลียนแบบอินครีตินที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ โดยสามารถช่วยลดน้ำหนักได้มากกว่า AOM รุ่นก่อนๆถึง 20%
อธิบายเกี่ยวกับสารเลียนแบบอินครีตินนิดหน่อย สารนี้จะทำงานเลียนแบบสารอินครีตินที่เป็นฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากเซลล์ในทางเดินอาหารส่วนต้น มีบทบาทสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยจะช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลินหลังรับประทานอาหาร เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด
ซึ่งมีส่วนช่วยในการควมคุมหรือลดน้ำหนัก รวมถึงใช้รักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานซึ่งเป็นอีกโรคที่มีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากภาวะอ้วน
ซึ่งบริษัทยาที่จะได้รับประโยชน์หลักๆ ก็ได้แก่ Eli Lilly และ Novo Nordisk ที่โดดเด่นในด้านยากลุ่มเลียนแบบอินครีติน
ยากลุ่มสารเลียนแบบอินครีตินที่ขายดีที่สุดของ Eli Lilly ก็คือ Trulicity โดยในปี 2022 มียอดขายอยู่ที่ 7,439 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยาตัวนี้เป็นยาที่ทำรายได้ให้กับ Eli Lilly มากที่สุด คิดเป็นมากกว่าหนึ่งในสี่ของรายได้ของบริษัทในปี 2022
สำหรับ Novo Nordisk มียากลุ่มสารเลียนแบบอินครีตินที่โดดเด่นและขายดี ได้แก่ Ozempic, Victoza, Rybelsus ซึ่งมียอดขายรวมที่ 26,196 ล้านโครนเดนมาร์ก หรือประมาณ 3,758 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (FX Rate 13/11/2023) หรือคิดเป็นรายได้ 15% ของบริษัทในปี 2022
รายได้ดังกล่าวของสองบริษัทนี้ เป็นเพียงรายได้ของยาในกลุ่มสารเลียนแบบอินครีตินเท่านั้น ไม่ได้รวมรายได้ในกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วนกลุ่มอื่นๆ
ซึ่งยาในกลุ่มอื่นๆก็ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มโรคอ้วนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆทั่วโลกด้วยเช่นกัน
แต่ถ้าหากว่ารวมรายได้ของยาในกลุ่มอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภาวะอ้วน ก็จะพบว่ารายได้ของ Eli Lilly กว่าครึ่งหนึ่งเป็นรายได้ที่มาจากกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
เช่นเดียวกับ Novo Nordisk ที่กว่า 88% ของรายได้มาจากกลุ่มยาที่เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
มันจึงไม่น่าแปลกใจเลยที่สองบริษัทยายักษ์ใหญ่นี้จะได้รับประโยชน์โดยตรง
หากว่าแนวโน้มของโรคอ้วนทั่วโลกและมูลค่าตลาดยาต้านโรคอ้วน (AOM) เป็นไปตามที่ Goldman Sachs และสถาบันหรือองค์กรอื่นๆได้วิเคราะห์และคาดการณ์ไว้

ดูเพิ่มเติมในซีรีส์

โฆษณา