13 ม.ค. เวลา 12:48 • กีฬา

"แดงเดือด" หนสุดท้ายของ "เฟอร์กี้" ที่ส่งแมนฯ ยูไนเต็ด ครองแชมป์ลีก มากที่สุดจนปัจจุบัน | Main Stand

จนถึง ณ ตอนนี้ กินระยะเวลาผ่านไปเป็นเวลามากถึง 10 ปี สำหรับเหล่าสาวก “เรดเดวิลส์” ที่เฝ้ารอแชมป์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ครั้งต่อไปของสโมสร อย่างมีความหวังท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า
และการเปลี่ยนแปลงในทุกครั้ง เปรียบดั่งความหวังที่เหล่าแฟนบอล อยากให้สโมสร ของพวกเขาทำผลงานให้ดีขึ้นมากกว่าเดิม นั่นคือการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดให้ได้อีกครั้ง
ซึ่งในปัจจุบันกลับเป็นทีมคู่รักคู่แค้นอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่ทำผลงานได้ดีกว่า มีลุ้นเข้าใกล้การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้มากกว่า และมีลุ้นขยับจำนวนครั้งในการคว้าแชมป์
มาใกล้เคียงและเทียบเท่ากับที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำได้และหยุดชะงักอยู่ที่ 20 สมัย มาอย่างยาวนานเป็นระยะเวลายาวนานกว่า 10 ปี
1
Main Stand ขอพาทุกท่านย้อนความหลังไปถึงศึกแดงเดือดครั้งสุดท้ายของ “เซอร์ เฟอร์กี้” ในวันที่ 13 มกราคม 2013 และการคว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีกหนหลังสุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยปูชนียบุคคลของวงการฟุตบอลอังกฤษ อย่าง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ติดตามไปพร้อมกันได้ที่นี่
การเข้ามาของเฟอร์กี้ สู่แชมป์ลีกสูงสุดในรอบ 26 ปี
“เฟอร์กี้” อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้จัดการทีมชาวสก็อตแลนด์ อดีตผู้จัดการทีม อเบอร์ดีน สโมสรในประเทศสก็อตแลนด์ ถูกดึงตัวเข้ามาคุมทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในปี 1986 แทนที่ของ รอน แอตกินสัน ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษ ที่ถูกปลดออกไป เนื่องจาก ทำผลงานได้ ไม่เป็นตามที่เป้าหมายคาดหวังเอาไว้
ในช่วงแรกที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตัดสินใจเข้ามารับงาน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ช่วงเวลานั้นทัพ “ปีศาจแดง” ห่างหายจากการเป็นแชมป์ลีกสูงสุด ยาวนานถึง 20 ปี โดยครั้งสุดท้ายที่สามารถคว้าโทรฟี่มาครองได้สำเร็จ ต้องย้อนกลับไปยาวนานถึงฤดูกาล 1966/67
ยิ่งไปกว่านั้น สโมสรที่ครองมหาอำนาจอยู่ในช่วงเวลานั้น และผูกขาดกับการเป็นแชมป์ ลีกสูงสุด คือสโมสรคู่รักคู่แค้นอย่าง “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล โดยในขณะนั้นเหล่าสาวก “เดอะค็อป” เถลิงบัลลังก์แชมป์ลีกสูงสุด ไปมากถึง 16 สมัย
ก่อนถึงช่วงเวลาที่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งหน้าที่ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เหล่าพลพรรค “หงส์แดง” โกยแชมป์ลีกสูงสุด ได้ถึง 8 ครั้ง ในระยะเวลาเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น เริ่มตั้งแต่ปี 1975 ไปจนถึงปี 1985 ซึ่งมากกว่าการได้แชมป์ลีกสูงสุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งสโมสรในปี 1878 เสียอีก
โดยที่ทัพ “ปีศาจแดง” เพิ่งจะมีโอกาสคว้าแชมป์ลีกสูงสุด ไปได้เพียงแค่ 7 ครั้งเท่านั้น ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ลิเวอร์พูลยังคงเข้าป้ายคว้าแชมป์ลีก รวมแล้ว 18 สมัย ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคสร้างบารมีของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ใช้เวลาในการลองผิดลองถูกมากถึง 7 ปีด้วยกัน จนมีช่วงหนึ่ง เหล่าสาวก “เรดเดวิลส์” ต่างเรียกร้องให้สโมสรปลด “เฟอร์กี้” พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีม เนื่องจากมองว่าระยะเวลา 7 ปีของ “เฟอร์กี้” ที่สโมสรยังไม่เข้าใกล้ความสำเร็จ ในการคว้าโทรฟี่ลีกสูงสุดนั้นมันยาวนานเกินไปแล้ว
1
ซึ่งเมื่อเวลาผ่านล่วงเลยไป ความดีความชอบคงหนีไม่พ้นบอร์ดบริหารที่เชื่อใจในฝีมือของ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่ไม่ปลดผู้จัดการทีมรายนี้ตามคำขอของแฟนบอลในเวลานั้น
ผลงานการกุมบังเหียนของ “เฟอร์กี้” มาสัมฤทธิ์ผลในฤดูกาล 1992/93 อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทัพ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ลีกสูงสุด ได้เป็นครั้งแรก ในรอบ 26 ปี
ซึ่งการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในครั้งนี้ของทัพ “ปีศาจแดง” เปรียบเสมือน “ความสำเร็จ” ก้าวแรก ของการเริ่มต้นที่ต่อมากลายเป็นหนึ่งในสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของวงการฟุตบอล
เทรเบิลแชมป์สุดยิ่งใหญ่ ภายใต้น้ำมือชายชื่อเฟอร์กี้
หลังจากนั้น “เฟอร์กี้” เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน รังสรรค์ผลงานผลักดัน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ขึ้นมาเป็นหนึ่งในสโมสรชั้นนำของวงการลูกหนังโลกได้ เขาพาทัพ “ปีศาจแดง” สร้างความสำเร็จคว้าโทรฟี่ได้เยอะแยะมากมายจนนับไม่ถ้วน
แต่เชื่อได้ว่าเหตุการณ์ที่แฟนบอล “เรดเดวิลส์” คงไม่มีวันลืม นั่นคือการคว้า “เทรเบิลแชมป์” ในฤดูกาล 1998/99 ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก , แชมป์เอฟเอ คัพ และ แชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก มาครองได้สำเร็จ
เริ่มจากศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก โดยผลงานช่วงครึ่งฤดูกาลแรกของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 1998/99 ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าเป็นห่วงพอสมควร เนื่องจาก ผลงานในช่วงครึ่ง ฤดูกาลแรกของทัพ “ปีศาจแดง” มักจะสะดุดเสมอ หรือ แพ้ อยู่บ่อยครั้ง จนเป็นสาเหตุให้ทีมจบด้วยอันดับที่ 4 ของตารางในช่วงครึ่งฤดูกาลแรก
แต่หลังจากเริ่มเข้าสู่ช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไป ราวฟ้ากับเหว
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สะกดคำว่า “แพ้” ไม่เป็นแม้แต่นัดเดียวในช่วงครึ่งฤดูกาลหลัง ทัพ “ปีศาจแดง” ผลงานฟอร์มการเล่นอยู่ในระดับ “เกินต้าน” เป็นอย่างมาก พวกเขาสามารถ เก็บชัยชนะได้ตลอดแทบทุกเกมการแข่งขัน ทำคะแนนไปได้มากถึง 79 คะแนน เข้าป้ายด้วย การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองได้ในท้ายที่สุด
1
และต่อด้วยโทรฟี่ที่ 2 ของทัพ “ปีศาจแดง” ในปีนั้นได้แก่ แชมป์ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ซึ่งในการแข่งขันรายการดังกล่าว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะโชคไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก ในการสลากแต่ละรอบ
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะจับสลากได้เจอกับทีมที่ใหญ่ในทุกรอบ เริ่มตั้งแต่ ต้องโคจรมาพบกับ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตั้งแต่รอบ 32 ทีมสุดท้าย และพบกับ “สิงห์บลูส์” เชลซี ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย รวมไปถึง แมตซ์ในความทรงจำของใครหลายๆคน นั่นคือ การเจอกับ “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ในรอบรองชนะเลิศ
1
การแข่งขันนัดดังกล่าว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกอยู่ในสถานการณ์เป็นรอง อาร์เซนอล แทบจะทั้งเกมส์ หนำซ้ำ รอย คีน กัปตันทีม ยังไปพลาดท่าถูกแจกใบแดงไล่ออกจากสนาม และเคราะห์ซ้ำกรรมซัดของทัพ ”ปีศาจแดง” ยังมาเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาบาดเจ็บครึ่งเวลาหลัง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เสียลูกจุดโทษให้กับ อาร์เซนอล ในนาทีที่ 90+1 แต่โชคยังเข้าข้างที่ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูของทีม โชว์ซุปเปอร์เซฟลูกจุดโทษของ เดนนิส เบิร์กแคมป์ ศูนย์หน้าตัวเก่งชาวเนเธอร์แลนด์ ได้สำเร็จ
ก่อนที่ในนาทีที่ 109 “ปีกพ่อมด” ไรอัน กิ๊กส์ จะโชว์ลูกยิงสุดมหัศจรรย์ลากหลบผู้เล่นของ อาร์เซนอล มากถึง 5 คน หลุดเข้าไปยิงเสยเพดานตาข่ายแสกหน้า เดวิด ซีแมน ผู้รักษาประตู อาร์เซนอล เข้าไปอย่างสุดสวยส่งให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ
ก่อนที่ในนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามเวมบลีย์ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเอาชนะ “สาลิกาดง” นิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไปได้ 2-0 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปครองได้สำเร็จ
และมาถึงโทรฟี่ใบสุดท้ายนั่นคือ แชมป์ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทะลุเข้าไปพบกับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ในนัดชิงชนะเลิศ ที่สนามคัมป์ นู ของ บาร์เซโลนา ที่สเปน
ซึ่งเกมส์การแข่งขันในค่ำคืนนั้น ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในนัดชิงชนะเลิศที่ดีที่สุดตลอดกาล อีกหนึ่งนัดของวงการฟุตบอล
และเป็นทาง บาเยิร์น มิวนิค ที่ได้ประตูออกนำอย่างรวดเร็วตั้งแต่ช่วงต้นเกมส์ในนาทีที่ 6 จากการยิงฟรีคิกของ มาริโอ บาสเลอร์
เกมการแข่งขันล่วงเลยมาจนถึงช่วงทดเวลาบาดเจ็บในครึ่งหลัง ก่อนที่พลพรรค “ปีศาจแดง” จะโชว์สิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า “เฟอร์กี้ไทม์” ออกมาให้ผู้คนทั่วโลกได้เห็นอีกครั้ง นั่นคือ การไม่ยอมแพ้ สู้จนวินาทีสุดท้าย
โดยทัพ “ปีศาจแดง” มาได้ประตูตีเสมอ บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาทีที่ 90+1 จากลูกยิงของ เท็ดดี้ เชอร์ริงแฮม และ หลังจากนั้นไม่ถึง 2 นาที แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ประตูพลิกแซงขึ้นนำจากดาวยิง “ซุปเปอร์ซัพ” ของทีมอย่าง โอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์
ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ไปครองได้สำเร็จ และ “เฟอร์กี้” อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกของสโมสรที่สามารถพาทีมคว้า “เทรเบิลแชมป์” ใน 1 ฤดูกาลได้สำเร็จ และทำให้ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นอัศวินแห่งสหราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งเรียกขานกันต่อมาว่า “เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน”
แชมป์ลีกสูงสุดเหนือ ลิเวอร์พูล
หลังจากเถลิงบัลลังก์ความยิ่งใหญ่ คว้าเทรเบิลแชมป์ มาครอบครองได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ภายใต้น้ำมือของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยังคงครองมหาอำนาจ ความยิ่งใหญ่ในยุคนั้นมาโดยตลอด กอบโกยโทรฟี่แชมป์แบบไม่ขาดสายในตลอดทุก ๆ ปี
เรื่อยมาจนถึงฤดูกาล 2008/09 เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้สร้างอีกหนึ่งสถิติที่น่าจดจำต่อทัพ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นคือการพาลูกทีมจบฤดูการด้วยการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้อีกหนหนึ่ง
ซึ่งการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดในครั้งนี้ เป็นอีกหนึ่งครั้งที่ถูกพูดถึงมากพอสมควร เนื่องจาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ได้จารึกสถิติที่เขาเคยใกล้เคียงที่จะทำได้ในฤดูกาล 1995/96 ,1996/97 นั่นคือการคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้สามฤดูกาลติดต่อกัน
และการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดในฤดูกาล 2008/09 ของทัพ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังได้เพิ่มจำนวนสถิติแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เทียบเท่ากับจำนวนของทัพ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ที่จำนวน 18 สมัย
ก่อนที่สถิติแชมป์ลีกพรีเมียร์ลีกมากที่สุดของ ลิเวอร์พูล ที่ถือครองมาอย่างยาวนาน 18 สมัย จะถูกทำลายลงในฤดูกาล 2010/11 ภายใต้น้ำมือของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
แม้ว่าในช่วงต้นฤดูกาล 2010/11 จะเป็น เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่เริ่มเข้ามาอยู่ในเส้นทาง การลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกกันบ้างแล้วนั้น
แต่ด้วยความเก๋าเกมของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่แม้ว่าในช่วงต้นฤดูกาลผลงานของสโมสร ค่อนข้างไม่สวยงามมากนัก แต่หลังจากที่ผลงานเริ่มกลับมาเข้าที่เข้าทาง ฟอร์มการเล่น ที่ยอดเยี่ยมก่อนหน้านั้น เริ่มกลับมาเป็นทีมเดิมที่ทุกคนต่างรู้จัก
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พลิกเข้าเส้นชัยปาดหน้าแซงทั้ง เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เก็บคะแนนในฤดูกาล 2010/11 ไปได้ทั้งหมด 80 คะแนน คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ไปครอง ได้สำเร็จ
ส่งผลให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมเดียวที่คว้าแชมป์ลีกสูงสุดของอังกฤษ เพิ่มสถิติจำนวนการเป็นแชมป์ลีกสูงสุดที่ 19 ครั้ง ได้สำเร็จ แซงหน้า ลิเวอร์พูล ที่ยังหยุดอยู่ครั้งที่ 18 มาอย่างยาวนาน
2
ชัยชนะใน “ศึกแดงเดือด” และแชมป์ลีกครั้งสุดท้าย ก่อนโบกมือลา
อย่างที่ทุกคนทราบกันเป็นอย่างดีฤดูกาลสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน กับการทำหน้าที่ ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั่นคือฤดูกาล 2012/13
ซึ่งเหตุการณ์ก่อนหน้านั้นต่างไม่มีใครคาดคิดว่า “เฟอร์กี้” เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะตัดสินใจ วางมือจากการเป็นผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
โดยฤดูกาลสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน นั้นเป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ยอดเยี่ยมเหนือคำบรรยาย เนื่องจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จบลงด้วยการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก เก็บคะแนนไปได้ทั้งหมด 89 คะแนน ทำคะแนนทิ้งห่างอันดับ 2 อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ คู่ปรับร่วมเมือง มากถึง 11 คะแนน
และยังได้เพิ่มสถิติแชมป์ลีกสูงสุดของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่มเป็น 20 สมัย ทิ้งห่าง ลิเวอร์พูล เพิ่มเป็น 2 สมัย
โดยหนึ่งในเกมสำคัญที่แฟนบอลทั่วโลกจับตามองกันอย่างเกม “แดงเดือด” ในฤดูกาลดังกล่าว ซึ่งมันเป็น “แดงเดือด” ครั้งสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในการเป็นผู้จัดการทีมของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจาก “ศึกแดงเดือด” ในยกแรกของฤดูกาล เป็นลูกทีมของเขาที่สามารถบุกไปคว้าชัยได้ถึงแอนฟิลด์ 2-1
เกมการแข่งขัน “แดงเดือด” หนสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในฐานะผู้จัดการทีม เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2013 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดบ้านต้อนรับ การมาเยือน ลิเวอร์พูล ที่แม้ว่า ลิเวอร์พูล ในเวลานั้น จะไม่ได้อยู่ในยุคที่แข็งแกร่งมากนัก เหมือนเช่นในอดีต แต่ในทุกครั้งที่ต้องโคจรมาพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทัพ “หงส์แดง” มักจะโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมเสมอ สามารถบุกมาเอาชนะ หรือ แบ่งแต้ม ไปจากทัพ “ปีศาจแดง” ได้อยู่บ่อยครั้ง
จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจมากนักที่เหล่าบรรดากูรูนักวิจารณ์ หรือ เหล่าสาวก “เดอะค็อป” ต่างหมายหมั้นปั้นมือว่าสโมสรอันเป็นที่รักจะหยุดความร้อนแรงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ให้ได้
โดยผลการแข่งขันในค่ำคืนวันนั้นจบลงด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะไปได้ด้วย สกอร์ 2-1 โดยฝั่งเจ้าบ้านได้ประตูออกนำไปก่อนจาก โรบิน ฟาน เพอร์ซีย์ นาทีที่ 19 และ ปาทริค เอฟรา โหม่งบอลเฉียดศรีษะ เนมานย่า วิดิช เข้าไปในนาทีที่ 53 ส่วนทีมเยือนได้ประตูไล่ตีตื้นขึ้นมาจาก แดเนียล สเตอร์ริดส์ นาทีที่ 57
ซึ่งหลังคว้าชัยชนะในเกมแดงเดือดครั้งนั้น เป็นชัยชนะนัดสำคัญที่เป็นของขวัญส่งท้ายกับการคว้าชัยเหนือคู่รักคู่แค้นอย่างลิเวอร์พูลให้สาวก “ปีศาจแดง” จาก เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยที่ 20 มาครองได้สำเร็จ ก่อนที่เจ้าตัวจะอำลาตำแหน่งไปด้วยสถิติการคุมทีมยาวนานถึง 26 ปี
แต่ใครจะคิดว่าหลังจากชัยชนะใน “ศึกแดงเดือด” ครั้งสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในครั้งนั้นพร้อมแพ็คเกจรับถ้วยแชมป์พรีเมียร์ลีกของพลพรรค “ปีศาจแดง” จะกินระยะเวลายาวนานมากถึง 10 ปีติดต่อกันไปแล้วที่พวกเขายังไม่เคยกลับไป สัมผัสความรู้สึกนั้นได้อีกเลย
แต่กลายเป็นสโมสรคู่รักคู่แค้นอย่าง ลิเวอร์พูล ที่สามารถพลิกโฉมทีมโดย เยอร์เก้น คล็อปป์ ที่ทำให้ลิเวอร์พูลกลับมามีชีวิตชีวาได้อีกครั้ง และคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เพิ่มอีก 1 สมัย เป็น 19 สมัย ในฤดูกาล 2019/20 ขยับตามมาหายใจรดต้นคอ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยังทำได้ไม่ใกล้เคียงกับการขยับหนีออกไปสักเท่าไหร่
ผลงานของ “พลพรรคปีศาจแดง” ในยุคหลังพลิกทุกอย่างที่เคยชื่นมื่นในยุคของ “เซอร์เฟอร์กี้” เกือบทั้งหมด ทั้งพ่ายแพ้ให้กับ ลิเวอร์พูล อย่างราบคาบในศึกแดงเดือด
หรือแม้แต่การเข้าใกล้ตำแหน่งแชมป์มากที่สุด ได้เพียงรองแชมป์ที่ไม่ใช่การเบียดแย่งที่สูสี และ ยังไม่มีผู้จัดการทีมคนไหนที่สามารถพา แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลับมาสร้างความสุข ได้แบบหมดจด ทั้งใน “ศึกแดงเดือด” ทั้งการครองบัลลังก์ “แชมป์ลีก” ได้เหมือนกับตอนที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยทำได้อีกเลย
ในขณะที่ “เฟอร์กี้” ในวัย 82 ปี ยังคอยตามให้กำลังใจสโมสร แม้ว่าผลงานจะตกต่ำเพียงใด เขาก็จะยังคงตามไปให้กำลังใจสโมสรอันเป็นที่รักของเขาในทุกเกมการแข่งขันไม่ว่าจะเป็น การเล่นในบ้าน หรือ แม้แต่การออกไปเล่นเป็นทีมเยือนก็ตาม
ชมไฮไลท์ "ศึกแดงเดือด" หนสุดท้ายของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ในบทบาทผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
บทความโดย : วิสุทธา วงค์หน่อแก้ว
แหล่งอ้างอิง
โฆษณา