คนรุ่นเราเหมาะกับจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน

“หลักของการเจริญสติ
เบื้องต้น ถือศีลไว้
ฝึกจิตใจให้อยู่กับตัวเอง
คือ ฝึกสมาธิที่ถูกต้อง
สมาธิ ไม่ใช่นั่งเห็นเทวดา เห็นผี เห็นเปรต
เห็นอะไรข้างนอกนะ
สมาธิ คือ สภาวะที่จิตใจอยู่กับเนื้อกับตัว
สมาธิอย่างนี้สำคัญ
แล้วก็เจริญปัญญา
เรียนรู้ความจริงของรูปนาม กายใจ
ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา
คนรุ่นเรา เป็นคนที่กระทบอารมณ์รุนแรง
มีสิ่งมากระทบตลอดเวลา
เดี๋ยวเรื่องโน้น เดี๋ยวเรื่องนี้
เราจะมานั่งทำฌาน
อย่างครูบาอาจารย์นี่ ทำยาก
ฉะนั้น ถ้าเราจะมาทำฌาน
แล้วมาพิจารณากาย ทำยาก
มันเข้าฌานไม่ได้
มันมาดูกายลำบาก
หลวงพ่อทำสมาธินะ
ทำสมาธิมาก ตอนเด็ก ๆ
แล้วก็เคยมาดูกาย
ดูกายมันไม่ใช่แค่รู้สึกกายอย่างนี้นะ
มันยิ่งกว่านั้น ดูลงไปถึงผมจริง ๆ เลยนะ
ผมนี้สลายตัวไปเลย เห็นหนังศีรษะ
ดูหนังศีรษะสลายตัว เห็นหัวกะโหลก
ดูหัวกะโหลก หัวขาดหายไปเลย
ดูตัวลงมา เนื้อหนังหายหมด เหลือแต่กระดูก
ดูกระดูก กระดูกระเบิดเลย
เป็นก้อนกรวดเล็ก ๆ ใส ๆ ตกอยู่เต็มพื้น
ดูต่อไปอีก สลายตัวเป็นแสง
ดูกาย จนสลายกายไปหมดเลย
อย่างนี้ต้องมีสมาธินะ ไม่มีสมาธิ ทำไม่ได้
ถ้าดูได้ถึงอย่างนั้น
พอจิตถอยออกจากสมาธิมาแล้ว
กลับมามีร่างกาย มันจะรู้เลย
ร่างกายนี้ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่จิตด้วย
มันเป็นสิ่งที่จิตมาอาศัยอยู่เท่านั้นเอง
เป็นของชั่วคราว เป็นสมบัติของโลก
สุดท้าย มันก็เป็นธาตุคืนโลกไป
นี่ มันต้องทรงสมาธิ แล้วมาดูกาย
มันจึงจะเห็นแจ่มแจ้ง
กายนี้เป็นของโลก ไม่ใช่ตัวเราหรอก
ฉะนั้น กายานุปัสสนา
เหมาะกับสมถยานิก เหมาะกับคนเล่นสมาธิ
เวทนานุปัสสนา ก็เหมาะกับคนเล่นสมาธิ
ทีนี้ พวกเราสมาธิไม่มี เป็นพวกสมาธิสั้น
กรรมฐานที่เหมาะกับพวกสมาธิสั้น
พวกคิดมาก วุ่นวายทั้งวัน
คือ จิตตานุปัสสนา
ดูจิต เดี๋ยวก็โกรธขึ้นมา เดี๋ยวก็โลภขึ้นมา
เดี๋ยวก็สงบ เดี๋ยวก็ฟุ้งซ่าน ฯลฯ
ดูอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่ต้องเข้าฌานก่อน
ดูไปเลย แล้วสมาธิเกิดทีหลัง
ฉะนั้น เราทำสมาธิไม่ได้
เราก็มาดูจิตดูใจของตัวเองไป
แต่บางทีสมาธิไม่พอนะ
ดูจิตก็ไม่ได้เหมือนกัน ต้องช่วย
วิธีช่วยก็คือ มารู้สึกที่ร่างกาย
อันนี้ไม่ใช่ กายานุปัสสนา อะไรนักหนาหรอก
คอยรู้สึกร่างกาย มันเป็นของหยาบ
ไม่ให้จิตมันหนีไปที่อื่น
พอรู้สึกร่างกายไปสักช่วงหนึ่ง
จิตจะมีแรงขึ้นมา
พอจิตมีแรงขึ้นมา มันจะไปดูจิตได้
ฉะนั้น บางทีดูกาย แล้วก็เห็นจิต
แต่ถ้าจะดูกายจนแตกฉาน
เห็นไตรลักษณ์แจ่มแจ้ง อะไรอย่างนี้
ต้องทรงสมาธิจริง ๆ
อย่างที่พวกเราดูกาย
ร่างกาย ยืน เดิน นั่ง นอน นี่
รูปที่ ยืน เดิน นั่ง นอน ไม่ใช่รูปที่แท้จริง
รูปที่แท้จริง คือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม
มันจะต้องเห็น จนกระทั่ง
กายสลายตัวออกเป็นธาตุ ซึ่งดูยาก
ถ้าไม่ทรงสมาธิ ไม่สลาย
ไม่แยกออกเป็นธาตุให้ดู
นี่ที่เรารู้สึก ๆ นี่นะ
เป็นแค่รูประดับรอง ๆ เท่านั้นเอง
ไม่ใช่รูปแท้จริง
รูป ยืน เดิน นั่ง นอน อะไรอย่างนี้
เรียก วิญญัติรูป
ฉะนั้น กรรมฐานที่ง่าย
สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ ก็คือ
คอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของใจตัวเอง
เดี๋ยวสุข เดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย
รู้สึกเรื่อย ๆ ฝึกอย่างนี้แหละ
รับรองไม่ช้ากว่าพวกดูกายนะ
ดีไม่ดี เร็วกว่า เพราะอะไร?
พวกดูกายต้องไปฝึกสมาธิ (ทำฌาน) หลายปี
ของเราไม่ต้องฝึกสมาธิ (ทำฌาน)
ประหยัดเวลาตรงนี้ได้”
…………………..
พระธรรมเทศนา
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
วัดสวนสันติธรรม ๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๐
ถอดคำ: แต้ว
เรียบเรียง: สุรวัฒน์ เสรีวิวัฒนา
  • 2
โฆษณา