Loki Season 2: สมการ ลิขิต เรื่องราว

คำเตือน!! บทความนี้เหมาะกับ
คนที่ดู #Loki ซีซัน 1-2 มาแล้ว
มิเช่นนั้นจะถูกรังสีกาลเวลาในเนื้อหา
แผดเผาฉีกร่างสู่หลุมดำ
กลายเป็นสปาเก็ตตี้ในทันที
.
.
.
.
.
.
“Epic! This is so epic!”
เป็นความรู้สึกที่หลั่งไหลท่วมท้น
หลังดูตอนสุดท้ายโลกิ ซีซันสองจบ
จนอยากยกให้เป็นเรื่องที่ “ดีที่สุด”
ในบรรดาหนัง-ซีรีส์ทั้งหมด
ของมาร์เวลเฟส 4-5
ที่ไม่เพียงจะช่วยกอบกู้ Multiverse
นับล้านนับอนันต์หลายสาย
แต่ยังร่ายมนต์กู้ชื่อเสียงค่าย
รวมถึงจักรวาลฮีโร่มากมายหลายเจ้า
จากช่วงเงียบเหงา ขาลงสุดขีด
ให้ฟื้นคืนชีพเป็นปรากฏการณ์
ที่คนดูกลับมาพูดถึงกันอีกครั้ง
หลังจากไม่เห็นมานานพักใหญ่
เป็นเรื่องราวสุดทัชใจที่แม้จะ
ไม่มีบทแอ็กชันเดือดๆ สุดมัน
ไม่มีตัวร้ายสุดโหดเว่อร์วัง
ไม่ได้กระทั่งฮีโร่มากมายมาร่วมวง
ก็ยังคงอัดแน่นไปด้วย
หลักปรัชญาและปมคำถามสุดพิศวง
ชวนคนดูสวมวิญญาณเป็นนักวิเคราะห์
พากันคิด พากันเจาะลึกหาคำตอบ
เฝ้าลุ้นติดตามต่อ อยากให้ถึงเช้าวันศุกร์อีก
จนแตะจุดพีคที่กระหึ่มตรึงอารมณ์สุดๆ
เหมือนหัวใจหยุดอยู่ในกาลเวลา
เอ่อล้นออกมาเกินบรรยาย
“นี่คือ TVA รหัส 1229
เริ่มโหมดกันความผิดพลาด
ขอบคุณสำหรับการทำหน้าที่ “
.
.
จุดนี้เลยอยากชวน จนท. ทุกคน
หยิบพายมะนาวเลิศรส
พร้อมโกโก้ร้อนๆ หวานมัน
หรือจะจัด Happy Meal กันมาอิ่มอร่อย
แล้วค่อยๆ มาดื่มด่ำไปกับแก่น
เรื่องราวระหว่างทาง
“ไถล” ผ่านห้วงเวลาแห่ง
อดีต ปัจจุบัน และอนาคตไปด้วยกัน
“TVA Official Handbook 3rd Edition
by Ouroboros, Victor Timely, Loki and Side Stories”
.
.
.
.
.
.
1. เราต่างหวาดกลัว “สิ่งที่ไม่รู้”
- ผลพวงจากการที่ “Sylvie” ได้ลงมือฆ่า “He who remains” ตายคามือ ไม่เพียงสาขาเวลาจะแตกแขนงยับเยิน ยังส่งผลให้ “โลกิ” เกิดอาการ “เวลาไถล (time-slipping)” กระเด็นวาร์ปไปมาระหว่างอดีต ปัจจุบัน และอนาคตครั้งแล้วครั้งเล่าแบบงงๆ เจอทั้งมหาสงครามครั้งใหญ่ระดับ Multiverse พร้อมตัวแปรแคงนับน้อยพันที่กำลังจะมาเยือน ทั้งอาการพิศวงแบบนี้
แม้แต่เทพผู้ฉลาดเป็นกรดและเยือกเย็นมาตลอดอย่างเขา ยังถึงกับร้อนรน จับต้นชนปลายไม่ถูก ควบคุมไม่ได้ว่าจะเกิดตอนไหน อะไรที่เคยแน่ใจมากๆ อย่างใน TVA ไม่มีการเคลื่อนไหวของไทม์ไลน์ ตอนนี้ก็มีให้เห็นแล้ว ทำเอาพวก Mobius และ จนท. TVA ทั้งหลายถึงกับหัวหมุนตามไปด้วย
ทว่าในช่วงเวลาที่โลกิกำลังปั่นป่วน สติแตกที่สุดแบบไม่รู้จะแก้ปัญหาอะไรก่อน จนต้องบอก Mobius ว่าข้าต้องการเวลาคิด ก่อนจะได้คำตอบว่า “ถ้านายอยากได้เวลาคิด ก็จงหยุดคิด ไม่ต้องรีบ” ซึ่งเป็นคำพูดดีๆ ที่ผมชอบมากเลยนะ เพราะในชีวิตจริงเวลาเราร้อนรนปั่นป่วนแบบนี้ สำคัญสุดคือการมีกัลยาณมิตรที่ดีคอยจับไหล่ แตะเบรก ให้ลองสงบแล้วลำดับความคิดใหม่ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาต่อ ทำให้โลกิค่อยๆ ใจเย็นลงบ้างและไล่เรียงเรื่องราวทีไปทีละขั้น
จากนั้น Mobius เลยพาเขาไปหา “OB (Ouroboros)” ชายผู้บัญญัติคู่มือ TVA ให้ช่วยดู จึงได้รู้ว่าพวกเขาเคยเจอกันมาเมื่อ 400 ปีก่อนจากการไถลของโลกิ ตลอดจนได้รู้ถึงหลักการทำงานของเวลา ผู้คน และกลไกของที่นี่มากกว่าเดิม ถ้าจะดึงใครสักคนออกจากห้วงเวลา ก็ต้องใช้เครื่องสกัดออร่ากาลเวลา
ถึงตอนนั้นพวกเขาจะยังไม่รู้ชัดหรอก ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้จริงหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็เริ่มได้เรื่องได้ราว มีแนวทางชัดขึ้นมาหน่อย ความกลัวจากสิ่งที่ไม่รู้จึงค่อยๆ ลดลง แปรเปลี่ยนเป็นความมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาใหญ่สองข้อนี้ให้ได้ จากสมการชวนมืดแปดด้าน ก็มีวิธีทำชุดแรกให้เห็นทางผ่านบ้าง
2. จง “ใช้ชีวิต” ที่ไม่เคยได้ใช้
- อย่าง Sylvie ที่ต้องดิ้นรน วิ่งหนี หลบซ่อนท่ามกลางภัยพิบัติตามช่วงต่างๆ ของเวลามาทั้งชีวิต ไม่มีสิทธิ์เลือกอะไรมากนักในฐานะตัวแปรสุดอันตรายที่ถูก TVA หมายจับ ไม่มีทั้งช่วงวัยเด็กอันสุขสดใส ไม่มีทั้งวัยผู้ใหญ่ที่มีกำลัง ความคิด ทำอะไรได้หลายอย่างตามใจปรารถนา ราวกับชะตาลิขิตให้ต้องอยู่อย่างนี้ไปตลอด
จนเมื่อได้รับอิสระจริงๆ เป็นครั้งแรก หลังจากฆ่า He who remains แล้วชิงเทมแพดแบบพิเศษออกไปท่องเวลา ท่องโลก ไปยังเส้นสาขาแตกใหม่ในปี 1982 ที่ Broxton, Oklahoma ไม่แปลกเลยที่เธอจะผ่านประตูวาร์ปออกมา แล้วหยุดดื่มด่ำกับบรรยากาศรอบๆ ค่อยๆ เดินสำรวจไปมา พอเจอร้าน McDonald ที่ไม่เคยเจอ ไม่เคยรู้จัก ได้เจอชีวิตผู้คนกำลังนั่งกินอย่างอิ่มสุข ก็รู้สึกใจฟู ตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก สั่งทุกเมนูมาลองให้หมด
สื่อให้เห็นว่าบางทีชีวิตเราอาจถูกบางอย่างพรากไป จนไม่เคยได้ใช้ชีวิตเท่าที่ควรจะเป็น ทั้งด้วยงาน ภาระหน้าที่ และปัจจัยอื่น ใช้เวลากับวันและคืนต่างๆ ไปหมด ทั้งที่โลกภายนอกนั้นยังมีอะไรดีๆ ให้เราได้ลองไปสัมผัสอยู่ ถึงเป็นผู้ใหญ่ก็สวมหัวใจกลับไปเป็นเด็กลิงโลดได้อีก ได้เที่ยวในที่ๆ อยากไป ได้กินของอร่อยที่อยากกิน ได้พาหัวใจโบยบินไปทำอะไรอื่นๆ อีกมากมาย แค่นั้นก็มีความหมายแล้วจริงๆ
3. “บางความจริง” ก็เป็นสิ่งที่ยากจะเผชิญ
- ถึง Mobius จะเป็นนักวิเคราะห์เจ้าคารม มีลูกล่อ ลูกชน ทำงานเก่ง เป็นที่ยอมรับใน TVA มานาน แต่ที่ผ่านมาเนื้อแท้เขากลับครุ่นคิด มีอะไรติดอยู่ในใจตลอดเวลาว่าจริงๆ แล้วชีวิตก่อนหน้านี้มันดีหรือไม่ดียังไงกัน โลกิเลยถามอีกทีว่าไม่อยากเห็นชีวิตจริงของเจ้าหรือไง? ก็ยังพยายามทำตัวชิลให้ดูดี พร้อมบอกว่า "ไม่ค่อยอยาก มันไม่ใช่ชีวิตฉัน อยากขอบคุณคนที่จับฉันมานี่ด้วยซ้ำ ได้มากินพายนี่ TVA คือชีวิตเดียวที่ฉันเคยรู้จักและชอบมัน (เจ้ากลัวชีวิตจริงมันแย่?) กลัวมันดีต่างหาก ถ้าดีคงคิดวน ถ้าแย่ก็ไม่ขาดทุน”
การตอบแบบนี้เลยเป็นภาพสะท้อนของชายที่กำลังหวาดกลัวความจริง จึงต้องหาเหตุผลมาปกป้องหัวใจตัวเอง จุดนี้มันก็ทั้งไม่ผิดและไม่ถูก เพราะโดยพื้นฐานคนเราย่อมต้องรักและเซฟความรู้สึกตัวเองไว้ก่อน บางทีสุขปลอมๆ ที่ดูเหมือนจริงก็ยังดีที่ตอนนี้มันยังสุข ถ้าในเชิงคณิตศาสตร์ก็คงเป็นเครื่องหมาย “เท่ากับ” ที่แม้จะไม่สุขมากไปกว่านี้ แต่ก็ยังดีที่ไม่ทุกข์ไปกว่านั้น
ขณะเดียวกันมันก็ได้แค่เท่ากับ ไม่เกิดกระบวนการที่จะนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งใหม่ อยู่ที่เราจะพอใจแค่ไหนนั่นแหละ Mobius จึงเป็นตัวอย่างของคนที่กำลังอยู่ตรงกลาง ระหว่างการอยู่ในกรอบ ให้ความแน่นอน กับจิตเสรีที่อาจนำพาความเป็นไปได้มากมายทั้งร้ายดีตามมา
4. บางที่เราอาจเป็น “ตัวประกอบ” แต่อีกที่อาจเป็น “ตัวเอก”
- ในสาขาเวลานี้นอกจาก Sylvie จะได้ลองใช้ชีวิตจริงๆ แล้ว เธอยังได้ค้นพบ Comfort Zone และบทบาทชีวิตที่ตามหาเป็นครั้งแรก จากตัวแปรสุดร้ายกาจสู่การเป็น “คนธรรมดา” คนหนึ่งที่กำลังมีช่วงเวลาสุดพิเศษ ไม่ต้องใช้พลังเวทย์ใดๆ แค่ปล่อยชีวิตไปตามจังหวะทำนอง ได้ลองเป็น พนง. แคชเชียร์ใน Mc ดูก็สนุกดี เป็นที่ที่เธอได้ปล่อยวางหัวใจตัวเองออกมาอย่างแท้จริง
“X-5” นักล่ามือฉมังจาก TVA ที่ได้รับภารกิจจากนายพล “Dox” ผู้เป็นนายให้ออกตามล่า Sylvie แต่ดันไปติดใจชีวิตใหม่แล้วทิ้งภารกิจไม่ยอมกลับ แน่นอนเรื่องทิ้งหน้าที่การงานก็ควรตำหนิ เมื่อมองแต่ตัวเองมากกว่าภาพใหญ่ แต่มองอีกมุมก็เข้าใจได้อยู่ หากเราลองเป็นเขาดูก็อาจทำแบบเดียวกันเลยล่ะ
เมื่อเทียบกันระหว่างชีวิตในกรอบเดิมที่อยู่ไปวันๆ ตามใบสั่ง กับชีวิตใหม่ที่ได้เป็น นักแสดง "Brad Wolfe" ตัวเอกสุดป๊อบจากหนัง Zaniac ที่ไม่ว่าจะขยับไปไหน ทำอะไรก็มีคนชื่นชม หลงใหล ได้เป็นที่ต้องการจริงๆ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ได้รู้ว่านอกจากการตามล่าเผาตัวแปรแล้ว ชีวิตเขายังมีคุณค่าในแง่มุมอื่นๆ อีกมาก มันจึงยิ่งเข้าใจได้ที่ไม่ยอมปริปากบอกที่อยู่ Sylvie และพยายามปลุกใจพรรคพวก Minute Men ในสังกัด Dox ให้ตื่นรู้บ้างว่ายังมีชีวิตด้านอื่นๆ หรือชีวิตเดิมรอพวกนายอยู่นะโว้ย!
“Mobius” ที่อีกสาขาเวลาเขาคือ “พ่อ” เลี้ยงเดี่ยวผู้แสนอบอุ่นคนหนึ่ง ซึ่งคอยดูแลลูกชายทั้งสองในบ้านเล็กๆ มีสวนให้วิ่งเล่นกันอย่างมีความสุข และได้ทำงานกับเจ็ทสกีที่เขารัก ถึงจะเป็นงาน routine ขายของในร้านไปเรื่อยๆ ไม่ได้ออกไปท้าสายลมและเกลียวคลื่นกลางทะเลก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยการได้อยู่กับมันในทุกวันก็สุขพอ
หรือ “B-15” ที่แม้จะเป็นนักล่าตัวตึงของ TVA เดินหน้าสอยและจับกุมตัวแปรมามากมาย แต่ในอีกมุมเธอคือคนที่อ่อนโยนที่สุดคนหนึ่งเลย เป็นคนแรกๆ ที่คัดค้านการเผาสาขาเวลา โดยมองว่าทุกเส้นนั้นมีชีวิตมีเรื่องราวอีกมากมาย เสียดายที่เธอเป็นเพียง จนท. คนหนึ่ง ย่อมมีกำลังไม่พอจะสร้างจุดเปลี่ยน แต่ในอีกสาขาเวลา เธอได้เป็นคุณหมอใจดี ดูแลชีวิตเด็กและคนไข้ด้วยใจ เป็นงานที่เลือกได้ว่าจะช่วยให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นยังไง ด้วยหนึ่งสมองสองมือเธอเอง
“Loki” เองก็เช่นกัน ที่ในจักรวาลหลัก นอกจาก Thor และราชินี Frigga แล้ว ก็ไม่มีใครเห็นคุณค่า เห็นความสำคัญเขามากพอ ทุกคนต่างมองเพียงภาพเทพมายาผู้เป็น “Loser” ที่ไม่ว่าจะพยายามแค่ไหน ก็ต้องพ่ายแพ้น่าสมเพชเสมอ แต่ในจักรวาลใหม่ เขาค้นพบว่าตัวเองสามารถเป็นอะไรได้มากกว่าลิขิตแห่งชะตา ทั้งนี้ทุกอย่างมันอยู่ที่จังหวะ เวลา สถานที่ และบุคคลเป็นสำคัญ ถ้าขยันผิดที่สิบปีก็ไม่โต แต่ถ้าถูกที่ ถูกเวลา หรือถูกคน อะไรๆ ก็ง่ายและตรงจุดมากขึ้นตามมา
5. “ไม่มี” มิตรแท้หรือศัตรู “ถาวร”
- อีกหนึ่งความบันเทิงของซีรีส์ Loki ซีซันนี้ คือการได้เห็นเกมจิตวิทยาระหว่างตัวละครที่ดำเนินไปมาเรื่อยๆ แล้วค่อยๆ ไต่ระดับความเข้มข้นให้เห็นชัดขึ้นว่าเกมนี้ไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวรจริงๆ เมื่อต่างฝ่ายต่างพยายามโน้มน้าวใช้ประโยชน์จากอีกฝ่ายเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างของตนเอง
ตัวอย่างชัดสุดคือรักสามเส้าระหว่างคนสองคนกับหนึ่งเอไอ ตั้งแต่ “He who remains” ที่ใช้คารมและวาทศิลป์มัดใจ “Ravonna Renslayer” ซะอยู่หมัด สร้างผลงานเอกด้วยการหยุดมหาสงครามแห่ง Multiverse ร่วมกัน “Ravonna เธอนี่ช่างมหัศจรรย์ ดีแน่ถ้าเราร่วมกันนำ เธอทำให้สงครามนี้ต่างออกไป ขอบคุณและดีใจที่เธอมาร่วมทีม เพื่อเรา เพื่อทุกเวลา”
ก่อนจะให้ “Miss Minutes” เอไอที่รู้ใจ ใช้ระเบียบปฏิบัติ 42 ลบความทรงจำเธอและ จนท. ทุกคนทิ้ง เมื่อเขาถูกฆ่า เจ้านาฬิกาเอไอเลยกล่อม Ravonna ร่วมมือกันส่งคู่มือ TVA ให้ “Victor Timely” เด็กชายอัจฉริยะ ตัวแปรหนึ่งของ He who remains เพื่อที่เขาจะได้ตามรอยเจ้าแห่งกาลเวลา และพวกเธอจะได้อยู่เหนือสุด TVA เคียงข้างเขาอีกที
แต่แล้วผู้พิพากษาสาวที่เผลอเอาใจไปเล่น ก็เสียรู้ให้ทั้ง Victor และ Miss Minutes โดนลอยแพกลางคัน เมื่อเขาไม่ชอบการทำงานเป็นหุ้นส่วนกับใคร ก่อนจะพลิกต่อไปอีก เมื่อ Miss Minutes ที่เอาใจลงไปเล่นมากกว่า เผยความในใจบอกรักหมดเปลือก อยากเปลี่ยนจากเพื่อนเล่นหมากรุก คอยดูแลรับใช้มาเป็นแฟนสาว ดูแล้วให้ความรู้สึกชวนสยองมากกว่าสยิวจนหนุ่มเนิร์ดสายวิทย์หวาดกลัว ปิดเธอทิ้งซะ เมื่อทั้งสามกลับมาเจอ จากมิตรก็กลายเป็นศัตรูของกันและกันไปโดยปริยาย
ขณะเดียวกันศัตรูบางคนก็อาจยอมร่วมมือกันได้ อย่าง X-5 ที่ถึงกับหูผึ่ง ตาวาว พอได้ฟังข้อเสนอของ Ravonna ว่าจะกอบกู้เสถียรภาพ TVA และให้ จนท. สามารถมีชีวิตอิสระบนเส้นเวลาได้ตามต้องการ เลยพร้อมร่วมมือรับใช้อย่างง่ายดาย
แม้แต่ Loki ในช่วงตีบตันสุดขีด ไถลเวลาไปมากี่รอบก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาเครื่องทอเวลา overload ไม่อาจหยุดการตายของวิคเตอร์ได้ จนต้องจำใจเข้าหา ขอความช่วยเหลือจากพวกศัตรูร้ายอย่าง Miss Minutes ตชั่วคราว เป็นหนึ่งในวิธีที่เขาลองทำเพื่อแก้ปัญหานี้ รวมถึง B-15 ที่มาขอความร่วมมือกับนายพล Dox และเหล่า Minute Men ให้ร่วมสู้กับ Ravonna เพราะถึงจะเห็นต่างกันหลายมุม อย่างน้อยก็เห็นแก่ TVA เหมือนกัน ถึงจะลำบากใจ แต่เพื่อเพื่อนๆ และ TVA โลกิ / B-15 เองก็ยินดีผูกมิตรกับศัตรูชั่วคราว
จะเห็นได้ว่าเมื่อคนเราเสียผลประโยชน์ “จากมิตรก็กลายเป็นศัตรูได้” และเมื่อได้ประโยชน์ร่วม “ศัตรูก็กลายเป็นมิตรได้” เป็นสมการที่ชัดเจน
ผลประโยชน์
ศัตรู <==== > มิตร
6. “การซ่อม” ย่อมยากกว่า “ทำลาย”
- กว่าจะสร้างอะไรขึ้นมาสักอย่างว่ายากแล้ว การซ่อมหรือสร้างขึ้นใหม่นั้นกลับยากยิ่งกว่าหลายเท่า จริงอยู่ที่ TVA สามารถยืนหยัดพิทักษ์เวลามาได้ไม่รู้กี่ยุคสมัย ด้วยวิธีเผาทำลายตัวแปรที่จะทำให้เกิด “Nexus” หรือเส้นเวลาที่แตกแขนงออกจากเส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์ งอกมาก็ลบออกไป ง่ายๆ ตรงไปตรงมา เห็นผลบนหน้าจอทีวีทันที ทว่าวิธีนี้ก็ยังขาดเมตตาธรรมและความใส่ใจในรายละเอียด
ออกแนวเผด็จการที่ไม่ให้โอกาสเส้นสาขาเวลาได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเอง จนท. ทุกคนก็ล้วนได้รับการปลูกฝังแนวนี้คิดมาเพื่อการทำงานที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพ แม้แต่ Sylvie เองที่เกลียดชัง TVA เข้ากระดูก ก็ยังได้รับอิทธิพลนี้มาด้วย ได้ข่าวเครื่องทอเวลากำลังวิกฤต องค์กรกำลังล่มดับ? ก็ปล่อยให้มันล่มสิ ตัวแปร He who remains โผล่มาอีกเหรอ? ก็ฆ่ามันตัดปัญหาจบๆ
กระทั่งโลกิพยายามโน้มน้าวเธอตลอดว่าสิ่งที่พวกเรากำลังทำนั้น ได้ช่วยชีวิตผู้คนจำนวนมาก สาขาเวลาต่างๆ เลยยังรอด เธอก็ยังคงหวั่นว่าถ้าเขาคิดผิดล่ะ งั้นเผาทำลายให้หมดไปเลยไม่ง่ายกว่าเหรอ?
Loki จึงตอบว่า “การทำลายเลยน่ะมันง่าย แต่การพยายามซ่อมสิ่งที่พังน่ะมันยาก ความหวังมันยาก ตอนนี้อยู่ที่เราว่าจะปกป้อง และทำให้ดีกว่า He who remains ยังไง”
เพราะการจะทำแบบนั้นมันต้องมองให้ลึกถึงรายละเอียดต่างๆ ของสิ่งที่รับผิดชอบอยู่ แล้วค่อยๆ หาวิธีแก้ร่วมกันอย่างดีที่สุด แบบไหนจะเจ็บตัวน้อยสุด วิธีใดจะให้ประโยชน์กับทุกคนมากกว่า ทำยังไงถึงจะตอบโจทย์กับกรอบเวลาอันจำกัด ท่ามกลางภาวะอันวิกฤต ทีมงานต่างตื่นตระหนก มืดหม่น เวลาแบบนี้ย่อมต้องมีคนจุดประกายความหวังใหม่
ตราบใดที่มีวิธีการอยู่ อะไรๆ มันย่อม “เป็นไปได้” วิธีนี้มันเหนื่อยแหละ เหนื่อยกว่าการทำลายไม่รู้เท่าไหร่ แต่ท้ายที่สุดมันย่อมนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนยิ่งกว่า สำคัญว่าทุกคนพร้อมจะช่วยกัน “ซ่อม” และ “สร้างใหม่” ให้ดีกว่าเดิมหรือเปล่า?
7. “มิตรแท้” คือพลังอันยิ่งใหญ่
- สิ่งที่ทำให้ Loki ต้องตกอยู่ใต้เงาอันยิ่งใหญ่ของ Thor มาโดยตลอด จริงๆ แล้วไม่ใช่เพราะพลัง ปัญญา อาวุธด้อยกว่า หรือชะตาลิขิตหรอก แต่เพราะกิเลสความเย่อหยิ่ง ทำให้เขาไม่เคยสร้าง “มิตรแท้” กับใครมาก่อน อย่างการร่วมมือกับกองทัพชิทอรีบุกนิวยอร์กในปี 2012 ก็เป็นแค่อาศัยประโยชน์ร่วมกัน
ต่างจากเทพสายฟ้าที่แม้จะล้มลุกคลุกคลาน เสียรู้ให้ศัตรูขนาดไหน เขาก็ยังมีทั้งเพื่อนๆ ที่แอสการ์ดอย่างพวก “Lady Sif” / เพื่อนๆ ที่โลกอย่างพวก “Jane Foster” ที่เป็นทั้งเพื่อนทั้งรักแท้คอยเคียงข้าง / เพื่อนๆ ฮีโร่ ทั้ง “The Avengers” และ “Guardians of the Galaxy” ช่วยกันฟันฝ่าไปได้ในที่สุด
การที่ Loki ได้มา TVA จึงเป็นการค้นพบคุณค่าแห่งรักและมิตรภาพ กลุ่มเพื่อนที่ไม่จำเป็นต้องมีพลัง หรือเป็นฮีโร่โปรไฟล์ดีกันทุกคน แต่พร้อมจะร่วมผจญอุปสรรคไปด้วย เพื่อนๆ ที่ทำให้รู้ว่านอกจากการใช้เล่ห์กล มายา ปั่นหัวคนอื่นแล้ว เขายังยังทำอะไรได้อีกมาก และรู้ว่าต้องทำเพื่อคนอื่นยังไงบ้าง
โดยเฉพาะ “Mobius” ที่คอยเป็นเพื่อนคู่คิด เห็นบางอย่างในตัว Loki ที่แม้แต่เขาเองยังไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นคนแรกๆ ที่มักจะสัมผัสได้ถึงความรู้สึกของเขา แล้วเปิดใจรอฟังอยู่เสมอ จุดหนึ่งคงเพราะใน TVA นั้นไม่มีใครสนว่าตัวแปรที่จับมาจะเคยเก่งหรือสูงส่งมาจากไหนด้วย
เป็นครั้งแรกที่ Loki ได้เจอคนที่มองเขาออกอย่างละเอียด จี้จุดเป็นช็อตๆ ทำเอาไปต่อไม่ถูก จนเริ่มจะยอมรับในคุณค่าของคนอื่นขึ้นมา แล้วค่อยๆ วางทิฐิ ถอดมงกุฎแห่งเทพลง เมื่อเปิดใจ ยอมฟังอย่างแท้จริง คนพูดก็ย่อมรู้สึกสบายใจขึ้น เข้าถึงได้มากกว่าเดิม การแลกเปลี่ยนมุมมอง แนวคิดก็ง่ายขึ้นตามมา จนโต๊ะในโรงอาหารทำหน้าที่เหมือน Co-working Space ให้พวกเขาได้ปล่อยใจวาง หาทางแก้ปัญหาร่วมกัน
บ่อยครั้งที่ Loki เหมือนจะสติหลุด เกือบระเบิดความร้ายออกมา ก็จะเป็น Mobius ที่คอยบอกประมาณว่านายเป็นได้มากกว่าตัวร้าย ฉันรู้ดี หรืออย่างข้อบนๆ ยามที่เขาร้อนรน เจอปัญหาที่ดูใหญ่กว่าตัวแล้วเสียจริต เพื่อนคนนี้ก็จะคอยปรามให้ใจเย็นลง แล้วค่อยๆ ลำดับความคิดออกมา ทำให้พวกเขาเป็นคู่หูแห่งกาลเวลาที่ทำงานเข้าขารู้ใจ ได้เรียนรู้ข้อดี-ข้อเสียอีกฝ่าย แล้วเติบโตไปด้วยกัน
รวมถึง “Sylvie” ที่เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนความคิด Loki ให้รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว “ตัวเราเอง” นี่แหละคือเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่ง ทุกครั้งที่ชีวิตดำเนินไป สุข ทุกข์ ดี ร้ายใดๆ การได้พูดคุยกับตัวเองบ้าง ได้ตกผลึกทางความคิดในตัวสักหน่อย ก็เป็นอีกหนึ่งทางแก้ที่ดีไม่น้อยเลยล่ะ
อย่างตอนที่พวกเขานั่งคุยกันในบาร์ ในห้วงเวลาที่ Loki กำลังดำดิ่งสุดๆ เมื่อกลุ่มเพื่อนแท้หนึ่งเดียวที่มี ต่างถูกรังสีจากเครื่องทอเวลาซัดกระเด็นไปคนละสาขาเวลา ไร้ความทรงจำ ไม่รู้จักเขาอีกต่อไป นอกจากเธอที่ใช้เทมแพดพิเศษของ He who remains หลบออกมาก่อนเลยยังจำได้
ขณะที่ Loki พยายามจะสื่อความคิดและความรู้สึกต่างๆ ออกไป แต่ยิ่งพูดยิ่งวกวนสับสนในตัวเอง มองว่าถ้าเพื่อนๆ เลือกได้คงอยู่ TVA ต่อ อย่างที่ Mobius เคยบอกว่าที่นี่เป็นชีวิตเดียวที่รู้จักและชอบซะด้วย อยู่แล้วมีเป้าหมาย
Sylvie เลยสวนว่าก็นั่นมันเริ่มจากที่ไม่ได้เลือกแต่แรก He who remains ต่างหากที่เลือก Loki จึงพยายามบอกว่างั้นทุกคนควรได้สิทธิ์เลือกกลับมานี่ ก่อนจะโดนสวนกลับมาใหม่ว่าไม่อ่ะ นั่นเป็นการดึงพวกเขามาจากชีวิตเดิม ให้ดูสิ่งที่เห็นแล้วลบเลือนไม่ได้ นั่นมันให้เลือกตรงไหน? พอเห็น Sylvie ยังไม่มีท่าทีจะช่วย Loki เลยผิดหวัง บอกนี่มันโคตรเห็นแก่ตัวเลย ได้สิ่งที่ต้องการแล้วเดินจากไป ซึ่งใช่ เธอยอมรับ
“Of course, I’m selfish. I want a life. I want to live. What’s wrong with wanting something Loki? What do you want? ใช่ไง ข้าเห็นแก่ตัว เพราะข้าอยากได้ชีวิตจริงๆ ชีวิตที่ได้ใช้ อยากได้นั่นนี่มันผิดตรงไหนวะ? แล้วเจ้าล่ะต้องการไร?”
Sylvie
พอโดนถามแบบนั้น Loki จึงตอบว่าอยากโค่น He who remains (ผิด) อยากช่วยทุกอย่าง (ผิด) อยากกู้ TVA (ผิด) กลายเป็นโดนจี้ใจดำถามต่อไปเรื่อยๆ จนในที่สุดคือเขาอยากได้เพื่อนๆ กลับมา ไม่อยากอยู่คนเดียว (นี่ไง เราต่างก็เห็นแก่ตัว)
Sylvie: “I know this is hard but your friends are back where they belong: ข้ารู้ว่ามันยาก แต่เพื่อนๆ เจ้าก็ได้กลับไปในที่ๆ พวกเขาควรอยู่แล้วนะ”
Loki: “But without them…Where do I belong?: แต่ถ้าไม่มีพวกเขา แล้วข้าควรไปอยู่ไหน?”
Sylvie: “We’re all writing our stories now. Go write yours: ทุกคนลิขิตชีวิตตัวเองกันแล้ว เจ้าก็ทำบ้างสิ”
บทสนทนาในครั้งนั้น อาจไม่ใช่สิ่งที่ Loki อยากได้ยินนัก แต่นึกย้อนไปแล้วเขาคงกลับมาขอบคุณเธออีกเป็นล้านครั้ง เป็นพลังสะท้อนความคิดส่วนลึกในใจ เป็นอีกบทเรียนให้เติบโตแกร่งขึ้น เรียนรู้ที่จะ “ลิขิต” ชีวิตที่แท้ของตัวเองบ้าง อยากให้คนเล่าขานถึงตนยังไง อยู่ที่ตัวเราเองแล้ว
8. “การตั้งคำถามที่ใช่” ย่อมนำไปสู่คำตอบที่ใช่'
- อีกหนึ่งแก่นที่ซีรีส์ได้สอดแทรกไว้คือ “แนวคิด” ในการตั้งคำถาม ทุกครั้งก่อนจะเริ่มทำอะไรบางอย่าง เราได้วางทิศทางที่ถูกหรือเปล่า? เหมือนการตั้งพิกัดไปไหนสักแห่ง ถ้าไม่ระบุวัตถุประสงค์ที่จะนำไปสู่ปลายทางให้ถูก จุดเริ่มและระหว่างทางก็ย่อมดำเนินไปผิด บางอย่างต้องคิดในมุมวิทยาศาสตร์ (What & How) บางเรื่องในชีวิตก็ต้องคิดในมุมนิยาย (Why) สิ่งเหล่านี้ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว ขึ้นอยู่กับบริบทว่าปัญหาตรงหน้าเราเป็นแบบไหนยังไง
อย่างวิธีคุมอาการเวลาไถลของ Loki เมื่อ OB เริ่มสะกิดให้ลองเริ่มคิดว่าอาการนี้มันไม่ได้มาแบบสุ่ม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นดูเป็นเหตุเป็นผลซ่อนไว้อยู่ ลองตั้งคำถามในแต่ละมุมดูแล้วนายจะรู้วิธีคุมมัน บางทีอาจต้องรวมกันทั้งวิทยาศาสตร์และนิยาย ลองตั้งสมมติฐานแล้วทำการทดลองแบบวิทยาศาสตร์ ว่าใช่หรือไม่ใช่ แล้วจะยังไงต่อ ถ้ายังไม่ได้ ก็ต้องไปหาเหตุว่าทำไม? รายละเอียดจิ๊กซอว์ที่หายไปอยู่ตรงไหน
สังเกตได้ทุกครั้งที่ Loki เจอทางที่ไม่ใช่ เขาก็ได้ตัดตัวเลือก ยิ่งเข้าใกล้ทางที่ใช่ขึ้นเรื่อยๆ จนมารู้ว่าตัวแปรในสมการ(เวลาไถล)นี้คือ “Who” ขึ้นอยู่กับว่าเขาอยากไปเจอใครมากกว่า ความน่ากลัวจากสิ่งที่ไม่รู้ที่ผ่านมา นอกจากได้ติดบัฟพลัง ยังเป็นกุญแจสำคัญสู่คำตอบที่ต้องการ
Loki จึงซึมซับวิธีคิด วิธีการทำงานนี้จาก OB มาใช้อย่างต่อเนื่อง เมื่อเขาไถลกลับมายังไทม์ไลน์ก่อน Victor จะตายในภารกิจที่ต้องนำตัวขยายการส่งผ่านเดินไปตามทาง แล้วใส่ผ่านในเครื่องยิง กดปุ่มเขียว ยิงเข้าเครื่องทอเวลา เพื่อเพิ่มความจุเครื่อง รวมสาขากิ่งที่แตกแขนงขึ้นมาได้ แต่กลับสลายกลายเป็นสปาเก็ตตี้
เทพมายาคนใหม่เลยถาม OB ว่า “What could we have done differently : เราจะทำให้ผลลัพธ์ต่างจากนี้ยังไงได้บ้าง?”ซึ่งนี่คือตัวอย่างของการตั้งคำถามที่ใช่ เหมือนที่ “Albert Einstein (อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์)” บิดาแห่งวิทยาศาสตร์เคยกล่าวไว้ว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำเรื่องเดิมซ้ำๆ แล้วอยากได้ผลที่ต่าง
ดังนั้นทุกครั้งที่ Loki หวังผลลัพธ์ที่ต่าง เขาจึงต้องลองวิธีการใหม่ๆ รายละเอียดระหว่างทางก็เริ่มเปลี่ยนไป ถึงจะยังจบแบบเดิมอยู่ แต่ก็ทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เข้าใกล้ความสำเร็จยิ่งขึ้น เช่น การที่ Victor ทนรังสีกาลเวลาได้นานขึ้น ก็เป็นแสงสว่างในอุโมงค์ที่ค่อยๆ เปิดกว้าง แค่ถามให้ถูก แล้วทำให้ต่าง นี่แหละคือโอกาสสู่คำตอบใหม่
9. อาจเคยแพ้ แต่ “ไม่เคยยอมแพ้”
- หากมองย้อนไปตั้งแต่ในจักรวาลหลัก ก็จะเห็นได้ว่า Loki เป็น “เทพแห่งความพยายาม” มากที่สุดคนหนึ่ง ถึงจะพ่ายแพ้ ผิดหวัง ย่อยยับสักกี่ครั้ง เขาก็จะยังหาทางดิ้นรนไปต่ออยู่เสมอ พลาดบัลลังก์แอสการ์ดใน Thor ภาคแรก, นำทัพชิทอรี่พ่ายเหล่า Avengers ต้องจำคุก
พอพี่พาออกมาช่วยสู้ศึกใน Thor: The Dark World ก็งัดอุบายเล่ห์กล แสร้งตายในสมรภูมิ แล้วหาทางปลอมเป็น Odin ยึดบัลลงก์สมใจ
ครั้นได้กลับมาเจอกันอีกใน Thor: Ragnarok ต้องร่วมมือกันหยุดพี่คนโตอย่าง Hela เทพีแห่งความตาย ซึ่งระหว่างทาง Loki ก็ทำเอา Thor ปาดเหงื่อ กับเกมจิตวิทยาชิงเหลี่ยม กว่าจะรู้ทันเขาได้ ก็โดนหลอกมาไม่รู้กี่รอบ แต่เมื่อแอสการ์ดกำลังมีภัยครั้งใหญ่ ประชาชนกำลังตกอยู่ในอันตราย เขาก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือช่วยจริงๆ จนพากันสยบ Hela ได้ ยอมยืนข้างบัลลังก์พี่ นำพาอนาคตแอสการ์ดที่เหลือไปด้วยกัน
ไม่นานก็ต้องเจอมหาไททัน “Thanos” บุกมาหวังชิง Tesseract (Space Stones) ไปครอง Loki ก็ยังพยายามสู้ต่อ อาศัยเล่ห์เหลี่ยมทั้งการใช้ Hulk ลอบจู่โจม เมื่อพลาดมาก็พยายามใช้วาทศิลป์กล่อมอีกฝ่ายให้คล้อยตาม ถึงจะตายจากไป เขาก็ยังฝากความหวังใหม่ไว้กับพี่บุญธรรม ว่าสักวันพวกเราจะกลับมารุ่งโรจน์อีกครา
มาใน End Games ในภารกิจย้อนเวลารวม Infinity Stones เมื่อพวก Tony พลาด เจอ Hulk พังประตู ทำให้ Tesseract กระเด็นมาใกล้ตัว Loki ก็รีบสบโอกาสวาร์ปหนีไปทันที เหมือนแมวเก้าชีวิตที่ชะตาจะลิขิตให้พ่ายอีกกี่รอบ ก็จะพยายามหาทางออกไปต่อได้
มาในซีรีส์ของตัวเอง ต้องเจอกับ TVA อันเป็นสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ใช้มนต์ไม่ได้ อุปสรรคครั้งใหม่และใหญ่กว่าที่เคยเจอมาก่อน จาก Universe สู่ระดับ Multiverse อันซับซ้อน ซ่อนปมพิศวงเต็มไปหมด Loki ก็ยังพยายามสู้ต่อมาเรื่อยๆ พอได้รู้ว่ายังมีตัวแปรของเขาอยู่อีกมาก
จนมาเจอมิตรและรักแท้อย่าง “Sylvie” ยิ่งเป็นแรงผลักดันให้เขาเติบโต เรียนรู้ เข้าใจชีวิตไปอีกหลายขั้น พยายามร่วมกันฝ่าฟันไปถึงขุมนรกอย่าง “The Void” และ “Citadel” ป้อมปราการ ณ จุดจบของเวลา ต้องเจอลาสบอสอย่าง “He who remains” ที่แม้จะไม่ได้มีสเกลพลังอย่าง Thanos แต่มีปัญญา ความซับซ้อน และอันตรายยิ่งกว่าหลายเท่า แต่ไม่นาน Loki ก็เข้าใจเกมเบื้องต้นว่าพวกเขากำลังเผชิญกับอะไรอยู่
ลากยาวมาถึงซีซัน 2 ที่ต้องเหนื่อยหนัก เจอสภาวะเวลาไถลและภัยระดับ Multiverse ที่กำลังใกล้เข้ามา Loki ก็พยายามสู้หาหนทางเข้าใกล้คำตอบขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งตอนรู้วิธีคุมการไถลได้ แล้วย้อนกลับไปแก้เหตุการณ์ Victor ตาย ยิ่งทำให้เห็นชัดถึงความมานะบากบั่นของเขา พลาดอีกแล้ว ไม่เป็นไรลองใหม่ พลาดต่อ ไม่เป็นไร
รอบนี้ต้องเร็วขึ้นอีก ละเอียดขึ้นอีก ต้องระวังตรงไหนบ้าง บอก Victor ให้หมด ยังไม่ได้ก็ถึงขั้นลงทุนย้อนกลับไปขอให้ Miss Minutes ช่วย ยังอีกคราวนี้ก็ย้อนไปไกลขึ้นตั้งแต่ตอนวางแผนกัน เมื่อ OB บอกต้องใช้เวลาศึกษาเครื่องขยายความจุก่อน
รอบนี้ Loki เลยลงทุนพยายามให้สุดขึ้นไปอีก ใช้เวลาหลายร้อยปี เพื่อเรียนรู้ศาสตร์และกลไกแห่งฟิสิกส์ วิศวกรรม เหมือนรวม OB / Victor / Casey ไว้ในตัวเขาคนเดียว จนกลายเป็นเทพผู้ปราชเปรื่องในวิทยาศาสตร์ ไม่แน่อาจนำหน้า Tony Stark หรือ Rocket ไปแล้วก็ได้ ฮ่าา จนกระทั่งรอบนี้ทำสำเร็จ ยิงประจุเข้าเครื่องทอเวลาได้
ทว่าคอมกลับฟ้องว่ามีค่าบางอย่างผิดพลาด Victor เลยบอก กิ่งสาขาเวลามันก๊อปตัวเองเพิ่มออกมาเรื่อยๆ เป็นอนันต์ นั่นหมายถึง ปัญหาสเกลขนาดที่เครื่องทอไม่อาจจัดการกับ Multiverse ซึ่งกำลังโตแบบอนันต์ วัดสเกลมันไม่ได้ เหมือนการพยายามหารด้วย 0 ยังไงก็ได้ 0 พยายามขยายวงแหวนยังไงก็ไม่มีทางพอ คล้ายเป็นชะตาลิขิตให้ต้องเกิด
Loki เองก็ยังไม่ยอมง่ายๆ ไถลย้อนไปถึงตอน Sylvie กำลังจะฆ่า “He who remains” พยายามแล้วพยายามอีกก็ยังหยุดการตายไม่ได้ เขาจึงเปิดใจคุยกับอดีตบอสใหญ่ TVA ถึงที่มาที่ไป พยายามหาสาเหตุเบื้องลึกที่ทำให้สมการมันไม่ลงล็อค
ตรงนี้ถ้าสุดท้ายซีรีส์จบอีกแบบ ในมุม Loki ไม่สามารถช่วยเพื่อนๆ และ Multiverse ได้ ต้องพ่ายตามชะตาลิขิตอีกรอบ ผมก็ว่าเขาชนะแล้วล่ะ ที่พยายามอย่างถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่มีอะไรต้องเสียใจและเสียดายอีกต่อไป เป็นสิ่งที่เอามาประยุกต์ใช้ได้เสมอในชีวิตจริง รวมถึงชีวิตการทำงาน แค่พยายามเต็มที่แล้วก็มากพอ
10. “ผู้ยิ่งใหญ่” คือ ผู้เลือกทางยากลำบาก
- กว่าที่ยอดคนจะประสบความสำเร็จ เขาย่อมเคยผ่านความเจ็บปวด ผิดหวัง เหนื่อยกว่ามาก่อน เพราะการเลือกเส้นทางที่ “ยากกว่า” ย่อมหมายถึงยาขมที่จะหล่อหลอมตัวเองให้มีโอกาสมากกว่าคนอื่นๆ ทำไม จนท. TVA ถึงเป็นได้แค่ จนท. ติดลูป Comfort Zone กลับไปใช้ชีวิตเดิมไม่ได้ ก็เพราะมันง่ายกว่าที่จะทำตามกรอบบัญญัติที่วางไว้ อยู่กับความเสี่ยงน้อยๆ ก็พอแล้ว
ทำไม จนท. ระดับสูงอย่าง Mobius ถึงยังอยู่แค่นี้
ขณะที่เพื่อนเก่าอย่าง Ravonna ได้รับการเลื่อนขั้นให้เป็นผู้พิพากษา เพราะเธอกล้าตัดสินใจในเรื่องยากได้ดีกว่า เด็ดขาดกว่าเมื่อต้องเจอบททดสอบในภารกิจที่ทะเลดำ กับการต้องเผาตัวแปรสุดอันตราย ที่แม้จะยังเป็นเด็กก็ต้องทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม สื่อให้เห็นว่าการทำงานจริงๆ มันไม่เคยมีอะไรได้ดั่งใจเรา 100% ความถูกต้อง อาจไม่ใช่ความถูกใจ แต่ถ้าเรามอง “ภาพใหญ่” ออก ว่าอะไรคือประโยชน์สูงสุด (Shared Value) ของทุกฝ่าย โอกาสพลาดก็ย่อมมีน้อยกว่า
“Most purpose is more burden than glory, And trust me, you never wanna be a guy who avoids it because you can’t live with the burden. ฟังนะ ลิขิตส่วนใหญ่มันเป็นภารกิจที่ไม่ทรงเกียรตินักหรอก เชื่อเถอะ การทนกับภารกิจยังดีกว่าการใช้ชีวิตที่ไม่มีจุดหมายคอยลิขิต
.
.
She (Ravonna) knows the hard thing to do was the thing that had to be done. Any by hard, I mean impossible. No, there’s no comfort. You just choose your burden: ราวอนน่ารู้ดีว่าเรื่องยากนั้นคือเรื่องที่ต้องทำให้จบ ยากแบบระดับเป็นไปไม่ได้เลยล่ะ ดังนั้นมันไม่มีงานไหนสบายใจหรอก นานแค่ต้องเลือกภารกิจก่อน” -
Mobius
กว่าที่ He who remains จะมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็ต้องศึกษา ค้นคว้า ทำความเข้าใจกับเวลาและ Multiverse มาไม่รู้เท่าไหร่ ต้องสละความสุขส่วนตัวมานั่งเฉาที่บัลลังก์ ต้องยอมมือเปื้อนเลือดลบสาขาเวลา ยอมเป็นมารร้ายของผู้คนมากมาย เพื่อการจัดสรรเวลาอย่างเป็นระบบโดยรวม
เช่นกันกับ Loki ที่ต้องเจอบททดสอบนี้ว่าเขาจะตัดสินใจยังไงต่อ เมื่อพยายามแล้วพยายามอีกก็ยังแก้สมการไม่ได้ จนเหลือทางออกแค่การฆ่า Sylvie เพื่อให้ He who remains รอด ต้องกลืนน้ำลายตัวเองเพื่อคงสภาพ TVA และ Multiverse ต่อไปได้ จนเธอสะท้อนแนวคิดให้เขาใหม่อีกรอบว่า
"ปกป้องแค่เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์ไม่พอหรอก แม้บนนั้นก็ยังมีผู้คนตาย มีการทำลายล้าง มีความอยุติธรรม เจ้าจะเป็นเทพที่พรากจิตเสรีไปจากผู้คน เพื่อพิทักษ์แค่นั้นรึ?" Loki เลยถามจิตเสรีจะมีความหมายอะไรถ้าตายกันหมด
เธอเลยว่า "เจ้าเป็นใคร มาบอกให้เราสู้สุดชีวิตไม่ได้? เจ้าแค่เปลี่ยนฝันร้ายเดิมเป็นฝันร้ายใหม่ ข้าโตมากับวันโลกาวินาศ ผ่านชีวิตมามากพอจนรู้ว่าบางที มันไม่เป็นไรที่จะทำลายอะไรไปบ้าง” (ถ้าอาจมีหวังที่เราจะทดแทนสิ่งเดิมด้วยสิ่งที่ดีกว่า)
กลายเป็นกุญแจปลดล็อคให้เขาก้าวสู่ความเป็นเทพองค์ใหม่ ที่กล้าตัดสินใจเรื่อยยากๆ ให้ออกได้ในที่สุด
11. บางสมการก็ “ไม่มี” ทางออกอื่น
- ถ้าเล่นตามเจ้าของโจทย์ เจ้าของเกม เราก็จะเป็นได้แค่ "ตัวแปร" ที่ไม่ว่าพยายามยังไง เต็มที่ก็แค่ทำให้กระบวนการ (วิธีทำ) รูปแบบของชุดตัวเลขเปลี่ยนไปมาระหว่างทาง แต่คำตอบย่อมเท่าเดิม อย่างที่ Loki ต้องพยายามเหนื่อยกับโจทย์ของ He who remains เป็นนับร้อยนับพันครั้งก็ยังจบเหมือนเดิมอยู่
ก่อนจะได้รู้ว่าจริงๆ เครื่องทอเวลามันไม่มีปัญหาเรื่องสเกลความจุหรอกหรอก แค่ระบบกันพลาดที่พอโหลดเกิน ก็จะลบกิ่งสาขาที่ไม่ควรมีอยู่ เพื่อคุ้มครองเส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ถูกทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้ TVA ยังไงก็ต้องล่ม สร้างใหม่ก็ทำได้ง่าย หรือจะทำลายเครื่องก็ได้ แล้วปล่อยให้มหาสงคราม Multiverse ระหว่างทัพแคง กลับมาแน่ ไม่มีอะไรไรรอด แม้แต่เส้นเวลาศักดิ์สิทธิ์ และเพื่อนๆ ของ Loki
พอขบคิดหลายตลบ พร้อมไถลไปอดีตให้เพื่อนๆ อย่าง “Mobius & Sylvie” ช่วยไกด์ทางออก Loki จึงรู้ดีว่าเขาควรทำยังไงต่อ เลยไถลกลับมาตอนทำภารกิจห้องเครื่องทอเวลาใหม่ และคราวนี้เขาลงมือเอง ไม่เล่นแล้วในเกมคนอื่น ทำให้เห็นว่าเราจะเป็นแค่ "ตัวแปร" ในสมการที่เจ้าของเกมวางหมากไว้หมดทุกแนวคิด หรือจะเป็นผู้ "ผู้ลิขิต" สมการใหม่ สร้างความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด
12. “ลิขิตอันทรงเกียรติที่แท้จริง”
“I am Loki of Asgard, and I am burdened with glorious purpose: ข้า…คือ ‘โลกิ’ แห่งแอสการ์ด ผู้แบกรับลิขิตอันทรงเกียรติ”
Loki
ประโยคที่ Loki เคยพูด เมื่อครั้งเผชิญหน้ากับ Nick Fury ใน Avengers ภาคแรก กับภาพของเทพมายาผู้โอหัง เย่อหยิ่ง เหมือนเพิ่งเสพความฝันเกินขนาด กำลังกระหายในพลังอำนาจอย่างเต็มพิกัด ก่อนจะถูกเหล่าฮีโร่โค่นอย่างเบ็ดเสร็จ ถูก “Hulk” บดขยี้ศักดิ์ศรีและเกียรติยศจนแหลกละเอียด จากนั้นก็แพ้แล้วแพ้อีก กลายเป็นเทพที่ดูน่าสมเพช เหมือนเสือกระดาษที่ท่าดีทีเหลว พูดไรไปแล้วทำไม่เคยได้ ซ้ำร้ายยังออกไปทางตลก (โดยเฉพาะใน Thor: Ragnarok) กลายเป็นตัวโจ๊กไม้ประดับที่เน้นสร้างสีสันให้ตัวหลักมากกว่า
ทว่าพอมองในรายละเอียด Loki จักรวาลหลักก็ค่อยๆ รับรู้ถึงนิยามแห่งลิขิตนี้ จากการที่เขาเริ่มเห็นถึงคุณค่าและความสุขของการ “ทำเพื่อคนอื่น” มากขึ้น ความสุขจากการได้ลองเป็น “ผู้ให้” มันได้อะไรมากกว่าสุขจากการวางตัวเองเป็นที่ตั้ง ทั้งใน Ragnarok ที่แม้โทนหนังจะเน้นเฮฮา แต่บทจริงจังก็ตรึงใจ ในการกลับมาช่วยอพยพชาวแอสการ์ด พร้อมช่วยพวก Thor สู้กับ กองทัพ Hela
ทั้งความเสียสละใน Infinity Wars ยอมให้ Space Stone กับ Thanos เพื่อชีวิต Thor ไว้ แม้ตัวต้องตาย เป็นฉากที่เรียกน้ำตาชวนใจหายไม่เบา แม้แต่ Thor ยังไว้อาลัยให้น้องชาย ด้วยการสักรูปมงกุฎเขา พร้อมข้อความ R.I.P Loki ไว้กลางหลัง ดั่งที่เห็นใน Thor: Love & Thunder
ยิ่งจักรวาลแยกในซีรีส์ Loki เรายิ่งได้เห็นถึงการเติบโตของเขาแบบก้าวกระโดด โดน TVA จับมาจากปี 2012 ขณะที่ยังเป็นเทพมายาผู้หลงผิดอยู่ จากตอนแรกในซีซัน 1 ถึงซีซั่น 2 ตอนจบ ใครจะไปคิด ใครจะไปรู้ว่าชื่อตอน “Glorious Purpose: ลิขิตอันทรงเกียรติ” ที่ผู้สร้างตั้งใจตั้งชื่อเหมือนกัน และประโยคที่เขาพูดกับนิค ฟิวรี่ในครั้งนั้น จะให้ความรู้สึกต่างออกไปมากมายขนาดนี้
เมื่อการได้พบสภาพแวดล้อมใหม่ กลุ่มคนใหม่ๆ ที่ปฏิบัติต่อเขาเหมือนคนธรรมดา เหมือนตบหน้าฉาดใหญ่ว่าช้าก่อนไอ้หนุ่ม! จะลิขิตทรงเกียรติอะไร ในที่แห่งนี้แกเป็นแค่ตัวแปรคนหนึ่ง ซึ่งจะร้ายแค่ไหนก็ต้องแพ้ แม้แต่ภาพจำลองของ Lady Sif ยังเย้ยหยันว่านายต้อง “โดดเดี่ยว” อ้างว้างไปตลอด สื่อให้เห็นว่าเนื้อใน ใจของ Loki นั้นค่อนข้างเปราะ อ่อนไหว และต้องการการยอมรับอยู่เสมอเพื่อพิสูจน์คุณค่าของการมีอยู่
ยิ่งได้มาเจอเพื่อนๆ TVA, Sylvie และตัวแปร Loki อีกหลายคนหลายสไตล์ ก็ยิ่งได้รู้และเข้าใจชีวิตตามมา ปล่อยวางทิฐิ พูดน้อยลง ฟังมากขึ้นกว่าเดิม ยอมรับว่าตัวเองมีจุดอ่อนยังไง ทำไมถึงแพ้ตลอดมา แล้วถ้าจะทำให้ต่างจากเดิมต้องเริ่มจากอะไร? ตั้งมุมมองใหม่ ในฐานะตัวแปรหนึ่งซึ่งเล็กนิดเดียว ท่ามกลาง Multiverse อันกว้างใหญ่ทับซ้อนไปมา ก่อนจะค่อยๆ หาคำตอบผ่านภารกิจต่างๆ
พยายามสู้จนถึงที่สุด จนรู้ว่าคุณค่าลิขิตอันทรงเกียรติที่แท้จริงนั้น ไม่ใช่การไขว่คว้าหาบัลลังก์ ไม่ใช่การครอบครองพลังมากมาย ไม่ต้องเป็นใหญ่เหนือจักรวาล แต่เป็นการ “มองเพื่อส่วนรวม” อย่างแท้จริง เมื่อได้เรียนรู้และเข้าใจภาพที่ใหญ่กว่า ทำไมคนที่สำเร็จมักจะว่ายทวนน้ำ ทำเรื่องที่ยากลำบากมาก่อน ยอมสละบางสิ่ง เพื่อสร้างคุณค่าอีกหลายอย่างที่ดีกว่า ตัดสินใจแล้วใช้สิ่งที่ตัวเองมีเพื่อคนอื่นอย่างดีที่สุด
เช่นนี้ Loki จึงมองเห็น “คำตอบ” ที่จะนำไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ นั่นคือการล้างไพ่ “Rewrite New Stories” ด้วยการระเบิดพลังที่มีทั้งหมดในเครื่องแบบเต็มยศ เป็นชุดที่ที่แม้ภาพรวมจะดูสมถะ แต่กลับให้ความรู้สึกทรงพลังยิ่งกว่าเครื่องแบบเขียวทองที่ดูเป็นราชวงศ์ในอดีต
ราวกับจะสื่อว่านี่คือสิ่งที่เขาถูกลิขิตมามากกว่า ทั้งมงกุฎที่ดูเหมือนหินอ่อนในป้อม ณ จุดจบของเวลาของ He who remains ทั้งผ้าคลุมที่เกิดจากเส้นเวลาถักทอรวมกัน ผ่านแผ่นหลังของเทพผู้จุติใหม่ ที่ก้าวเดินไปโดยแบกรับหน้าที่อันหนักอึ้ง มีชีวิตผู้คนมากมายใน Multiverse เกาะกุมอยู่
เปลี่ยนตัวเองจาก “God of Mischief” เทพมายาจอมเจ้าเล่ห์ มาเป็น “God of Stories” เทพแห่งเรื่องราวที่ตระหนักรู้คุณค่าแห่งชีวิต ทำสิ่งใหม่ที่ดีกว่า He who remains ผู้ให้พลังเวลาไถลกับเขามา ด้วยการสร้าง “สมการใหม่” ทำลายเครื่องทอเวลา แล้วค่อยๆ คว้าเส้นเวลาต่างๆ ไว้ในกำมือประจุพลังเวทย์ลงไปให้ฟื้นคืน ความเป็น “God of Stories” ในที่นี้จึงอาจไม่ใช่ Loki แค่คนเดียว แต่เป็น “ทุกคน” และ “ทุกเวลา” ที่เขาให้โอกาสได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ ได้ใช้จิตเสรีของตัวเองลิขิตเรื่องราวที่อยากจะเป็นขึ้นมา
ร้อยเรียงกันเป็น “Yggdrasil” มหาพฤกษาที่เชื่อมต่ออาณาจักรทั้ง 9 ตามตำนานเทพนอร์สที่เคยเล่าไว้ใน Thor ภาคแรก ซึ่งคราวนี้ยิ่งใหญ่กว่ามาก เพราะนี่คือการเชื่อมต่อทุกกิ่งก้านสาขาแห่ง Multiverse เข้าด้วยกัน
พร้อมภาพของ Loki ที่ยังคงนั่งเกาะกุมทุกเส้นเวลาไว้อย่างมั่นคง ด้วยรอยยิ้มอันสุขปนเศร้า เคล้าน้ำตา และความทรงจำมากมาย เพราะสุดท้ายแม้ต้องอยู่บนจุดสูงสุดเพียงลำพัง เขาก็ยังยินดีที่จะเฝ้ามองเพื่อนๆ ทุกคน ได้ใช้ชีวิตจริงๆ ของตัวเองสักที ทำให้เห็นว่าการทำเพื่อผู้อื่นนั้นมีพลังและคุณค่ายิ่งใหญ่เป็นอนันต์ นั่นแหละคือลิขิตอันทรงเกียรติที่แท้จริง
เป็นข้อคิดอีกอย่างให้ชีวิต ในมุมที่ว่า “หากประตูบานหนึ่งปิดลง ปฏิเสธเราไป ประตูอีกบานที่ใช่ ย่อมเปิดรอรับเรา” เฉกเช่น Loki ที่พลาดบัลลังก์แอสการ์ด เพื่อจะได้มานั่งบัลลังก์แห่งกาลเวลา ทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และยากยิ่งกว่าใครจะกล้าเสียสละ
จุดนี้แอบคิดถึงนักแสดงนำอย่าง “Tom Hiddleston” เหมือนกัน ที่ตอนแคสติ้งเขาพลาดบท Thor แต่ได้บท Loki มาเป็น Icon ในชีวิตการแสดงแทนอย่างภาคภูมิใจ ตลอดระยะเวลากว่า 14 ปี (ตั้งแต่อายุ 29 ถึง 42 ปีในปัจจุบัน)
“Loki” จึงเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่เราต่างได้เห็นการเติบโตมานาน จากวันวานที่บ้าอำนาจ ใฝ่หาแต่บัลลังก์ สู่ปลายทางยอดฮีโร่ผู้เสียสละที่สุดแห่ง MCU วันที่ได้ตระหนักรู้ว่าเขาควรทำอะไรและทำ “เพื่อใคร” จากใจจริง
“I know what I want. I know what kind of God I need to be. For you (Sylvie), For all of us: ข้ารู้ลิขิตตัวเองแล้ว รู้ว่าต้องเป็นเทพแบบไหน เพื่อเจ้า(ซิลวี่) เพื่อเราทุกคน!”
Loki
*ประโยคหลังสุด “For you, For all of us” เป็นประโยคเดียวกับที่ Loki เคยพูดกับ Odin ไว้ใน Thor ภาคแรก ซึ่ง Tom Hiddleston เป็นคนขอให้ผู้กำกับเติมเข้าไปเพื่อเพิ่มมิติเนื้อหา สื่อถึงการเติบโตของตัวละครจากต้นจนถึงปลายทาง
13. ปล่อยให้เวลา “ผ่านไป” บ้างก็ดี
- ความกล้าของ Loki ไม่เพียงสร้างจุดเปลี่ยนให้ทุกชีวิตบนเส้นเวลา หากแต่ยังส่งพลังถึงเพื่อนๆ คนใกล้ตัว โดยเฉพาะ “Mobius” ที่ใช้ชีวิตอยู่ใน TVA มานาน จนกล้าที่จะหันมาออกนอก Comfort Zone ดู ลองมามองตัวเขาและลูกๆ ในอีกเส้นเวลาให้รู้ว่าชีวิตด้านอื่นมันเป็นยังไง
จากที่ต้องคิดวิเคราะห์ บริหารจัดการเวลาให้เป็นไปตามใบสั่ง เพื่อประโยชน์ส่วนรวมแห่งกาลเวลา ก็ได้ลองหันมาทำตามหัวใจสักหน่อย ค่อยๆ ให้เวลากับตัวเอง และค่อยๆ “ให้เวลากับเวลา” ปล่อยเข็มนาฬิกาเดินผ่านไป ค่อยๆ ดื่มด่ำกับชีวิตใหม่บ้าง แบบนี้ก็ดีไม่น้อยเลยเหมือนกัน
14. อนาคตใหม่ที่ “กำลังมา”
- ตั้งแต่ TVA ก็ได้รับการรีแบรนด์ตัวเอง จากเดิมที่โฟกัสไม่ให้เกิด Nexus ก็หันมาสามัคคีกัน ช่วยกันเฝ้าระวังตัวแปรแคงในแต่ละจักรวาล ซึ่ง Mobius และ B-15 ก็ได้มีการพูดถึง “Kang the Conqueror” ที่ไปป่วนในจักรวาลหลัก เจอพวก Scott และ Cassie Lang และ Hope ปราบไปใน Ant-man 3 พร้อมคำถามที่ทิ้งปมไว้ต่อมาว่า “สภาแคง (The Council of Kangs)” จะเป็นไปในทิศทางไหนต่อ
แอบรู้สึกเสียดาย ถ้าสุดท้ายใน “Avengers: The Kang Dynasty” กลับจะไม่มี Kang ซะเอง ถ้าปิดตาข้างหนึ่ง พักเรื่องนอกจอออกไป ส่วนตัวผมก็ชอบการแสดงสุดยียวนของ “Jonathan Majors” ทั้งในบท Kang และ Damian นักมวยตัวร้ายจากหนัง Creed III หรือถ้ากลับมาไม่ได้จริงๆ รีแคสไปเลยน่าจะดี ไหนๆ ก็ปูทางตัวละคร Kang นี้มานาน
และก้าวต่อไปของ Mobius ที่น่าคิดว่าเขาจะมาแจมในหนัง “Deadpool 3” ตามข่าวลือยังไงได้บ้าง หรือแม้แต่ Ravonna ที่โดนเผาไป The Void เจอเจ้าอไลออธ จะกลับมาได้อีกหรือไม่? รวมถึง “Loki” ที่เชื่อเหลือเกินว่านี่จะยังไม่ใช่ภาพสุดท้าย เพราะอะไรก็เป็นไปได้ทั้งนั้นด้วยลูกเล่นการเชื่อมต่อ Multiverse
แม้แต่นักแสดงอย่าง Tom Hiddleston ยังบอกว่ามันคงเป็นเรื่องสิ้นคิด ถ้ามองว่าตัวละครนี้จบจริงแล้ว จากที่ก่อนหน้านี้ตายสนิทก็ยังกลับมาได้ใหม่ในอีกจักรวาล ที่แน่ๆ ซีรีส์ทั้ง 2 ซีซันได้ทำให้วงการภาพยนตร์เห็นว่า หาก MARVEL Studio จะ “เอาจริง” ก็สามารถทำได้ ไม่ใช่แค่ทำเพื่อปูทางไปมา ไม่ว่าจะคงความคลาสสิค หรือเพิ่มความแปลกใหม่ก็ตาม ขอเพียงบททำให้ดี ทำให้ถึงก็พอ นี่แหละที่แฟนๆ ทุกคนอยากดู และพร้อมจะกลับมาพูดถึงมาร์เวลในวงกว้างเหมือนเช่นเคย
ขอบคุณ “Loki” และผองเพื่อนทุกคน
สำหรับเรื่องราวการผจญภัย
พร้อมการเติบโตอันยิ่งใหญ่
ที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตำนาน
ให้เล่าขานกันไปไม่รู้ลืม
ขอบคุณ จนท. ทุกคน
ที่เดินทางผ่านห้วงเวลา
อ่านมาด้วยกันจนถึงปลายทาง
“For all time, Always!” ⏱⌚🕰
  • 1
โฆษณา