Blockdit Logo
Blockdit Logo (Mobile)
สำรวจ
ลงทุน
คำถาม
เข้าสู่ระบบ
มีบัญชีอยู่แล้ว?
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
Timeless History (ประวัติศาสตร์ไร้กาลเวลา)
•
ติดตาม
5 ธ.ค. 2023 เวลา 04:53 • ธุรกิจ
การครอบครองและสร้างความยิ่งใหญ่ให้ “Dior” ของ “Bernard Arnault”
นามของ “Bernard Arnault” น่าจะเป็นนามที่หลายคนซึ่งติดตามข่าวธุรกิจและอันดับคนรวยน่าจะต้องรู้จักกันเป็นอย่างดี
เขาเป็นนักธุรกิจชาวฝรั่งเศส เจ้าของและผู้ก่อตั้งกลุ่ม “LVMH” เจ้าของสินค้าแบรนด์เนมหรูหรามากมาย และตัว Arnault ก็ได้รับการจัดอันดับให้เป็นมหาเศรษฐีผู้ที่ร่ำรวยเป็นอันดับสองของโลก โดยมีทรัพย์สินมากถึง 173,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 6.1 ล้านล้านบาท)
แต่หลายคนอาจจะยังไม่รู้เส้นทางการก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ของเขา รวมทั้งการสร้างอาณาจักรธุรกิจของเขา โดยเฉพาะแบรนด์ “Dior” ซึ่งเปรียบเสมือนอัญมณีล้ำค่าของวงการแฟชั่นฝรั่งเศส
เรื่องราวเป็นอย่างไร ลองมาดูกันครับ
Bernard Arnault
เรามาเริ่มจากเรื่องราวของแบรนด์ Dior กันก่อน
“Christian Dior” เป็นดีไซเนอร์ชาวฝรั่งเศสซึ่งเกิดมาในครอบครัวที่มั่งคั่งในประเทศฝรั่งเศสเมื่อปีค.ศ.1905 (พ.ศ.2448) และตั้งแต่วัยเด็ก Dior ก็สนใจในศิลปะและมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ สามารถหาเงินได้จากการขายภาพสเก็ตช์ที่ตนเองวาด
ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ ครอบครัว Dior นั้นต้องสูญเสียทรัพย์สินเงินทองไปจนหมดตัว และในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 Dior ก็ต้องใช้ชีวิตในฝรั่งเศสซึ่งตกอยู่ใต้อำนาจของเยอรมนี
ในเวลานั้น ฝรั่งเศสกลายเป็นสถานที่ที่ดำมืด ความรุ่งเรืองและหรูหรา แฟชั่นอลังการต่างๆ ในฝรั่งเศสล้วนเป็นอดีตซึ่งดูไม่มีทีท่าว่าจะกลับมาได้ในเร็ววัน
Christian Dior
ดีไซเนอร์ต่างต้องทำงานตามคำสั่งของเยอรมนี และหนึ่งในดีไซเนอร์เหล่านั้นก็คือ Dior โดยในเวลานั้น Dior ทำงานในบริษัทที่ออกแบบสิ่งของต่างๆ แก่ฝ่ายเยอรมัน
เมื่อสงครามจบลง Dior ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในฐานะของดีไซเนอร์ฝีมือดี และความสามารถของเขาก็ไปเตะตา “Marcel Boussac” นักธุรกิจชาวฝรั่งเศส เจ้าของธุรกิจสิ่งทอรายใหญ่
Boussac ได้ชักชวนให้ Dior มาร่วมงานด้วย โดยยินดีที่จะสนับสนุนเงินทุนให้ Dior ก่อตั้งแบรนด์แฟชั่นของตน โดย Dior ซึ่งได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจาก Boussac ก็ได้ก่อตั้งแบรนด์ “Dior” ขึ้นมา
Marcel Boussac
Dior กลายเป็นแบรนด์ฮิตในเวลาไม่นาน มีสินค้าเสื้อผ้าที่ทันสมัยแตกต่างจากเสื้อผ้าในยุคที่เยอรมนีครองอำนาจในฝรั่งเศส และในปีค.ศ.1947 (พ.ศ.2490) ก็ได้ขยายไลน์สินค้าไปยังกลุ่มสินค้าน้ำหอม
เมื่อถึงปีค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) Dior ก็กลายเป็นแบรนด์ชั้นนำที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เป็นแบรนด์แถวหน้าของวงการแฟชั่นฝรั่งเศส โดยสินค้าส่งออกของฝรั่งเศสในเวลานั้น จำนวน 5% คือสินค้าของ Dior
ในยุค 50 (พ.ศ.2493-2502) Boussac ได้ใช้ประโยชน์จากการที่แบรนด์ Dior เป็นที่รู้จัก ให้นักธุรกิจที่สนใจสามารถใช้แบรนด์ Dior บนสินค้าของตนได้ แลกกับผลประโยชน์ ทำให้เหล่านักธุรกิจที่ขอใช้แบรนด์ Dior ได้ผลิตสินค้าภายใต้แบรนด์ Dior ออกมามากมาย ทั้งเน็กไท ถุงเท้าและถุงน่อง เป็นต้น
เมื่อถึงปีค.ศ.1957 (พ.ศ.2500) Dior ก็รุ่งเรืองสุดขีด ตัวของ Dior เองก็ได้ขึ้นปกนิตยสาร Time หากแต่ในปีเดียวกันนี้ Dior ก็ได้เสียชีวิต
ผู้ที่ขึ้นมาสืบทอดแบรนด์ Dior คือเด็กหนุ่มวัย 21 ปีที่ชื่อ “Yves Saint Laurent” หรือ “YSL” ซึ่งขึ้นเป็นหัวหน้าดีไซเนอร์ของ Dior
YSL ได้สานต่อเวทมนตร์ของ Dior และด้วยการออกแบบที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ของเขา ทำให้แบรนด์ Dior ยังคงอยู่
กลับมาทางฝ่าย Arnault บ้าง Bernard Arnault เกิดในปีค.ศ.1949 (พ.ศ.2492) ที่ประเทศฝรั่งเศส โดยเกิดมาในครอบครัววิศวกร ทั้งพ่อและปู่ของเขาเป็นเจ้าของบริษัทวิศวกรรมโยธา ซึ่งช่วยในการฟื้นฟูภาคเหนือของฝรั่งเศสในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
Arnault นั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกับการออกแบบหรือสินค้าหรูมาตั้งแต่แรก เขาเรียนต่อทางด้านวิศวกรรม และจบการศึกษาในปีค.ศ.1971 (พ.ศ.2514)
Yves Saint Laurent
หลังจากเรียนจบ Arnault ก็เข้าทำงานในบริษัทของครอบครัว และหลังจากทำงานได้ห้าปี พ่อของเขาก็ส่งต่อบริษัทให้เขาดูแล
หลังจากขึ้นเป็นผู้บริหาร Arnault ก็เริ่มเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ หันเหเข้าสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างบ้านพักตากอากาศขายในแถบยุโรป และก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี
แต่ในยุค 80 (พ.ศ.2523-2532) ได้เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นในฝรั่งเศส ทำให้กลุ่มชนชั้นนำและชนชั้นมันสมองหลายรายย้ายออกจากฝรั่งเศส ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Arnault ที่ย้ายไปสหรัฐอเมริกา และเข้าทำธุรกิจสร้างและขายอาคารชุดในฟลอริด้า
แต่ครั้งนี้ Arnault ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่ถึงอย่างนั้น Arnault ก็ได้เรียนรู้ถึงกลยุทธ์การเข้าเทคโอเวอร์กิจการ
Arnault ได้เป็นเพื่อนกับ “John Kluge” นักธุรกิจชาวเยอรมัน-อเมริกัน เจ้าของกิจการสื่อโทรทัศน์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา และเคยขึ้นเป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดในสหรัฐอเมริกาอีกด้วย
John Kluge
Arnault ได้เรียนรู้ถึงวิธีการดำเนินธุรกิจของ Kluge ซึ่งกู้เงินมาเพื่อเทคโอเวอร์บริษัทที่กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ ก่อนจะเข้าไปบริหาร ปรับโครงสร้างใหม่ และขายบริษัทเพื่อทำกำไร
กลยุทธ์นี้แตกต่างจากที่ Arnault เคยเรียนรู้มา หากแต่ก็ประทับใจเขามาก และทำให้ Arnault ได้เรียนรู้แนวทางธุรกิจใหม่ๆ
1
ทางด้าน Dior หลังจากประสบความสำเร็จสุดขีดในยุค 50 (พ.ศ.2493-2502) ก็เริ่มจะถึงช่วงเวลาที่โรยรา
เมื่อถึงปีค.ศ.1960 (พ.ศ.2503) Boussac เริ่มจะไม่ถูกใจสไตล์การออกแบบของ YSL และไล่ YSL ออก และถือเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วงโรยของแบรนด์ ซึ่งเริ่มจะถดถอยและเป็นเช่นนั้นเป็นเวลากว่า 20 ปี
Boussac ต้องประสบกับความผกผันทางการเมือง รวมทั้งยังต้องปวดหัวกับสหภาพแรงงานในบริษัทของตน ทำให้บริษัทอยู่ในภาวะที่ย่ำแย่
เมื่อถึงปีค.ศ.1978 (พ.ศ.2521) Boussac ก็ล้มละลาย
หลังจาก Boussac ล้มละลาย เครือธุรกิจของ Boussac ก็ถูกขายต่อให้พี่น้องตระกูล “Willot” ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจสิ่งทอรายใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง
แต่ธุรกิจของ Boussac ซึ่งรวมถึง Dior ภายใต้การบริหารของพี่น้องตระกูล Willot นั้นเรียกได้ว่าหายนะ ทั้งปัญหาทางการเงินภายในบริษัท รวมทั้งคดีความในหมู่พี่น้อง Willot เอง ทำให้เมื่อถึงปีค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) บริษัทก็ล้มละลาย และคราวนี้ รัฐบาลเป็นฝ่ายเข้ามาดูแลกิจการเอง
เมื่อถึงปีค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) รัฐบาลได้ประกาศขายธุรกิจเครือ Boussac เนื่องจากบริหารเองก็ไม่ไหว โดยในเวลานั้น ชื่อของ Boussac ไม่ใช่ชื่อที่ขายได้อีกแล้ว ถึงแม้จะทำรายได้นับพันล้านดอลลาร์ แต่ก็ประสบปัญหาขาดทุนมานานและเป็นหนี้อีกมหาศาล
แต่ Arnault นั้นสนใจใน Dior
แม่ของ Arnault นั้นเป็นแฟนแบรนด์ Dior และเมื่อคราวเดินทางมาสหรัฐอเมริกาครั้งแรก Arnault ก็ต้องประหลาดใจเมื่อทราบว่าคนขับรถแท็กซี่นั้นไม่รู้ว่าใครคือประธานาธิบดีฝรั่งเศส แต่กลับรู้จักแบรนด์ Dior
Arnault นั้นเห็นมูลค่าที่ซ่อนอยู่ใน Dior และในช่วงที่กำลังมองหากิจการที่จะเข้าซื้อในสหรัฐอเมริกา Arnault ก็ได้ข่าวว่า Dior กำลังถูกประกาศขาย
ในเวลานั้น Dior ไม่ใช่แบรนด์ที่ติดตลาด ดึงดูดนักลงทุนอีกแล้ว กลุ่มธุรกิจน้ำหอมก็ถูกขายออกไปแล้ว เหล่าผู้ซื้อแบรนด์ไปทำตลาดก็ผลิตสินค้ามั่วซั่ว คุณภาพดีบ้างต่ำบ้าง ทำให้หลายๆ คนไม่ใส่ใจแบรนด์ Dior อีกต่อไป
แต่ถึงอย่างนั้น Arnault ก็ยังอยากได้ Dior และเมื่อได้ข่าวว่า Dior ถูกประกาศขาย เขาก็ไม่รอช้า ได้เข้าเจรจาและจับมือกับธนาคาร Lazard Frères เพื่อร่วมลงทุน โดย Arnault ลงเงินตัวเองจำนวน 15 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 530 ล้านบาท) ส่วน Lazard Frères ลงเงิน 45 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1,600 ล้านบาท)
แต่การเจรจาซื้อกิจการก็ไม่ง่ายนักเนื่องจากพี่น้องตระกูล Willot ก็พยายามจะยื้อกิจการไว้ แต่ Arnault ก็จัดการเจรจากับรัฐบาลฝรั่งเศสและเกลี้ยกล่อมให้พี่น้องตระกูล Willot ยอมขายได้ในที่สุด
Arnault มีอายุเพียง 35 ปี แต่เขาเป็นเจ้าของกลุ่ม Boussac ซึ่งรวมถึงแบรนด์ Dior
จากนั้นก็ถึงเวลาทำงาน Arnault ร่วมมือกับ Lazard Frères เพื่อปรับโครงสร้างในบริษัทขนานใหญ่ รวมทั้งจัดการหนี้จำนวนมหาศาลที่คั่งค้าง
ภายในเวลาเพียงสองปี Arnault ปลดพนักงานออกกว่า 9,000 คนเนื่องจากมองว่ามากเกินความจำเป็น ซึ่งพฤติกรรมนี้เป็นสิ่งที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นในฝรั่งเศสมาก่อน ทำให้สื่อมวลชนเขียนข่าวเกี่ยวกับเขาในทางลบ หากแต่ Arnault ก็ไม่สนใจ และคิดว่าการจะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จนั้นต้องเด็ดขาด แม้จะเป็นตัวร้ายในสายตาใครก็ไม่เป็นไร
2
แต่ดูเหมือนการบริหารงานของ Arnault จะมาถูกทาง ภายในเวลาสามปี Boussac ก็เริ่มกลับมาติดตลาด ทำรายได้เกือบ 2,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 70,600 ล้านบาท) กำไรกว่า 100 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3,500 ล้านบาท)
Arnault สามารถทำในสิ่งที่รัฐบาลฝรั่งเศสและพี่น้องตระกูล Willot ไม่สามารถทำได้ หากแต่เขาทำสำเร็จ
เมื่อประสบความสำเร็จ Arnault ก็จัดการแยกชิ้นส่วนบริษัท และนำออกขายเพื่อทำกำไร โดยมีธุรกิจที่คงไว้ไม่ขายเพียงสองอย่าง หนึ่งคือ Dior อีกอย่างคือห้างสรรพสินค้า Le Bon Marché ในปารีส ซึ่งเป็นธุรกิจที่เขาต้องการมาตั้งแต่แรก
โดยรวมแล้ว Arnault ทำเงินจากการขายกิจการไปกว่า 500 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 17,600 ล้านบาท) ซึ่งก็ต้องเรียกว่าประสบความสำเร็จมหาศาลเมื่อเทียบกับเงินลงทุนเริ่มต้นของเขาเพียง 15 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 530 ล้านบาท)
Le Bon Marché
แต่แค่นี้ยังไม่จบ Arnault ไม่ได้ซื้อ Boussac มาเพื่อแค่หวังจะขายเอากำไรเท่านั้น แผนการสำคัญของเขา ก็คือการฟื้นฟู Dior
Arnault ฟื้นฟู Dior ได้สำเร็จและใช้ Dior เป็นเครื่องมือในการสร้างกลุ่ม LVMH และครอบครองอุตสาหกรรมแฟชั่น
จะเห็นได้ว่าเรื่องราวธุรกิจนี้เป็นเรื่องราวที่เข้มข้นและน่าสนใจ และก็ยังมีเรื่องราวที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับ Arnault และการก้าวสู่ความสำเร็จ
1.ความเด็ดขาด
Arnault มีความเด็ดขาด เขาเดิมพันทรัพย์สมบัติทั้งหมดของครอบครัวไปกับกิจการที่ดูไม่มีอนาคต เรียกได้ว่าเหมือนเรือที่กำลังจะจม
ในเวลานั้น Arnault มีอายุเพียง 35 ปี และไม่เคยมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมแฟชั่นมาก่อน หากแต่ Arnault มองเห็นคุณค่าของ Dior และเชื่อว่าสามารถฟื้นฟูได้ ทำให้เขาดำเนินการอย่างฉับไวในการเข้าครอบครอง Dior และเป็นก้าวแรกในการเข้าครอบครองอุตสาหกรรมแฟชั่นและสินค้าแบรนด์เนม
บางครั้งการคิดมากเกินไปก็ทำให้หลายคนพลาดโอกาสสำคัญ การกลัวความเสี่ยง ประเมินอย่างรอบคอบเป็นสิ่งที่ดี หากแต่บางครั้งก็ทำลายโอกาสสำคัญที่อาจจะเข้ามาเพียงครั้งเดียว และความเด็ดขาด กล้าตัดสินใจ ก็อาจจะเป็นบันไดสู่ความสำเร็จ
2.ออกจากกรอบ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ
แนวทางการบริหารของ Arnault เรียกได้ว่าแหกประเพณีการบริหารธุรกิจทุกอย่างที่ผ่านมา
เขาเป็นวิศวกรที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับวงการแฟชั่นหรือสินค้าแบรนด์เนม แต่เขาก็ไม่ลังเลที่จะไขว่คว้า Dior ถึงแม้เขาจะยังอายุน้อย แต่เขาก็ไม่กลัวที่จะเผชิญหน้ากับพี่น้องตระกูล Willot เพื่อเจรจาซื้อกิจการ
หลังจากเข้าครอบครองกิจการและเริ่มการบริหาร Arnault ก็ตัดค่าใช้จ่ายทุกอย่างที่ไม่จำเป็นออกโดยไม่สนใจว่าใครจะคิดยังไง ซึ่งนี่นับเป็นแนวทางการบริหารที่หลายคนมองว่าเลือดเย็น แต่ด้วยแนวทางนี้แหละ ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้
ที่พูดอย่างนี้ผมไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ Arnault ทำนั้นถูกหรือผิด แต่ก็ต้องยอมรับว่าแนวทางการบริหารของเขานี่แหละที่ทำให้ Dior ฟื้นฟูและกลับมาประสบความสำเร็จได้
3.การมองเห็นเพชรกลางกองขยะ
ถึงแม้ใครๆ ในเวลานั้นจะมองว่า Dior ไม่มีค่า แต่ Arnault กลับมองว่า Dior นั้นคือเพชรกลางกองขยะ ถึงจะอยู่ท่ามกลางขยะที่ไร้ค่า แต่เพชรก็คือเพชร
และด้วยความเชื่อนี้ทำให้ Arnault ยอมเสี่ยง และก็ประสบความสำเร็จ
เรียกได้ว่าเรื่องราวของ Arnault และ Dior เป็นบทเรียนสำคัญบทหนึ่งที่น่าเรียนรู้ในโลกธุรกิจ และทำให้วันนี้ Bernard Arnault ประสบความสำเร็จอย่างสูง และเป็นมหาเศรษฐีแถวหน้าของโลก
References:
https://medium.com/lessons-from-history/how-bernard-arnault-took-over-dior-247fd35cc73c
https://fortune.com/europe/2023/06/01/how-did-lvmh-billionaire-ceo-bernard-arnault-make-his-money/
https://www.scmp.com/magazines/style/celebrity/article/3218585/inside-rise-bernard-arnault-worlds-richest-man-lvmh-billionaire-owns-luxury-brands-louis-vuitton-and
https://www.reuters.com/article/us-lvmh-dior-idUSKBN17R0I1/
https://www.forbes.com/sites/susanadams/2019/10/31/the-100-billion-man-how-bernard-arnault-stitched-together-the-worlds-third-biggest-fortune-with-louis-vuitton-dior-and-77-other-brandsand-why-hes-not-done-yet/?sh=5ef8a24d4efb
ประวัติศาสตร์
ธุรกิจ
11 บันทึก
17
8
11
17
8
โฆษณา
ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน
© 2026 Blockdit
เกี่ยวกับ
ช่วยเหลือ
คำถามที่พบบ่อย
นโยบายการโฆษณาและบูสต์โพสต์
นโยบายความเป็นส่วนตัว
แนวทางการใช้แบรนด์ Blockdit
Blockdit เพื่อธุรกิจ
ไทย