19 ธ.ค. 2023 เวลา 13:58 • ความคิดเห็น
เวลาเราทำบุญ เรานึกถึงเรื่องของคนที่ยุคก่อนๆ เค้าเห็นผ้าเหลือง ..ภิกษุที่ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เดินมา เค้าก็หลบ ลงข้างทางพนมมือสาธุเรามองดูก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน พอเราได้้เรียนรู้มากขึ้น ในความหมายของผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เป็นเครื่องหมายของธรรม ที่ท่านประทานไวให้ ก็มีผู้ที่เข้าไปขอบวช ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่เป็นเครื่องหมายของธรรม ผู้ที่ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ที่ไปขอบวชในโบก ก็ไปขอรับนิสัย ขอพระ มาฝึกหัดปฏิบัติ
..เมื่อเดินออกจากโบสถ์ ก็ไม่มีมีใครบังคับ ว่าจะทำอย่างไร เป็นเรื่องของผู้ที่ไปครองผ้ากาสาวพัสตร์ จะประพฤติปฏิบัติธรรม ตามรอยองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรือไม ในส่วนของเรา ..เราก็ทำบุญกับผู้ที่ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์ มีการปฏิบัติธรรม ไปตามรอยของพระ เวลาเราถวายปัจจัยภัตตาหารมิตตาหาร หรือปัจจัยอะไร ท่านก็จะครองผ้า เข้าไปกราบพระ นั่งทำสมาธิสักครู่หนึ่ง จึงออก .
ก่อนจะรับกองสังฆทาน ท่านก็กราบพระ ขออาราธนาองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระที่ชื่อท่านสูง ทุกครั้ง ไม่เคยขาดตกบกพร่อง แม้แต่ปัจจัยที่เค้าถวายมา ท่านก็ไม่ได้เอาไปใช่ส่วนตัวเลย ..ความที่เราทำบุญกับท่าน . เราก็ได้เรียนรู้จัก เรื่องอานิสงส์ ของการทำบุญทำทาน..การอุทิศส่วนกุศล ท่านก็สอนให้ต้องทำกายทำจิตอย่างไร เริ่มตั้งแต่การถวายของ ..ถวายเสร็จก็ นั่งฟังธรรม ..ฟังธรรมเรียนร้อยแล้ว ก็มีการอุทิศส่วนบุญกุศล
ในบางครั้ง แม้กลางวัน หมาก็หอนกันเกลียวไปหมด ..มันมีเรื่องราวของจิตที่เร่ร่อน เรื่องของการทำอย่างไร จะให้บุญกุศลนั้นส่งไปถึง ..ผู้ที่เราเจตนาส่งอุทิศบุญกุศลไปให้ มันมีเรื่องราวมิติ หรือ สิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยสายตา ที่เมื่อก่อนเค้าก็มีกายเป็นมนุษย์ แต่ตอนนี้ไม่มีกายมนุษย์ให้ใช่ ก็มีความอดอยากยิ่งกว่าตอนเป็นมนุษย์เสียอีก ..พอรู้ว่าใครเค้ามีบุญก็มาขอ..แต่ตอนเป็นมนุษย์ไม่ทำกับมือตัวเอง ..ถ้าหากเรารับรู้ในสิ่งเหล่านี้ได้ เราก็ทำบุญให้เค้า ให้เค้าได้รับอาหารการกิน คือ บุญกุศลไปได้มื้อหนึ่งก็ยังดี
ในส่วนของคำว่าบุญกุศลนั่น ..จิตที่ออกจากเรือนกายไปเค้าก็ต้องการบุญ บุญที่เกิดขึ้นที่เรากระทำ ทำด้วยความนอบน้อมตั้งใจทำ ถวายต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ของอุทิศส่วนกุศลนั้นไป ก็อาศัยพระธรรมของท่านส่งไปให้ ที่จะเกิดเป็นลักษณะของแสงสีเหลือง ที่ดินฟ้าอากาศนำส่งไปแก่จิต ที่เราอุทิศไปให้ ..
หากเราลองสังเกตตัวเอง เมื่อเราทำบุญด้วยความเต็มใจ นอบน้อม ระลึกนำกายบิดามารดามาทำบุญ ให้กายบิดามารดาอนุโมทนา ..เราจะรู้สึกถึงความสุข ที่เราทำบุญ ..แม้เกิดชั่วระยะสั้น ..เพราะเดี๋ยวอารมณ์นึกคิดก็เข้ามาปรุงแต่งจิต ปิดจิตเหมือนราหูอมจันทร์ ..เรื่องราวของการสะสม สร้างบุญกุศล มันก็เกี่ยวเนื่องนิสัยที่สะสมในอดีตเหมือนกัน หากจิตเค้าขึ้นมาจากนรก เค้าก็ไม่สนใจเรียนรู้เรื่องราว การกระทำอย่างไร ให้เกิดเป็นบุญกุศลเกิดขึ้น
เคยเจอเรื่องหนึ่ง พอจิตออกจากร่าง ก็เหมือนกลายร่างไปเป็นเปรตไปเลย กลิ่นเหม็นเน่า เหมือนหนูตายซาก.ก็ค่อยๆดู .ว่าคนนี้ตอนมีชีวิต ก็กินแต่เหล้าสนุกสนาน ปั้นปลายก็ติดเตียง วันเกิดทีหนึ่ง เค้าก็พาไปไหว้พระ ..ตามวัดวาอาราม ..ไปปีละหน..จะเกิดบุญกุศล..หรือไม่ เราก็ไม่รู้ ..แต่ที่รับรู้ได้ก็ตอนที่เค้าให้เราไปใกล้โลง เค้าว่าไปเป็นประธานให้หน่อย พอเริ่มกรวดน้ำ กลิ่นหนูตายชากก็โชยมา . อะไรกัน ..เพิ่งตายไป..ทำไมกลิ่นหนูตายซากมันแรงจัง
เราทำบุญกับเครื่องหมายของธรรม ไม่ได้ไปยึดที่ตัวบุคคล ..ก่อนเราจะไปกระทำ เราก็ทำของเรา .ตั้งอกตั้งใจทำ เราก็ทำที่บ้านเราเสียก่อน บอกกล่าว แบบคนรุ่นก่อนที่เค้าบอกมา ให้เจ้าที่แม่บ้านแม่เรือน ..จิตที่เค้าอาศัยสถานที่บ้านที่อาศัย เราก็ทำจองเราหน้าพระ แล้วก็ขอลา ไปทำบุญกับผู้ที่ครองผ้ากาสาวพัสตร์
..แล้วเราก็ทำไปตามประเพณีที่เค้าทำกัน ..หากมีโอกาส เราทำบุญกับพระที่เรานับถือ ..การทำบุญแต่ละครั้ง ต้องเตรียมตัวเตรียมใจ ใช้เวลา ทำช้าๆ ใช้เวลาเป็นชั่วโมง เคยมีทำบุญครั้งหนึ่ง มีวัตถุที่ถวายเล็กๆน้อยๆ ก็ใช้เวลาเกือบๆ สองชั่วโมงครึ่ง เริ่มตั้งแต่ ทำกายทำจิต ..ให้เป็นสมาธิ ..ก็กระทำ มันมีรายละเอียดในการสร้างบุญสร้างกุศล ที่คนสมัยนี้ เค้าคงไม่ทำกัน เค้าบอกว่า ทำบุญที่ใจ ยกมือสาธุ ..ยกมือลงก็เสร็จแล้ว ..พระท่านก็คงมองดูไม่ทันเหมือนกัน โยมกำลังทำอะไรน่ะ
ที่เราทำบุญสร้างกุศล ส่วนมากก็ทำบุญให้บุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว ทำบุญให้คนตาย บางที่ก็กรวดน้ำให้คนที่ยังไม่ตาย เรื่องบุญกุศลนั่น มันก็แปลกคนเป็นเค้าไม่ชอบทำ ..หรือ ทำก็หวังร่ำรวย ยศฐานบรรดาศักดิ์ ถ้าไม่มีความหวังแบบนั้นก็ไม่ทำ ส่วนเราไม่ได้..คิดแบบนั้น
เราคิดว่า ทำบุญบำรุงศาสนาของพระโคดม เพราะท่านมีคำสอนที่มีพระคุณต่อจิตของเรา มีภิกษุท่านหนึ่งมาบวชเคยเป็นมือปืนรับจ้าง ท่านก็ปฏิบัติธรรมไม่ได้ เหมือนกรรม เค้าปกปิดไม่ให้ทำ พอจิตออกจากร่าง ตายใหม่ๆ ก็มาโบกไม้โบกมือ ตอนที่กำสวดสวดมนต์กัน ..นี่ยังไม่รู้ตัวว่าตาย พอเค้าเปิดโลง ก็ร้องไห้ ..วันที่เผาศพ ตอนสวดมนต์ ก็มาขอให้ช่วย ..พระท่านบอกว่า ตอนนี้ช่วยไม่ได้แล้ว ไม่มีกายเป็นมนุษย์ ช่วยได้แต่ตอนเป็นมนุษย์ ช่วยบอกให้สร้างบุญกุศลบารมี
เมื่อเราจะทำบุญฝากไว้ในศาสนา บำรุงศาสนาของท่าน เราก็ทำบุญน้อมถวาย ต่อองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระอัครสาวก เช่นพระโกณทัญญะ พระโมคคัลลา พระสารีบุตร พระอานนท์ พระกัสสปะ ..พระสีวลี เราก็น้อมจิตน้อมใจ ถวายวัตถุปัจจัยที่หามาได้ แบ่งปัน ให้เกิดเป็นบุญกุศล ..ถวายไว้กับผู้ที่มีจิตบริสุทธิ์ ..ไม่ทำบุญฝากเจ้าพ่อแจ้าแม่ เกจิอาจารย์
เราถวายต่อผู้ที่มีจิตเป็นพระที่บริสุทธิ์ ..เราก็ต้องทำจิตทำใจให้บริสุทธิ์เหมือนกัน จิตที่อยู่กับโลกวิญญาณ เค้าก็มีธาตุดินน้ำลมไฟเหมือนกัน เค้าก็ต้องการบุญกุศล ..เราทำได้ ..ได่มีโอกาส ทำบุญ เราก็ทำบุญเผื่อแผ่เค้าไป เพราะวันหนึ่ง เค้าก็ต้องมีกายเป็นมนุษย์เหมือนกับเราเหมือนกัน เค้าจะได้เกิดมามีกายมนุษย์สร้างคุณความดีให้แก่จิตของเค้าเหมือนกัน คือ ต้องมาเกิดๆตายๆ ยุติการเกิดไม่ได้ เราก็สร้างบุญกุศล เพื่อให้เกิดเป็นกัลยาณมิตร
..แล้วทำบุญก็เพื่ออาศัยวัตถุปัจจัยที่เราไปหามา มีอารมณ์โลภโกรธหลงมีความยึดถือในวัตถุปัจจัย เราก็อาศัยการสร้างบุญสร้างกุศล สละความโลภโกรธหลง ที่เรายึดวัตถุนั้นออกไป ..ให้ถึงเอาอารมณ์เหล่านั้น ติดตามสละออกไปจากจิตของเรา ..ไม่ดึงย้อนกลับมา เมื่อทำแล้ว ..สิ่งนั้นก็ตัดขาดออกไป ไม่ใช่เป็นของเรา
โฆษณา