20 ธ.ค. 2023 เวลา 02:30 • ประวัติศาสตร์

“เซบาสเตียน มาโรคีน (Sebastián Marroquín)” ลูกชายของ “พาโบล เอสโคบาร์ (Pablo Escobar)”

หลายคนรู้จักนาม “พาโบล เอสโคบาร์ (Pablo Escobar)” เป็นอย่างดี
เขาเป็นราชายาเสพติดผู้ซึ่งถูกฆ่าในปีค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) หากแต่เรื่องราวของเขายังเป็นที่เล่าขานจนถึงทุกวันนี้
2
เมื่อตอนที่เขาเสียชีวิตในปีค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) ลูกชายของเขาก็ได้สาบานว่าจะล้างแค้นให้ผู้เป็นพ่อ
พาโบล เอสโคบาร์ (Pablo Escobar)
ดูเหมือนว่าลูกชายวัย 16 ปีของพาโบลจะดำเนินรอยตามผู้เป็นพ่อเป็นแน่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความเศร้าและโกรธแค้นเริ่มคลายลง เด็กหนุ่มผู้นี้ก็เลือกที่จะเดินบนเส้นทางอื่น
ตั้งแต่บัดนั้น “ฮวาน พาโบล เอสโคบาร์ (Juan Pablo Escobar)” หรือชื่อในปัจจุบันคือ “เซบาสเตียน มาโรคีน (Sebastián Marroquín)” ก็ได้มีมุมมองใหม่ต่อผู้เป็นพ่อ และได้เคยให้สัมภาษณ์ในรายการสารคดี รวมทั้งเขียนหนังสือเกี่ยวกับผู้เป็นพ่อออกจำหน่ายอีกด้วย
เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร ลองดูกันครับ
1
“ฮวาน พาโบล เอสโคบาร์ (Juan Pablo Escobar)” เกิดในปีค.ศ.1977 (พ.ศ.2520) ที่โคลัมเบีย และเรียกได้ว่าคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด มีชีวิตที่หรูหรามาตั้งแต่เด็ก
ฮวาน พาโบล เอสโคบาร์ (Juan Pablo Escobar)
ฮวานนั้นมีทุกอย่างที่เด็กผู้หนึ่งจะฝันถึง ของเล่นทุกอย่างที่อยากได้ สระว่ายน้ำ สนามโกคาร์ท สวนสัตว์ที่เต็มไปด้วยสัตว์สารพัดชนิด และคนรับใช้ล้อมหน้าล้อมหลัง คอยอำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง
แน่นอนว่าความหรูหราเหล่านี้มาจากธุรกิจยาเสพติดของผู้เป็นพ่อ และพาโบลซึ่งเป็นพ่อนั้น ก็ร่ำรวยมหาศาลชนิดว่าเกินจะจินตนาการถึง
ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1981 (พ.ศ.2524) พาโบลได้พาครอบครัวไปพักผ่อนที่สหรัฐอเมริกา โดยในเวลานั้นเขายังไม่ได้เป็นที่รู้จักในฐานะอาชญากรในสหรัฐอเมริกา เขาจึงสามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ไม่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ท่องเที่ยวไปทั่วสหรัฐอเมริกา และช่วงเวลานั้นเป็นช่วงที่ฮวานกล่าวในภายหลังว่าเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวที่เขาเห็นผู้เป็นพ่อเพลิดเพลินและมีความสุข
3
ฮวานกับพาโบล
แต่แล้วในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1984 (พ.ศ.2527) สิ่งที่ผู้เป็นพ่อของฮวานทำไว้ก็เริ่มจะส่งผลกระทบ ใบหน้าของพาโบลนั้นปรากฎไปทั่วสำนักข่าวและข่าวหน้าหนึ่ง สำนักข่าวต่างตีพิมพ์ข่าวว่าพาโบลเป็นผู้บงการสังหาร “โรดริโก ลารา (Rodrigo Lara)” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโคลัมเบีย และเป็นนักการเมืองคนแรกที่กล้าท้าทายอำนาจของพาโบล
กระแสที่รุนแรงของข่าวนี้ทำให้ครอบครัวเอสโคบาร์ต้องลี้ภัยไปปานามา ก่อนจะย้ายไปนิการากัว ซึ่งการที่ต้องย้ายหนีเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของฮวานวัยเจ็ดขวบเป็นอย่างมาก โดยฮวานได้กล่าวในภายหลังว่า
“ชีวิตของผมคือชีวิตอาชญากร ผมเองก็ต้องทนทุกข์ราวกับตัวผมเองเป็นคนบงการการฆาตกรรมเหล่านั้น”
และถึงจะลี้ภัยมาต่างประเทศ แต่พาโบลก็ตระหนักดีว่าตนและครอบครัวอาจจะถูกส่งกลับประเทศได้ พาโบลจึงพาครอบครัวกลับมายังโคลัมเบียก่อน
โรดริโก ลารา (Rodrigo Lara)
เมื่อกลับมายังโคลัมเบีย พาโบลก็ได้สอนให้ฮวานเรียนรู้ธุรกิจยาเสพติด โดยขณะที่ฮวานมีอายุเพียงแปดขวบ พาโบลก็สอนให้ฮวานรู้ว่ายาเสพติดแต่ละชนิดนั้นต่างกันอย่างไร และจะส่งผลอย่างไรต่อผู้ใช้
ขณะมีอายุได้เก้าขวบ ฮวานก็ได้เดินทัวร์โรงงานโคเคนของผู้เป็นพ่อ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ยิ่งทำให้ฮวานตั้งใจว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการค้ายา
1
ในปีค.ศ.1988 (พ.ศ.2531) “แก๊งค้ายากาลิ (Cali Cartel)” ซึ่งเป็นแก๊งค้ายาคู่อริกับพาโบล ก็ได้วางระเบิดรถยนต์หน้าบ้านพาโบล เป็นการข่มขู่พาโบล
1
ในขณะเดียวกัน “หลุยส์ คาร์ลอส กาลัน (Luis Carlos Galan)” นักการเมืองผู้เป็นแคนดิเดตประธานาธิบดี และเป็นสมาชิกพรรคเดียวกับลาราที่ถูกพาโบลสั่งเก็บ ก็ได้วางแผนจะกวาดล้างเหล่านักค้ายาให้หมดไป
หลุยส์ คาร์ลอส กาลัน (Luis Carlos Galan)
กาลันมีนโยบายที่จะกระตุ้นให้สหรัฐอเมริกาส่งเหล่านักค้ายาเสพติดโคลัมเบียที่หนีไปกบดานยังสหรัฐอเมริกา ให้ส่งตัวกลับมารับโทษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน
เมื่อพาโบลเห็นเช่นนี้ จึงได้สั่งเก็บกาลันในปีค.ศ.1989 (พ.ศ.2532)
ทางด้านรัฐบาลโคลัมเบียก็ต้องการให้พาโบลรับโทษจำคุกเป็นเวลาห้าปี ซึ่งพาโบลก็ยอมเจรจาตกลงด้วยเงื่อนไขสองข้อ
1
1.เขาจะเป็นคนออกแบบเรือนจำที่ใช้กักขังตนเอง
1
2.รัฐบาลโคลัมเบียต้องยกเลิกนโยบายการส่งผู้ร้ายข้ามแดนจากสหรัฐอเมริกา
2
และเมื่อเงื่อนไขทั้งสองข้อตกลงได้ พาโบลก็ได้สร้างคุกสุดหรูของตนเองขึ้นมา นั่นก็คือ “ลาคาทีดรัล (La Catedral)”
ลาคาทีดรัล (La Catedral)
ในลาคาทีดรัล พาโบลยังสามารถสั่งการและบริหารอาณาจักรยาเสพติดของตนได้อย่างอิสระ รวมทั้งความหรูหราเกินคุกธรรมดา อีกทั้งยังมีระบบความปลอดภัยที่แน่นหนา
แต่แล้วเมื่อพาโบลให้ลูกสมุนทรมานและสังหารคนในลาคาทีดรัล รัฐบาลโคลัมเบียก็หมดความอดทน และสั่งการให้พาโบลย้ายไปคุมขังยังเรือนจำปกติ ซึ่งแน่นอนว่าพาโบลไม่ยอม
1
กรกฎาคม ค.ศ.1992 (พ.ศ.2535) หลังจากถูกคุมขังในลาคาทีดรัลได้เพียง 13 เดือน พาโบลก็ได้หนีออกจากเรือนจำแห่งนี้
จากบ้านของฮวานนั้นสามารถมองเห็นลาคาทีดรัลได้ชัดเจน และเมื่อฮวานเห็นไฟในลาคาทีดรัลดับลง เขาก็รู้ได้ทันทีว่าผู้เป็นพ่อได้หนีไปแล้ว
2
เมื่อทราบว่าพาโบลหลบหนี รัฐบาลก็ได้ส่งกำลังทหารและตำรวจกว่า 100 นายออกไล่ล่าพาโบล ผนวกด้วยกลุ่มศาลเตี้ยที่มีสมาชิกส่วนหนึ่งเป็นคนของแก๊งค้ายากาลิ ก็ได้หมายหัวพาโบล
เรียกได้ว่าพาโบลนั้นมีศัตรูอยู่โดยรอบ
ครอบครัวของพาโบลเองก็ได้รับผลกระทบ บ้านถูกทำลาย ครอบครัวก็โดนไล่ล่า ทำให้ฮวานพร้อมด้วยแม่และน้องสาว ต้องหนีออกจากโคลัมเบียทางเฮลิคอปเตอร์
ฮวานพร้อมด้วยแม่และน้องสาวได้ขอลี้ภัยไปสหรัฐอเมริกาแต่ถูกปฏิเสธ เช่นเดียวกับเยอรมนีที่ก็ไม่ยอมรับเช่นกัน ทำให้ทั้งครอบครัวต้องจำใจกลับมายังโคลัมเบีย
หากจะมีเรื่องใดที่พาโบลหวั่นเกรง ก็เห็นจะเป็นความกลัวว่าครอบครัวจะได้รับอันตราย ซึ่งรัฐบาลโคลัมเบียก็ได้ใช้จุดอ่อนข้อนี้เป็นเหยื่อล่อพาโบลออกมาจากที่ซ่อน
รัฐบาลโคลัมเบียได้เข้ามาดูแลเรื่องความปลอดภัยให้ภรรยาและลูกๆ ของพาโบล และให้ทั้งครอบครัวพักอยู่ในโรงแรมของกรมตำรวจ
ดูเหมือนแผนล่อเสือออกจากถ้ำของรัฐบาลจะได้ผล วันที่ 2 ธันวาคม ค.ศ.1993 (พ.ศ.2536) พาโบลถูกตำรวจยิงเสียชีวิตบนหลังคาที่พักขณะพยายามจะหลบหนีตำรวจ
แต่ฮวานกลับให้ข้อมูลในภายหลังว่าจริงๆ แล้วพาโบลนั้นฆ่าตัวตาย โดยก่อนที่พาโบลจะเสียชีวิตเพียง 10 นาที พาโบลได้คุยโทรศัพท์กับตน ซึ่งพาโบลก็ได้แหกกฎของตนเอง นั่นคือคุยโทรศัพท์นานเกินไป ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถดักจับสัญญาณและทราบว่าตัวพาโบลนั้นอยู่ไหน
ร่างของพาโบลที่ถูกยิงเสียชีวิต
และบนหลังคาที่พาโบลหลบหนี ฮวานก็เชื่อว่าผู้เป็นพ่อนั้นถูกตำรวจยิงเข้าที่ไหล่และที่ขา ก่อนที่ตัวพาโบลเองจะจ่อปืนเข้าที่ศีรษะและยิงตัวตาย
ฮวานกล่าวว่าผลการชันสูตรศพนั้นก็ถูกเมคขึ้นมาเพื่อที่จะให้กรมตำรวจดูเป็นวีรบุรุษและได้ความดีความชอบ โดยฮวานกล่าวว่าแพทย์ที่ชันสูตรศพพาโบลเป็นคนเล่าให้ตนและครอบครัวฟังว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ทางการบังคับและข่มขู่ให้แพทย์ปิดบังความจริงเรื่องนี้ และเขียนรายงานว่าตำรวจเป็นคนสังหารพาโบล
เมื่อสิ้นผู้เป็นเสาหลักของบ้าน ก็มีปัญหาเรื่องเงินตามมา โดยฮวานและแม่กับน้องสาวก็มาทราบความจริงว่าเงินที่พวกตนควรจะได้นั้นถูกพี่น้องของพาโบลใช้ไปหมดแล้ว อีกทั้งก็เป็นฝีมือพี่น้องของพาโบลนี่แหละที่บอกที่อยู่ของพาโบลให้ตำรวจ
ฮวานยังได้ไปพบกับศัตรูของผู้เป็นพ่ออีกด้วย ซึ่งศัตรูของพ่อก็ได้บอกกับฮวานว่าหากยังอยากมีชีวิตอยู่ ก็จงออกไปจากโคลัมเบียและอย่าได้เข้ามายุ่งกับธุรกิจยาเสพติด
แน่นอน ฮวานไม่ต้องการจะยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาอยู่แล้ว
ฤดูร้อน ค.ศ.1994 (พ.ศ.2537) ฮวานและแม่กับน้องสาวก็ได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่บัวโนสไอเรส เมืองหลวงของอาร์เจนตินา โดยฮวานได้เข้าศึกษาภาควิชาออกแบบอุตสาหกรรมและได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เซบาสเตียน มาโรคีน (Sebastián Marroquín)” ส่วนผู้เป็นแม่ก็ได้ทำงานเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์
แต่ในไม่ช้า อดีตก็ได้ตามมาหลอกหลอนอีกครั้ง เนื่องจากนักบัญชีของผู้เป็นแม่ได้มาค้นพบความจริงว่าพวกเขาเป็นใคร และก็ได้มาข่มขู่เซบาสเตียนกับครอบครัว ก่อนจะแจ้งกับทางการ
ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544) เรื่องราวของเซบาสเตียนและครอบครัวก็ถูกสื่อมวลชนตีข่าว ทำให้ตัวตนที่เซบาสเตียนและครอบครัวปกปิดต้องถูกเปิดเผย และสื่อมวลชนต่างก็ตามตัวเซบาสเตียนเพื่อที่จะขอสัมภาษณ์
ในที่สุด เซบาสเตียนตกลงที่จะปรากฎตัวในสารคดีเกี่ยวกับพาโบล โดยส่วนหนึ่งของสารคดีนั้น เซบาสเตียนต้องเข้าพบกับทายาทของลาราและกาลัน นักการเมืองที่ถูกพาโบลสั่งเก็บ
ทายาทของลาราและกาลันต่างดำเนินรอยตามผู้เป็นพ่อ ได้เข้าสู่วงการการเมือง และก็ได้เล่าถึงจดหมายที่เซบาสเตียนเขียนมาถึงพวกตน ขอโทษแทนผู้เป็นพ่อ ขอให้พวกตนยกโทษให้
“ฮวาน มานูเอล กาลัน (Juan Manuel Galan)” ทายาทของกาลัน ได้กล่าวว่า
“จดหมายนั้นทำให้เราซาบซึ้ง เราสัมผัสได้ถึงความจริงใจและตรงไปตรงมา และบุคคลนี้ก็คือคนที่พูดความรู้สึกออกมาจริงๆ”
กันยายน ค.ศ.2008 (พ.ศ.2551) เซบาสเตียนได้นัดพบกับทายาทของลาราและกาลัน โดยนัดพบกันในห้องพักในโรงแรมหนึ่ง
ในทีแรก บรรยากาศก็เต็มไปด้วยความตึงเครียด หากแต่ทายาทของนักการเมืองทั้งสองก็ไม่ได้กล่าวโทษเซบาสเตียนในสิ่งที่พ่อของเซบาสเตียนกระทำ
“คาร์ลอส กาลัน (Carlos Galan)” อีกหนึ่งทายาทของกาลัน ได้กล่าวแก่เซบาสเตียนว่า
“คุณเองก็คือเหยื่อคนหนึ่ง”
ซึ่งนี่ก็แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจดีว่าสิ่งที่พาโบลผู้เป็นพ่อทำนั้น ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเซบาสเตียนเลย
เซบาสเตียนได้กล่าวว่า
“ไม่มีสิ่งใดสำคัญกว่าสันติภาพอีกแล้ว ผมคิดว่ามันคุ้มค่าที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อที่ซักวันหนึ่ง โคลัมเบียจะได้มีสันติภาพ”
ในทุกวันนี้ เซบาสเตียนอาศัยอยู่ในอาร์เจนตินากับภรรยาและลูก และทำงานเป็นสถาปนิก ใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบ
โฆษณา