10 ธ.ค. 2023 เวลา 00:00 • ไลฟ์สไตล์

ทำไมช่วงสิ้นปีกระตุ้น “ภาวะโหยหาอดีต” บรรยากาศพาไป หรือคิดถึงอะไรกันแน่?

“...ไม่เคยรู้เวลาที่เรามีกันนั้นดีเท่าไร ไม่เคยรู้ว่าความคิดถึงมันทรมานแค่ไหน ไม่เคย ไม่เคย ไม่เคย…”
ท่อนเพลงติดหูจากเพลง ไม่เคย ของวง 25hours ที่ปล่อยมาพร้อมเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความรู้สึก คิดถึง โหยหา เจ็บปวด ผิดหวัง รวมถึงอารมณ์โกรธ ที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเหงาๆ เมื่อช่วงกลางปี 2558 กลายเป็นหนึ่งในเพลงที่บ่งบอกถึงความคิดถึงที่สะท้อน ภาวะโหยหาอดีต ได้สวยงามที่สุดเพลงหนึ่ง และเพลงนี้ก็วนเวียนกลับมาให้เราได้คิดทบทวนตัวเองและย้อนมองกลับไปในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมาว่า ชีวิตเราอาจทำใครบางคนหล่นหายไประหว่างทาง แต่ภายในใจเรายังคงคิดถึงพวกเขาอยู่เสมอโดยเฉพาะในช่วงเวลาสิ้นปี
แท้จริงแล้ว “ภาวะโหยหาอดีต” หรือ Nostalgia เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยมีคำอธิบายเชิงจิตวิทยาเอาไว้ว่า ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่จำเป็นต้องเกิดกับคนสูงอายุหรือคนที่สูญเสียคนสำคัญเสมอไป ภาวะโหยหาอดีตนั้นเริ่มมีการศึกษาทางจิตวิทยาเมื่อปลายศตวรรษที่ 17 หลังมีเหตุการณ์ที่ทหารรับจ้างกลุ่มหนึ่งมีอาการป่วยที่แสนประหลาด คือ เหนื่อยล้า นอนไม่หลับ หัวใจเต้นผิดปกติ อาหารไม่ย่อย และมีไข้ขึ้นสูง
ซึ่งไม่ได้เกิดจากอาการป่วยด้วยโรคทางกาย แต่เป็นปมมาจากสภาวะจิตใจที่ “โหยหาอดีต” คิดถึงบ้านเกิด หรือคนสำคัญ คิดถึงความสงบสุขก่อนช่วงสงคราม ต่อมาเริ่มมีความเข้าใจเชิงจิตวิทยาว่า ความคิดถึงทำร้ายเรา เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาการดังกล่าวเทียบเคียงได้กับ “โรคซึมเศร้า” ดังนั้นการที่เราคิดถึงใครหรือช่วงเวลาใดในชีวิตที่ผ่านมานั้นไม่ใช่เรื่องผิดหรือเป็นเรื่องที่แย่เสียทีเดียว หากเราเรียนรู้ที่จะอยู่กับความคิดถึงกับชีวิตปัจจุบันได้อย่างมีความสุข เพราะในความเป็นจริงแล้วไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปได้
📌 ทำความเข้าใจ “ภาวะโหยหาอดีต” ไม่ได้ทำร้ายเราเสียทีเดียว
ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจกันสักนิดว่า “ภาวะโหยหาอดีต” นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจาก “ความคิดถึง” ซึ่งเป็นหนึ่งในอารมณ์ของมนุษย์ทั่วไป ส่งผลทั้งทางบวกและทางลบ ความรู้สึกนี้เกิดขึ้นจากความผูกพันที่เรามีต่อทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ทั้งผู้คน สถานที่ หรือสิ่งของ
มีการศึกษาเรื่องความคิดถึงอย่างจริงจังเมื่อช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 แต่เป็นการศึกษาในเชิงผลเสียของมัน หลังจากนั้นในทางจิตวิทยาคลินิกได้นิยามความคิดถึงไว้ว่า “Nostalgia” โดยมีรากศัพท์จากภาษากรีก คำว่า “nosto” ที่แปลว่า การกลับบ้าน กับคำว่า “algos” ที่แปลว่า ความเจ็บปวด
สำหรับผลเสียของความคิดถึงที่เป็นเชิงลบ ได้แก่ นอนไม่หลับ, ความวิตกกังวล และ ความผิดหวัง ทำให้นักจิตวิทยาหลายคนลงความเห็นว่า “Nostalgia” เข่าข่ายเป็นโรคประเภทหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ความคิดถึง” หรือ “ภาวะโหยหาอดีต” ไม่ได้มีแค่ผลเสียเพียงอย่างเดียว แต่ในบางครั้งความคิดถึงก็ส่งผลบวกทางจิตใจ
เพราะเมื่อเรานึกถึงช่วงเวลาที่มีความสุขในอดีต จะส่งผลให้เกิดรู้สึกถึงความอบอุ่นไปกับช่วงเวลาดังกล่าว รวมถึงมองเห็นถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตในแง่ดีมากขึ้น ช่วยให้เราไม่ต้องจมอยู่กับเรื่องแย่ๆ ในอดีตเพียงอย่างเดียว
📍เพราะเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง จึงทำให้เราโหยหาอดีต ?
สำหรับใครหลายคน “ความคิดถึง” มักจะขยันทำงานในช่วงเทศกาลมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการได้รวมตัวกับครอบครัวและเพื่อนฝูงอีกครั้ง เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ จึงไม่แปลกที่เมื่อถึงวันหยุดยาวหลายคนเลือกที่จะเดินกลับบ้านต่างจังหวัด แม้จะต้องเผชิญกับการจราจรที่ติดขัดแสนสาหัส หรือค่าโดยสารต่างๆ ที่พร้อมใจกันขึ้นราคาแบบก้าวกระโดดในช่วงเทศกาล เพราะไม่ว่าปัจจุบันเราจะเป็นใคร ทำอะไร อยู่ที่ไหน
แต่เมื่อกลับบ้านไปเราก็คือคนสำคัญเสมอ ดังนั้นเมื่อใกล้ช่วงเทศกาลหลายคนจึงมักเริ่มมีภาวะโหยหาอดีต คิดถึงความสุขเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก ได้กินข้าวพร้อมหน้า ได้เล่นเกม หรือจับของขวัญในวันปีใหม่ และเป็นความทรงจำที่เมื่อมองย้อนกลับไปทีไรก็ยังจะเต็มไปด้วยความสุขมากกว่าความเศร้า
📍เมื่อ “ความคิดถึง” กลายเป็นส่วนประกอบหลักของสื่อ
ที่ผ่านมามีศิลปินทั้งไทยและต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ที่มักหยิบเอา ความคิดถึง และ ความเหงา มาเป็นส่วนประกอบหลักของเพลงและมิวสิกวิดีโอ เนื่องจากเป็นความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์และช่วยให้เข้าถึงผู้ฟังง่ายขึ้น และมีหลายเพลงที่แม้จะผ่านมาหลายปีแต่เมื่อใกล้ช่วงสิ้นปีก็มักถูกนำมาเปิดตามสถานที่ต่างๆ ทุกปี ยกตัวอย่างเช่น
1. เพลง ไม่เคย จากวง 25hours
ซึ่งเป็นเพลงที่ถ่ายทอดภาวะโหยหาอดีตออกมาได้ค่อนข้างชัดเจน ทั้งในเนื้อเพลงและมิวสิกวิดีโอ โดยเพจ คลินิกสุขภาพจิตนายแพทย์เจษฎา ในนำประเด็นของความคิดถึงจากเพลงมาอธิบายว่า นอกจากเรื่องของความรักที่เป็นส่วนหนึ่งของความคิดถึงแล้ว ความตาย ก็สำคัญเช่นเดียวกันโดยอาจจะคิดถึงคนที่เลิกรากันด้วยความเต็มใจ หรือคิดถึงคนที่จากลากันตลอดไปแบบไม่ได้ตั้งตัว
ซึ่งในทางจิตวิทยาอธิบายไว้ว่าเมื่อคนเราเกิดความสูญเสียก็จะเกิดการปรับตัวตาม "ทฤษฎีการปรับตัวเมื่อเกิดความสูญเสีย" หรือ The 5 Stages of Grieving ซึ่งแต่ละคนอาจจะเรียงลำดับไม่เหมือนกัน ได้แก่
- ไม่เชื่อ หรือ ตกใจ รู้สึกมึนงง อาจใช้เวลาทำความเข้าใจเพียงไม่กี่ชั่วโมง ไปจนถึงไม่กี่วัน
- โกรธแค้น หรือ รู้สึกผิด บางคนมองความสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วยอารมณ์โกรธ ตามมาด้วยความรู้สึกผิด โดยความรู้สึกนี้จะค้างอยู่ในใจประมาณ 2 สัปดาห์
- ต่อรอง เป็นระยะที่มนุษย์อยากต่อรองกับความตายและความสูญเสีย อยากจะขอเลื่อนเวลาออกไปก่อน แม้จะรู้ว่าความจริงเป็นไปไม่ได้
- ซึมเศร้า เป็นระยะที่จิตใจไม่มีเรี่ยวแรง แยกตัวจากสังคม พูดน้อยลง มองโลกในแง่ลบ เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ระยะนี้อาจใช้เวลานานประมาณ 4-6 สัปดาห์ หากผ่านช่วงนี้ไปได้ ก็จะเข้าใจและทำใจต่อการสูญเสียได้ดีขึ้น
- ยอมรับ หลังจากกลไกทางความรู้สึกในสมองเราได้ผ่านกระบวนการต่างๆ ข้างต้นมาแล้ว สุดท้ายเราจะสามารถยอมรับการจากลาได้ในที่สุด
2. เพลง ซ่อนกลิ่น จาก PALMY
เป็นเพลงที่ปล่อยมาในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่มีกระแสตอบรับดีทั้งเพลงและมิวสิกวิดีโอ โดยเนื้อหาในเพลงเล่าถึงการที่คนเรามักเก็บซ่อนใครบางคนจากอดีตเอาไว้ในใจ แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ไม่เคยลืมได้เสียที สำหรับการนำเสนอผ่านมิวสิกวิดีโอนั้นเป็นเรื่องราวของกลุ่มเพื่อนเก่าสมัยมหาวิทยาที่นัดปาร์ตี้เคานต์ดาวน์ปีใหม่กัน โดยที่มีหนุ่มสาวสองคนที่เคยคบกันสมัยเป็นนิสิตได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง
แม้ว่านางเอกอยากจะทักทายพูดคุยกับพระเอกแต่ก็ไม่กล้าพอ ในขณะที่พระเอกเองพยายามที่จะเข้าหานางเอกแล้ว แต่ก็เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม พอทั้งคู่มาเจอกันก็ต่างคิดถึงวันเก่าๆ ในอดีต เหมือนกับเนื้อเพลงในท่อนฮุกที่ร้องว่า
“คงไว้ได้แค่กลิ่น ที่ไม่เคยเลือนลา ยังหอมดังวันเก่า ยามเมื่อลมโชยมา ทิ้งไว้เพียงอดีต ที่ไม่เคยหวนมา ซ่อนเธอไว้ในใจ”
โฆษณา