30 ม.ค. 2024 เวลา 00:51 • ความคิดเห็น
สิ่งที่เรายึดอยู่ ยึดอารมณ์นึกคิด ต่างๆ ที่ปรุงแต่งคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เรารู้จักว่ามันเป็นทุกข์ ..ทุกข์แล้วเราจะยึดทำไม เรามองดูว่า อารมณ์นนึกคิด นั้นเป็นกรรม ..ตาเราไปมอง คนนั้นคนนี้ ..คนนี้ดี เราก็ชื่นชม คนนี้ไม่ดี เราก็นึกตำหนิติเตียน ..ไอ้อารมณ์ นึกคิดที่มันเกิดขึ้น มันก็เกิดจากตาเราไปเห็น ..ไปยึดเรื่องราวของเค้ามา คนดี ..มันก็ดีของเค้า คนทำไม่ดี ..ไม่ก็ไม่ดีของเค้า
เมื่อตาเห็นหูไปฟัง ..มันก็ยึดเข้า เอาอารมณ์ของเค้าเข้ามา เค้าไม่ดี ก็เอาความไม่ดีของเค้ามาคิดมานึก ยึดถือความไม่ดีของเค้า ยึดแล้วติเตียนเค้า มันเป็นกรรมเกิดขึ้นที่ตัวใคร จิตของใคร เมื่อเราเกิดสติสัมปชัญญะขึ้นมา รู้จักว่า เราเผลอไปยึดถือดีชั่วขิงเค้ามา ตาเราหูเราไปยึดเต้ามา ..เราก็เอาตาหูของเราไปดูไปฟังเรื่องราวดี ที่ประโยชน์ หากว่าตาหูเราบริสุทธิ์ ..ไม่มีอารมณ์เกิดขึ้น ..ตาเรามองดูก็ไม่มีอารมณ์อะไรปรุงแต่ง ไม่นึกคิดอะไร
คราวนี้ เมื่อเรายังเป็นผู้มีอารมณ์ อารมณ์นั้นมันเป็นกรรม แต่เราก็ยังสลัดละ อารมณ์ไม่ได้ ..เราก็ต้องหววิธี เอาสิ่งที่เรายึดมานั้นออกไป แต่เราก็ยังไม่รู้จักว่า ตัวยึดถือนั้นเป็นอย่างไร
เราเอาก็ฝึดหัดเล็กๆน้อยๆ เอาปัจจัยเล็กๆน้อยๆ สละความยึดถือปัจจัยนั้น ให้เป็นทานบ้างบุญบ้าง เงินบาทเดียว เราตั้งใจทำ กล่าวออกไปด้วยคำพูดที่สูงๆ .สละความยึดถือถวายต่อหน้าพระ วางไว้หน้าพระ หรือ นำสิ่งที่เรายึดถือ ทิ้งไป ทำให้เป็นทาน ..ทำเล็กๆน้อยๆ เพื่อสลัดละอารมณ์ยึดถือต่างๆออกไป ..เราทำบ่อยๆ ไอ้ความยึดถือ มันหลุดออกไปกับวัตถุที่เรายึดถือ
เมื่อเราทำ เราก็สังเกตตัวเราเอง ว่าทำแล้ว กายเราเบา จิตเราเบาขึ้นมั้ย .ถ้าเราสังเกตตัวเองได้ มีสติสัมปชัญญะรับรู้ได้ ในความรู้สึกของบุญกุศล ..เราพิจารณาดูว่า เมื่อทำบ่อยๆ มากเข้า จิตเรามันเบา กายเราเบา ..ความทุกข์มันก็น้อยลงไป อารมณ์นึกคิดที่จะเป็นตัวทุกข์ มันก็ไม่ค่อยมี ยิ่งเราใช้ตาหู..ให้มันมีความบริสุทธิ์ ..จิตของเราก็จะสะอาดสะอ้าน ไม่มีเรื่องราวอารมณ์พอใจไม่พอใจ ..กายก็เป็นสุขจิตเป็นสุข
โฆษณา