30 ม.ค. 2024 เวลา 03:29 • ประวัติศาสตร์

“อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna)” จักรพรรดินีองค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย

“อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna)” หรือพระนามเดิมคือ “เจ้าหญิงอาลิกซ์แห่งเฮ็สเซินและไรน์ (Princess Alix of Hesse and by Rhine)” เสด็จพระราชสมภพที่เยอรมนีในวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ.1872 (พ.ศ.2415)
พระชนม์ชีพของพระองค์นั้นพบเจอกับความผันแปร ซึ่งในเวลาต่อมา พระองค์ก็ต้องตกอยู่ในวังวนการเมือง และทำให้พระองค์เป็นจักรพรรดินีองค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย
เรื่องราวของพระองค์เป็นอย่างไร ลองมาดูกันครับ
อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna)
ชีวิตของพระองค์นั้นเรียกได้ว่าเกิดมาอย่างสุขสบายและสูงศักดิ์ พระองค์เป็นพระธิดาใน “หลุยส์ที่ 4 แกรนด์ดยุกแห่งเฮ็สเซินและไรน์ (Louis IV, Grand Duke of Hesse and by Rhine)” กับ “เจ้าหญิงอลิซแห่งสหราชอาณาจักร (Alice of the United Kingdom)”
พระมารดาสวรรคตขณะที่เจ้าหญิงอาลิกซ์มีพระชนมายุเพียงหกพรรษา หลังจากนั้น พระองค์ก็เสด็จไปประทับยังอังกฤษโดยอาศัยอยู่กับพระญาติ ก่อนที่ในเวลาต่อมา ขณะมีพระชนมายุ 12 พรรษา พระองค์จะได้ทรงพบกับ “แกรนด์ดยุกนิโคลัส โรมานอฟ (Grand Duke Nicholas Romanov)” องค์รัชทายาทแห่งราชบัลลังก์รัสเซีย หรือภายหลังก็คือ “จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย (Nicholas II of Russia)”
ทั้งสองพระองค์นั้นทรงเข้ากันได้ดีและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว และความสนิทสนมนี้ก็พัฒนากลายเป็นความรัก แต่ในขณะเดียวกัน “จักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 แห่งรัสเซีย (Alexander III of Russia)” พระราชบิดาในแกรนด์ดยุกนิโคลัส ก็ทรงแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าทรงชิงชังเยอรมนี
จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย (Nicholas II of Russia)
แต่ถึงอย่างนั้น แกรนด์ดยุกนิโคลัสกับเจ้าหญิงอาลิกซ์ก็ทรงรักกัน และก็ไม่มีใครสามารถห้ามได้
26 พฤศจิกายน ค.ศ.1894 (พ.ศ.2437) ทั้งสองพระองค์ได้อภิเษกสมรส และเจ้าหญิงอาลิกซ์ก็ทรงใช้พระนามใหม่ว่า “อเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนา (Alexandra Feodorovna)” หากแต่การอภิเษกสมรสนี้ก็ค่อนข้างมีบรรยากาศที่อึมครึมและโศกเศร้า เนื่องจากจักรพรรดิอเล็กซานเดอร์ที่ 3 เพิ่งจะทรงพระประชวรและสวรรคตไปได้ไม่นาน
แกรนด์ดยุกนิโคลัสและเจ้าหญิงอเล็กซานดรานั้นทรงรักกันอย่างมาก หากแต่ทั้งสองพระองค์ก็ยังทรงพระเยาว์ โดยแกรนด์ดยุกนิโคลัสเพิ่งจะมีพระชนมายุเพียง 26 พรรษา ส่วนเจ้าหญิงอเล็กซานดรามีพระชนมายุเพียง 22 พรรษา และแกรนด์ดยุกนิโคลัสก็ต้องขึ้นเป็นพระประมุขแทนที่พระราชบิดาที่สวรรคต
งานอภิเษกสมรสของทั้งสองพระองค์
พระองค์ยังไม่ได้เตรียมองค์และไม่ทรงพร้อมในการปกครองดินแดนที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ในขณะที่เจ้าหญิงอเล็กซานดราเพิ่งจะมีพระชนมายุเพียง 22 พรรษา และก็ไม่ทรงรู้เรื่องการปกครองหรือการบริหารราชการแผ่นดินเลย
ในช่วงที่ทั้งสองพระองค์ขึ้นเป็นพระประมุขแห่งรัสเซียนั้น เหล่าชาวนาชาวไร่นั้นมีฐานะยากจน และครึ่งหนึ่งของครัวเรือนรัสเซียกว่า 150 ล้านครัวเรือนก็เป็นชนกลุ่มน้อย
เรียกว่าสถานการณ์หนักหลายอย่างกำลังรอคอยทั้งสองพระองค์อยู่
1
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกของแกรนด์ดยุกนิโคลัสถูกจัดขึ้นในปีค.ศ.1896 (พ.ศ.2439) และแกรนด์ดยุกนิโคลัสก็ขึ้นเป็น “จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย (Nicholas II of Russia)” ส่วนเจ้าหญิงอเล็กซานดราก็เป็น “จักรพรรดินีอเล็กซานดรา เฟโอโดรอฟนาแห่งรัสเซีย (Alexandra Feodorovna)”
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกจักรพรรดินิโคลัสที่ 2 แห่งรัสเซีย
พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเริ่มต้นด้วยดี มีการจัดงานเลี้ยงฉลองในทุ่งนอกเมืองมอสโคว แต่ในขณะที่ผู้คนได้นั่งลงเพื่อจะทานอาหารเย็น ปรากฎว่าดินเกิดถล่มเนื่องจากพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยท้องร่องและสนามเพลาะที่เหลือมาจากการฝึกทหาร
เหตุการณ์นี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 1,300 คน
และในคืนนั้น แทนที่ทั้งสองพระองค์จะเสด็จเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ทั้งสองพระองค์กลับเลือกที่จะเสด็จไปงานเลี้ยงของสถานทูตฝรั่งเศส ก่อนที่ไม่ถึงสัปดาห์หลังจากนั้น จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ได้จัดให้มีการตรวจกำลังพลในสนามที่เกิดเหตุนี้เอง
ด้วยเหตุเหล่านี้ทำให้ประชาชนเริ่มจะเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อองค์พระประมุขและราชวงศ์ เรียกว่าแค่เริ่มต้นก็ไม่ดีแล้ว
นอกจากนั้น จักรพรรดินีอเล็กซานดราก็ไม่ทรงเป็นที่ชื่นชอบในบรรดาข้าราชการและขุนนางในราชสำนัก และแทนที่พระองค์จะทรงบรรเทาความเหงาด้วยการเข้าสังคม พระองค์กลับหันไปสนพระทัยในเรื่องผีสาง เรื่องลี้ลับต่างๆ
ในปีค.ศ.1904 (พ.ศ.2447) หลังจากมีพระราชธิดาแล้วสี่พระองค์ พระองค์ก็ทรงให้กำเนิดพระราชโอรส นั่นคือ “อเล็กเซ นีโคลาเยวิช ซาเรวิชแห่งรัสเซีย (Alexei Nikolaevich, Tsarevich of Russia)”
แต่โชคร้ายที่องค์ชายนั้นมีพระพลานามัยที่อ่อนแอ ทรงประชวรด้วยพระโรคฮีโมฟีเลีย หรือโรคเลือดไหลไม่หยุด
อเล็กเซ นีโคลาเยวิช ซาเรวิชแห่งรัสเซีย (Alexei Nikolaevich, Tsarevich of Russia)
ในช่วงนี้เองเป็นช่วงที่ “กริกอรี รัสปูติน (Grigori Rasputin)” นักบวชและผู้วิเศษผู้หนึ่งได้มีบทบาท โดยเขาได้ถวายการรักษาเจ้าชายอเล็กเซในปีค.ศ.1908 (พ.ศ.2451)
ในไม่ช้า รัสปูตินได้กลายเป็นที่ปรึกษาและคนสนิทของจักรพรรดินีอเล็กซานดรา ในขณะที่ประชาชนและเหล่าข้าราชการและขุนนางในราชสำนักต่างเกลียดชังรัสปูติน คิดว่ารัสปูตินชักใยองค์พระประมุขอยู่หลังม่าน
และหลังจากเจ้าชายอเล็กเซมีพระอาการดีขึ้นได้ไม่กี่ปี รัสเซียก็ต้องพบกับปัญหาใหม่
กริกอรี รัสปูติน (Grigori Rasputin)
ในปีค.ศ.1914 (พ.ศ.2457) รัสเซียได้ประกาศสงครามกับเยอรมนีในสงครามโลกครั้งที่ 1 และด้วยความที่ทรงมีพระราชประสงค์จะเห็นรัสเซียคว้าชัยชนะให้ได้ จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 จึงเสด็จพระราชดำเนินไปคุมกองทัพด้วยพระองค์เองในเดือนสิงหาคม ค.ศ.1915 (พ.ศ.2458) ถึงแม้ว่าเหล่าที่ปรึกษาของพระองค์จะทูลห้ามไว้ก็ตาม
ในเมื่อองค์พระประมุขไม่ได้ประทับอยู่ในเมือง ดังนั้นผู้ที่ต้องดูแลความเรียบร้อยและบริหารราชการแผ่นดินชั่วคราวก็คือจักรพรรดินีอเล็กซานดรา
แทนที่จะฟังคำแนะนำของเหล่าข้าราชการและขุนนางที่ไว้ใจได้ พระองค์กลับทรงไล่คนเหล่านั้นออก และเอาคนที่รัสปูตินแนะนำขึ้นมาแทนที่ ซึ่งคนเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนดีมีความสามารถ
เหตุนี้ทำให้เหล่าขุนนางและข้าราชการในราชสำนักยิ่งเกลียดชังองค์จักรพรรดินี และคิดว่าพระองค์อาจจะเป็นฝ่ายเยอรมนีที่ตั้งใจจะทำลายรัสเซีย เพราะยังไงซะพระองค์ก็มีชาติกำเนิดเป็นเยอรมนี เป็นเจ้าหญิงเยอรมันมาตั้งแต่แรก
จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 ขณะเสด็จพระราชดำเนินไปควบคุมกองทัพ
ในที่สุด วันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ.1916 (พ.ศ.2459) รัสปูตินก็ถูกสังหาร และการตายของรัสปูตินก็ทำให้จักรพรรดินีอเล็กซานดราตกที่นั่งลำบาก
สองเดือนต่อมา กุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) การขาดแคลนอาหารและความอดอยากก็ได้แผ่ไปยังหลายๆ เมืองในรัสเซีย
สงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้ทั้งเงินและทรัพยากรของรัสเซียร่อยหรอ ผู้คนต่างประท้วงและก่อความจลาจลไปทั่ว และในช่วงนี้เอง “วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin)” ได้ขึ้นเป็นผู้นำการปฏิวัติล้มล้างราชวงศ์ โดยพรรคของเลนินเป็นที่รู้จักในนาม “บอลเชวิค (Bolshevik)”
วลาดีมีร์ เลนิน (Vladimir Lenin)
ด้วยสถานการณ์ต่างๆ ทำให้จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 จำต้องสละราชสมบัติและเสด็จลี้ภัย และเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิในปีค.ศ.1917 (พ.ศ.2460) เลนินและพรรคพวกก็ได้โอกาสขึ้นสู่อำนาจ
พระราชวงศ์ตกอยู่ในอันตราย หากกลุ่มปฏิวัติพบ ทุกพระองค์ต้องถูกปลงพระชนม์เป็นแน่
ท้ายที่สุด จักรพรรดินิโคลัสที่ 2 และพระราชวงศ์ต้องเสด็จไปประทับยังยากาเตรินบุร์ก ซึ่งเป็นเมืองในไซบีเรียที่อยู่ใต้อำนาจของบอลเชวิก และทุกพระองค์ก็ถูกควบคุมองค์ในเดือนเมษายน ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461)
พระราชวงศ์โรมานอฟขณะถูกควบคุมองค์
คืนวันที่ 16 กรกฎาคม ค.ศ.1918 (พ.ศ.2461) กลุ่มบอลเชวิกได้ทูลให้พระราชวงศ์เสด็จลงมายังห้องใต้ดินที่ควบคุมองค์ โดยทูลว่าจะมีการถ่ายพระบรมฉายาลักษณ์พระราชวงศ์โรมานอฟ
หากแต่เมื่อเสด็จลงมาถึง ทุกพระองค์กลับถูกปลงพระชนม์หมู่โดยการยิง หากพระองค์ใดยังไม่สวรรคตหรือสิ้นพระชนม์ ก็จะถูกแทงด้วยดาบปลายปืน
เรื่องราววันสุดท้ายของพระราชวงศ์โรมานอฟกลายเป็นเรื่องสยองขวัญและฝันร้ายสำหรับชาวรัสเซีย แม้แต่ทุกวันนี้ เรื่องราวนี้ก็ยังคงหลอกหลอนหลายๆ คน มีการตั้งสมมติฐานและเรื่องเล่าต่างๆ มากมาย
การปลงพระชนม์พระราชวงศ์โรมานอฟ
คำถามสำคัญก็คือ “หากจักรพรรดินีอเล็กซานดราทรงบริหารราชการแผ่นดินรัสเซียได้ดีกว่านี้จะเป็นอย่างไร?”
บางที การปฏิวัติรัสเซียก็อาจจะไม่เกิดขึ้น และประวัติศาสตร์ก็อาจจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
โฆษณา